แบคทีเรียนิคโคไทซิ่งฯ รักษาถูกวิธีไม่เกิดอันตราย

/data/content/25163/cms/e_kmnqtuvxy267.jpg

           กระทรวงสาธารณสุข เผยเชื้อแบคทีเรียนิคโคไทซิ่ง ฟาเซียทิทิส (Necrotizing fasciitis) หากได้รับ ดูแลรักษาแผลอย่างดีจะไม่เป็นอันตราย โดยอย่าปล่อยให้แผลเน่า เพราะหากเกิดแผลเน่าอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้ 

           นพ. โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีมีข่าวพบประชาชนรายหนึ่งเลือกซื้อปลาทับทิมในตลาดและติดเชื้อแบคทีเรียจนเสียชีวิตว่าเบื้องต้นมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์รุนแรงซึ่งอาจมาจากเชื้อแอนแอโรบิคแบคทีเรีย (Anaerobic Bacteria) และเชื้อแอโรโบแนสแบคทีเรีย (Aeromonas Bacteria) เชื้อทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นเชื้อที่ไม่ต้องอาศัยออกซิเจน เป็นแบคทีเรียที่รุนแรงมากกว่าแบคทีเรียชนิดอื่นหลายเท่า เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ  และลามไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดจนช็อคเสียชีวิตในเวลา 48 ชั่วโมง ที่สำคัญแบคทีเรียทั้ง 2 กลุ่มนี้ บุคคลที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อก็คือ คนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำที่สำคัญเสี่ยงกับบุคคลที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เพราะหากเป็นแผลเชื้อจะลามมากกว่าบุคคลทั่วไป

          นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในสิ่งแวดล้อมมีแบคทีเรียมีหลายชนิดที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่บาดแผล ติดเชื้อในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อ และลุกลาม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นบาดแผลลึก ทำให้มีไข้สูง ปวดบริเวณที่เป็นแผล หากรักษาไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เสียชีวิตประมาณ 5-7วัน แต่การเรียกว่าแบคทีเรียกันเนื้อคน ถือเป็นเรื่องพูดเกินจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดได้ไม่บ่อย

          ในประเทศไทยมีรายงานการเสียชีวิตประปราย แต่ไม่มีการเก็บสถิติอย่างจริงจัง เช่น ช่วงที่เกิดสึนามิก็พบมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อแบคทีเรียหลายราย เหมือนกับการถูกแมงมุมสีน้ำตาลกัด อย่างไรก็ตาม  สำหรับแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมีหลายตัว แต่ที่พบในน้ำเน่า และดินเรียกว่า เชื้อแบคทีเรียนิคโคไทซิ่ง ฟาเซียทิทิส (Necrotizing fasciitis)  โดยเมื่อติดเชื้อดังกล่าว หากได้รับ ดูแลรักษาแผลอย่างดีก็จะไม่เป็นอันตราย โดยอย่าปล่อยให้แผลเน่า เพราะหากเกิดแผลเน่าอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้ 

          “สำหรับน้ำในสระว่ายน้ำ น้ำประปาไม่มีปัญหาเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้แน่นอนแต่เพื่อความแน่ใจหากเกิดบาดแผลแม้เพียงเล็กๆ น้อยระหว่างที่มีการสัมผัสกับน้ำสกปรกก็ให้ไปพบแพทย์อย่างน้อยจะได้ฉีด วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ทั้งนี้ สำหรับ ข้อความที่ส่งกันทางไลน์บอกว่าเสียชีวิตใน 2 วันนั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อที่บาดแผล ติดเชื้อในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด” นพ.โอภาส กล่าว

          ด้านนพ.เสรี หงษ์หยก อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และเพื่อนของผู้เสียชีวิตจากการถูกเงี่ยงปลาตำ กล่าวว่า ได้ทราบข่าวเนื่องจากเพื่อนโทรมาปรึกษาอาการ โดยพบว่าไปเลือกซื้อปลาในวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม จากนั้นมีอาการปวดในวันที่ 20 กรกฎาคม ไปหาแพทย์ ซึ่งก็ล้างแผลปกติ ต่อมาหกล้มตรงบริเวณบันได มีอาการขาบวม ไปพบแพทย์ก็พบว่าติดเชื้อแล้ว กระทั่งมาทราบอีกทีว่าเสียชีวิตนั่นเอง

 

 

          ที่มา : เว็บไซต์มติชน

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 

 

 

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ