สสส.จับมือ กทม.ฝ่าวิกฤตแรงงานนอกระบบ

 

หลังพบรายได้ลด 84%

 

 

         จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด  ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการต่างๆ ขาดสภาพคล่อง จนเป็นเหตุให้ต้องปิดกิจการ เลิกจ้างคนงาน  บางสถานที่ไม่ถึงกับปิดแต่ก็ต้องเลิกจ้างคนงานบางส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลประเทศไทยประสบปัญหาการว่างงานมากขึ้น

 

         ด้วยเหตุนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดมหกรรมสมัชชาแรงงานนอกระบบขึ้น ในวันที่ 30 เมษายน 2552 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อจะได้เป็นเวทีที่จะรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มแรงงานนอกระบบและเปิดโอกาสให้ได้มีปากมีเสียงในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ

 

         โดย พญ.มาลินี สุขเวชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) บอกเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานนอกระบบใน กทม. ว่า จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2551 พบแรงงานนอกระบบมีจำนวนสูงถึง 24.1 ล้านคน ขณะที่แรงงานในระบบมีจำนวน 13.7 ล้านคน

 

         ทั้งนี้จากผลการสำรวจแรงงานนอกระบบใน กทม.ปี 2552 มีถึง 1.2 ล้านคน ประกอบอาชีพ รับงานไปทำที่บ้าน รับจ้าง แม่ค้า และแท็กซี่ โดยพบว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 14,000 บาท และในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ส่งผลต่อรายได้แรงงานนอกระบบลดลงถึง 84% หรือรายได้ครัวเรือนลดลงเดือนละประมาณ 3,000- 5,000 บาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากยอดขายสินค้าหรือสิ่งของลดลง 60% จำนวนงานที่เคยทำลดลง 31% ต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่ 3%

 

         “ในส่วนของการแก้ไขนั้น กทม. ต้องการที่จะส่งเสริมอาชีพการตัดเย็บชุดนักเรียนให้กับกลุ่มแรงงานนอกระบบเพราะขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี ที่ให้เงินผู้ปกครองนำไปซื้อชุดนักเรียนให้กับบุตรหลาน แรงงานกลุ่มนี้ก็สามารถตัดเย็บชุดออกมาขายได้ในชุมชนซึ่งจะช่วยให้เกิดรายได้เป็นอย่างดี พญ.มาลินี บอกด้วยความห่วงใย

 

         ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานท์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าว่า จากการศึกษาปัญหาที่แรงงานนอกระบบต้องเผชิญ 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.ค่าตอบแทนน้อย ไม่ได้ตามกฎหมายขั้นต่ำ 2. ความเมื่อยจากอิริยาบถในการทำงาน 3. ได้รับสารเคมีเป็นพิษ 4. งานไม่ต่อเนื่อง 5. งานหนัก 6. ฝุ่น ควัน กลิ่น 7. แสงสว่างไม่เพียงพอ 8. เครื่องจักร เครื่องมือที่เป็นอันตราย 9. ที่ทำงานไม่สะอาด 10. ได้รับอันตรายต่อระบบหู/ตา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสัมผัสสารเคมีอันตรายโดยขาดเครื่องป้องกันและปัญหาสภาพแวดล้อมการทำงาน รวมทั้งการขาดคามรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของตน

 

         ทั้งนี้ จากการศึกษาสุขภาพเชิงลึกของกลุ่มตัวอย่างแรงงานนอกระบบที่สำคัญ เช่น กลุ่มเกษตรกร ช่างเสริมสวย ผู้ผลิตตุ๊กตา ยังพบโรคสำคัญอันดับ 1 คือ ความดันโลหิตสูง ขณะที่ผู้ขับรถแท็กซี่โรคอันดับ 1 คือปวดเกร็งกล้ามเนื้อ และความเครียด ซึ่งการรักษาพยาบาลของแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ 64% หรือ 2.3 ล้านคน ได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุเล็กน้อยและไม่ได้รับการรักษา และอีก 26% หรือ 9.6 แสนคน ซื้อยาจากร้านขายยาไปรักษาตัวเองที่บ้าน

 

         อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายจากการศึกษากลุ่มแรงงานนอกระบบใน กทม.ประกอบด้วย ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงแก่แรงงานงานในชุมชน เช่น ผลิตเสื้อผ้านักเรียน ชุดพนักงาน ซึ่งมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ผ่านศูนย์ฝึกอบรม และพัฒนาฝีมอแรงงาน สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการในรูปแบบกองทุนอาชีพ จัดบริการอาชีวอนามัยทั้งเชิงรุกและเชิงรับในหน่วยบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่   รวมถึงมีองค์กรรับผิดชอบที่ชัดเจน

 

         นางสาวอารีย์ ศาสตร์ศิริ อายุ 46 ปี หนึ่งในผู้ที่เป็นแรงงานนอกระบบ ประกอบอาชีพค้าขาย กล่าวว่า การที่หน่วยงานภาครัฐเห็นความสำคัญของแรงงานนอกระบบอย่างเราๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี อีกทั้งหากแรงงานนอกระบบทั้งหมดเข้าไปอยู่ในระบบได้ก็จะทำให้มีคุณภาพในชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

         สำหรับงานในงานวันที่ 30 เมษายน 2552 ที่จะมีขึ้นเพื่อต้อนรับ (1 พฤษภาคม) ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ นั้น นอกจากจะมีการรับฟังความคิดเห็นของแรงงานนอกระบบ การให้บริการและแนะนำความรู้แก่แรงงานนอกระบบแล้ว ยังมีการเปิดรับสมัครงานของสำนักงานจัดหางานกรุงเทพ เขตพื้นที่ 1 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมอีกกว่า 6,000 ตำแหน่งอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

ที่มา : ณัฐภัทร  ตุ้มภู่  Team Content www.thaihealth.or.th

 

 

Update : 28-04-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : ณัฐภัทร  ตุ้มภู่

 

 

 

 

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ