ปรากฏการณ์โรยไม่รู้บาน เมื่อเด็กทารกไทยต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ที่มา : เวทีสัมมนาออนไลน์ “ชี้เป้าภาระโรค: ลดเสี่ยง เตรียมพร้อมเพื่อลูกรัก” จัดโดยโครงการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย (BOD Thailand) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 7 สิงหาคม 2566
จำนวนเด็กแรกเกิดลดลงทุกปี จำนวนทารกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังคงเสี่ยงกับภาวะทุพโภชนาการ คือ บทสรุปผลการศึกษาสถานการณ์การป่วย การตาย และภาระโรคในแม่และเด็กไทย พ.ศ. 2562 ที่โครงการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย (BOD Thailand) จัดทำขึ้น
ทุก 5 ปี คณะศึกษาภาระโรคแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนโดย สสส. ศึกษาสถานการณ์การป่วย การตาย และภาระโรคของประชากรไทย เพื่อนำสู่การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหา ผลการศึกษาล่าสุดซึ่งเป็นการประมาณค่าภาระโรคในปี 2562 พบว่า แม่และเด็กไทยยังคงมีชีวิตอยู่กับความเสี่ยงและภาระโรคอันเกิดจากการมีชีวิตในสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ. สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศโครงการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “แต่ละช่วงวัยของชีวิตมีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในกลุ่มเด็กเล็กจะเกี่ยวข้องกับการคลอดบุตร มารดา และการฝากท้อง ความพิการและการติดเชื้อ เด็กอายุ 5-14 และกลุ่มอายุ 15-29 ปี สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการบาดเจ็บ ทั้งจากความรุนแรงในครอบครัว และทำร้ายตัวเองในกรณีวัยรุ่น และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็จะมีภาวะเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)”
เมื่อเด็กไทยเกิดน้อย ตายง่าย กลีบโรยตั้งแต่ยังไม่บาน
ดร.ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ หัวหน้าโครงการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันคืออัตราเจริญพันธุ์ต่ำลงมาก จำนวนเด็กแรกเกิดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเกือบ 8 แสนคนในปี 2554 เหลือประมาณ 5 แสนคน ในปี 2565 เราต้องพยายามพัฒนาคุณภาพสุขภาพของแม่และเด็ก”
ผลการเก็บข้อมูลของ BOD พบว่า ปี 2562 มีทารกและเด็กวัย 0-4 ปี เสียชีวิตจำนวน 8.4 ต่อ 1,000 การเกิดมีชีพ โดย 40 เปอร์เซ็นต์ของการตายในขวบปีแรกเกิดขึ้นในช่วง 28 วันหลังคลอด 25 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตใน 7 วันหลังคลอด
สาเหตุการเสียชีวิตใน 7 วันแรกของทารกเกิดจากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด (birth asphyxia) และ trauma โดย 32 เปอร์เซ็นต์ของทารกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเกิดจากโรคในกลุ่มของเด็กทารก (neonatal disorder) รองลงมาคือ การเสียชีวิตจากการบาดเจ็บทั้งอุบัติจราจร และจากความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีภาระโรคของกลุ่มเด็กเล็กที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือพิการ โดยพบว่าในเด็กหญิงส่วนใหญ่เกิดจากโรคผิวหนัง และเด็กชายมีสาเหตุสำคัญคือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
“โดยเฉลี่ยอัตราการเสียชีวิตของทารกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นถือว่าสถานการณ์ยังดี อัตราการเสียชีวิตของทารกอยู่ที่ 0.74 เปอร์เซ็นต์ เท่าๆ กับอัตราของมาเลเซีย” ดร.ทพญ.กนิษฐา กล่าว
แม้อัตราการเสียชีวิตของเด็กวัย 0-4 ปี ของไทยจะต่ำกว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติ ที่กำหนดเป้าหมายไว้ว่าในปี 2573 อัตราการเสียชีวิตเด็กกลุ่มนี้ต้องอยู่ที่ 25 ต่อ 1,000 การเกิดมีชีพ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของการสูญเสียปีสุขภาวะแล้วยังถือว่าสูง เพราะเด็กกลุ่มนี้ยังมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียเนื่องจากภาวะบกพร่องทางสุขภาพด้วย ตัวเลขในปี พ.ศ. 2562 พบว่าเด็กวัย 0-4 ปี มีการสูญเสีย YLD ในภาพรวมอยู่ที่ 154,047 ปี
“จำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควร และจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียเนื่องจากภาวะบกพร่องทางสุขภาพในเด็กกลุ่มนี้ ทำให้ตัวเลขปีการสูญเสียสุขภาวะของเด็กกลุ่มนี้รวมแล้วสูงถึง 649,907 ปี” รักษพล สนิทยา นักวิจัยจากแผนงานภาระโรคแห่งประเทศไทยกล่าว
การสูญเสียปีสุขภาวะ (Daly Disability-Adjusted Life Year : Daly) เป็นดัชนีที่ใช้บอกความสูญเสียด้านสุขภาพหรือภาระโรค ทั้งจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost : YLL) และการสูญเสียจากภาวะบกพร่องทางสุขภาพ (Years Lost due to Disability : YLDs)
อ้วน เตี้ย ผอม ครบชุดภาวะทุพโภชนาการคุกคามเด็กไทย
ภาวะทุพโภชนาการ ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของเด็กไทย จนทำให้การบรรลุเป้าหมายโภชนาการระดับโลก (Global Nutrition Target) ซึ่งกำหนดเป้าหมายภาวะโภชนาการสำหรับประเทศต่างๆ ในปี 2573 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ตัวเลขในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าความชุกของภาวะเตี้ยแคระแกร็นในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อยู่ที่ 16.2 เปอร์เซ็นต์ หากจะบรรลุเป้าหมายโภชนาการระดับโลกต้องลดให้เหลือ 8.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2573 ส่วนภาวะผอมแห้ง เป้าหมายของโภชนาการระดับโลกในปี 2573 กำหนดไว้ว่าต้องต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันความชุกของภาวะนี้ในเด็กไทยในปี 2562 อยู่ที่ 7.2 เปอร์เซ็นต์ และภาวะน้ำหนักเกินเป้าหมายโภชนาการระดับโลกในปี 2573 อยู่ที่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ความชุกปัจจุบันของประเทศไทยอยู่ที่ 10.9 เปอร์เซ็นต์
“เราเคยคิดว่าถ้าทำให้เด็กอ้วนได้ปัญหาเรื่องผอม เรื่องเตี้ย แคระ แกร็น จะหมดไป แต่มันไม่ใช่ มันกลายเป็นว่าเรามีเด็กที่มีภาวะอ้วน ขณะเดียวกัน ผอม เตี้ยก็ยังอยู่ หากเราไม่ทำอะไรเลยในอนาคตเด็กไทยจะมีปัญหาทั้งอ้วน ผอม และเตี้ย แคระ แกร็น” ดร.พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าว
เป้าหมายโภชนาการระดับโลกยังกำหนดน้ำหนักอัตราแรกเกิดต่ำของเด็กทารกว่าต้องลดลงจากจำนวนที่พบในปี 2553 ให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนของประเทศไทยแล้วต้องทำให้เด็กที่เกิดมามีน้ำหนักแรกคลอดต่ำลดลงให้เหลือ 5.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราปัจจุบันในปี 2565 อยู่ที่ 10.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักแรกเกิดต่ำและการคลอดก่อนกำหนดของทารกเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในเด็กทารกแรกคลอด 7 วันแรก โดยผลการศึกษาพบว่าทำให้เด็กกลุ่มนี้ตายประมาณ 205 ราย ในปี 2562
ความท้าทายสูงสุดในการควบคุมภาวะทุพโภชนาการของเด็กไทยคือการเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยเป้าหมายโภชนาการระดับโลกกำหนดว่าต้องเพิ่มให้ได้ 70 เปอร์เซ็นต์ในปี 2573 แต่ปัจจุบันอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก ของประเทศไทยอยู่ที่ 28.6 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
นฤมล สิขิวัฒน์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เผยศึกษาภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของเด็กไทย พบว่าภาวะทุพโภชนาการทำให้เด็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของเสียชีวิตและการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) ของเด็กไทย โดยการมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำและคลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุหลักในการสูญเสียปีสุขภาวะด้วยความผิดปกติของทารกแรกเกิด คิดเป็นการสูญเสียประมาณ 48,824 ปี ในขณะที่ภาวะผอมแห้ง เป็นสาเหตุของการสูญเสียประมาณ 56,049 ปี หรือ 8.6 เปอร์เซ็นต์ของการสูญเสียในเด็กอายุตํ่ากว่า 5 ปี ส่วนการไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียว ทำให้เด็กต่ำกว่า 6 เดือนต้องสูญเสีย 15,013 ปี นอกจากนี้ ภาวะผอมแห้งและไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียปีสุขภาวะด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างและโรคอุจจาระร่วงอีกด้วย
ศ.ดร.พญ.ทิพวรรณ เลียบสื่อตระกูล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า โรคมีมากมายไม่สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ ดังนั้นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของโรค และการทราบปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของโรคนั้นก็จะสามารถนำไปสู่การป้องกัน ที่จะช่วยลดคนจำนวนมากที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องดูแล และลดการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตได้อีกด้วย ซึ่งหากมุ่งหวังแค่ลดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์และการคลอดก็จะได้ผลต่อคนจำนวนน้อยและจะสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก