น่าห่วง “แอลกอฮอล์” ปัจจัยเร่งป่วย “NCDs” ทุก 10 วินาที มีคนตายจากน้ำเมา 1 คน
ที่มา: เวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย”

ออกอาการน่าเป็นห่วง เมื่อผลวิจัยสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่า คนหนุ่ม-สาว อายุ 38 ปี ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับมีภาวะน้ำหนักเกินและสูบบุหรี่ ป่วยเป็นโรค NCDs โดยที่ครอบครัวไม่มีประวัติป่วยมาก่อน และยังพบว่าแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับโรคมะเร็งถึง 7+1 ชนิด และ 90% ของคนไทยไม่รู้ว่าแอลกอฮอล์ก่อโรคมะเร็งได้

ข้อมูลสุขภาพชวนร้องเอ๊ะ! นี้ มาจาก รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ทำการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 ชี้ให้เห็นเรื่องราวแบบหนังภาคต่อ เมื่อผลการตรวจส่วนประกอบของเลือด หรือที่เรียกว่า “พลาสมา” ของชายคนหนึ่งที่ปกติต้องมีลักษณะ “สีเหลืองใส” แต่กลับมี “สีขาวขุ่น” แสดงว่ามีภาวะไขมันในเลือดสูง และผลการตรวจยังพบภาวะไขมันคอเลสเตอรอลสูงถึง 820 mg/dL จากค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg/dL ไขมันไตรกลีเซอไรด์ วัดได้ 3,244 mg/d จากค่าปกติไม่เกิน 150 mg/d ค่าเอนไซม์ตับ 3,352 U/L ค่าปกติไม่เกิน 65 U/L c และพบป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งทั้งหมดนี้เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
ส่วนผลสำรวจคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปี 2567-2568 พบว่า ในรอบ 12 เดือน มีการดื่ม 23.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 39.5% มีการดื่มในช่วง 30 วันที่ผ่านมา 17.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 28.8% และมีการดื่มหนักในช่วง 30 วัน 7.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.9% โดยสัดส่วนของเพศชายยังคงมีอัตราการดื่มมากกว่าเพศหญิง ส่วนช่วงวัยที่ดื่มมากที่สุดได้แก่ อายุ 20-34 ปี แต่เมื่อนำข้อมูลย้อนหลังไปอีก 10 ปี เปรียบเทียบการดื่ม พบว่า อัตราการดื่มของวัยรุ่นเพศหญิง อายุ 15-19 ปี ขยับเพิ่มมากขึ้นใกล้เคียงกับดื่มของวัยรุ่นเพศชาย
“ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยังมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนที่สูง และคนที่ยังดื่มส่วนมากไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นเบาหวาน 5.9 แสนคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ ยังไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3.1 ล้านคน ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีระดับค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มโดยเฉลี่ย 3-5 เท่า และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1-2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด จะเห็นได้ว่าโรค NCDs ไม่ใช่โรคของคนแก่อีกต่อไป แต่จะพบได้ในคนอายุน้อยที่มีภาวะอ้วน สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่ครอบครัวไม่เคยมีประวัติป่วยมาก่อน” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันพบคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs ถึง 75% ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็ง ซึ่งโรคเหล่านี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับปัจจัยสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ รับประทานไม่ดีต่อสุขภาพ การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศเป็นพิษ แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือ ข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สำรวจประชากรไทย 3,924 คน จาก 12 จังหวัด พบว่า คนไทย 90% ไม่รู้ว่าแอลกอฮอล์ก่อโรคมะเร็งได้ ซึ่งถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก กล่องเสียง คอหอย เต้านม (ในผู้หญิง) หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน
“สะท้อนว่าจำเป็นต้องสื่อสารเชิงความรู้ และเชิงนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเพราะการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ก่อโรคกับผู้ดื่มเท่านั้น แต่ยังเกิดปัญหาทางสังคมตามมาด้วย จึงต้องมุ่งเป้าสื่อสารไปในเด็ก เยาวชน และสุภาพสตรี ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ต้องเข้มงวด กลไลการควบคุมกำกับ หลังแก้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ทั้งการห้ามขาย วันและเวลา ที่ดูเหมือนเปิดช่องสำหรับการดื่ม แต่กลไกการกำกับยังต้องเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นดื่มแล้วขับ หรือปัญหาสังคมที่อาจตามมาต้องชี้ให้เห็นว่า แอลกอฮอล์สร้างผลกระทบมากกว่าเรื่องสุขภาพ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว
ตอกย้ำความไม่รู้ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคตับกับแอลกอฮอล์ จาก รศ.นพ.ศิษฏ์ ศิรมลพิวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า คนไทยยังเข้าใจผิดอยู่มากไม่ว่าจะเป็น “การดื่มไวน์ ไม่กระทบกับตับ ซ้ำส่งผลดีต่อหัวใจ” หรือ “ดื่มเบียร์ กระทบกับตับน้อยกว่าเหล้า” ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่มีระดับแอลกอฮอล์แค่ไหนที่ปลอดภัยกับสุขภาพ และหน้าที่ของตับคือการขจัดของเสีย ต่อต้านการติดเชื้อ หรือ “หยุดดื่มเมื่อไหร่ ตับก็จะกลับมาฟื้นฟูได้เอง” ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง เพราะเหมือนกับร่างกายเป็นแผลเป็นแล้วก็ยากที่จะกลับมาเหมือนเดิม
ปัจจุบันสถานการณ์โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ พบมากขึ้นในกลุ่มคนอายุ 30-50 ปี และคนที่ป่วยโรคเบาหวาน หรือมีภาวะอ้วน เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์เร็วขึ้น และพบว่า 30-40 % ของผู้ป่วยตับแข็ง ที่นอนโรงพยาบาลมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ และข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพโดยรวมของปัญหาสุขภาพจากแอลกอฮอล์ ใช้งบประมาณถึง 150,000 – 200,000 ล้านบาท/ปี ส่วนการรักษา พบว่า ผู้ป่วยมักมาโรงพยาบาลเมื่อป่วยระยะสุดท้ายของโรคตับ หรือมะเร็งตับ ส่วนการรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับยังมีข้อจำกัด และคนที่รักษาหายดีแล้วก็ยังคงหวนกลับไปดื่มแอลกอฮอล์อีก
“แน่นอนว่าไม่มีระดับแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยสำหรับสุขภาพ การดื่มเพียงเล็กน้อยก็เพิ่มโอกาสป่วยมะเร็ง และโรคตับได้ เช่นเดียวกันดีกรีที่น้อย อาจทำให้ดื่มเพลินจนไม่รู้ตัว กลายเป็นดื่มในปริมาณมาก และคนไข้ 1 ใน 3 ที่นอนโรงพยาบาลรักษาอาการป่วยตับแข็ง สาเหตุมาจากนักดื่มทั้งนั้น” รศ.นพ.ศิษฏ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยยังคงสูงมาก ปัจจุบันคนไทยเริ่มดื่มเร็วขึ้น มีอายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี สะท้อนว่า “ผู้หญิงและเยาวชน” กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง และเป้าหมายทางการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการดื่มสูงที่สุด ขณะที่จังหวัดขอนแก่น มีอัตราการดื่มสูงที่สุดคือ 64% ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมต้องตอบโจทย์บริบทแต่ละพื้นที่ควบคู่ไปกับนโยบายระดับชาติ
“ทุก 10 วินาที มีคนตายจากแอลกอฮอล์ 1 คน หากยังปล่อยให้การดื่มเป็นเรื่องปกติ ความสูญเสียจะทวีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 1 ใน 10 ของการตาย หรือปีสุขภาวะที่สูญเสีย (DALYs) เกิดจากแอลกอฮอล์ ทั้งก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และป่วยจากโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด โรคตับ และมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ แพทย์ ภาคประชาชน และชุมชน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และลดภาระโรค NCDs ที่กำลังทวีความรุนแรง”
รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
ข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 นี้เป็น 1 ในการ “ชี้เป้า” ให้ภาครัฐ จัดกระสุนทั้งมาตรการส่งเสริมป้องกันสุขภาพ เพื่อยิงให้ตรงจุด ลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาล และเพิ่มปีสุขภาวะสำหรับคนไทยสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป


