ไทยเจอสึนามิผู้สูงวัย

นักวิชาการ เตือน ไทยเจอสึนามิผู้สูงวัย คาดอีก 15 ปี ไทยมีคนสูงวัย 14 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศวัยแรงงานแบกค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงมากขึ้น คนแก่มีแนวโน้มโดนทิ้งมากเพราะลูกน้อย  นักวิชาการเสนอการสร้างมาตรการดูแลผู้สูงวัย ตั้งกองทุนรองรับ


นักวิชาการ เตือน ไทยเจอสึนามิผู้สูงวัย คาดอีก 15 ปี ไทยมีคนสูงวัย 14 ล้านคน
 
 


เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคของการร่วมกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคมโดยภาคประชาชนวิเคราะห์ผ่านนโยบายสังคมว่าด้วยปัญหาผู้สูงวัย จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


โดย รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มประชากรสูงอายุของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีประชากรสูงอายุเกิน 60 ปี มีจำนวน 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด เทียบได้เท่ากับ 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า
จะมีผู้สูงอายุเพิ่มอีกเท่าตัวเท่ากับจะมีประชากรสูงอายุ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากร และยังพบว่าปัจจุบันประชากรที่อายุเกิน 80 ปี เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีผู้สูงอายุเกิน 80 ปีขึ้นไป มีราว 6 แสนคน และคาดว่าในปี 2568 จะมีผู้สูงอายุเกิน 80 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านคน สาเหตุที่กลุ่มผู้สูงอายุมีอายุยืนขึ้นเพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ดีขึ้นและประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งประชากรกลุ่มดังกล่าวจะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงมากว่าปกติเนื่องจากมีโรคเรื้อรัง โรคประจำตัว พิการ และอัตราการนอนป่วยบนเตียง มากกว่าประชากรกลุ่มอื่น


“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชากรวัยแรงงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะมีภาระสูงขึ้นจากสัดส่วนผู้สูงวัยที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันวัยแรงงาน 8 คนจะรับภาระผู้สูงวัย 1 คนแต่ในอนาคตประชากรวัยแรงงาน 3 คนจะดูแลผู้สูงวัย 1 คน
ประกอบกับสังคมไทยมีอัตราบุตรต่อครอบครัวลดลงจาก 4-5 คน เหลือ 1-2 คน ทำให้ผู้สูงวัยถูกทอดทิ้งมากขึ้น
การที่ยังไม่มีระบบการดูแลผู้สูงวัยในระยะยาวจะเหมือนคลื่นสึนามิที่โถมเข้าใส่สังคมไทย ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยยังไม่มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนสวัสดิการเพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุในอนาคต” รศ.ดร.วิพรรณกล่าว


รศ.ดร.สกล วรัญญูวัฒนา รองคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การจำแนกข้อมูลผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการจำแนกความต้องการ เพราะช่วงอายุ 60-69 ปี อาจต้องการเรื่องอาชีพเพราะยังแข็งแรงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้ แต่หากเป็นช่วงวัย 70 ปีขึ้นไป อาจต้องการเรื่องการบริการทางการแพทย์ ซึ่งนโยบายรัฐบาลในปัจจุบันยังทำให้เกิดความขัดแย้งกับท้องถิ่นจนทำให้ความร่วมมือไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งการกำหนดนโยบายต้องยึดถือความต้องการของท้องถิ่นและทำให้เกิดความตระหนักเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่น มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเดิมๆ คือท้องถิ่นคิดว่าไม่ใช่หน้าที่จึงไม่ปฏิบัติตาม


รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า  กล่าวว่า การกำหนดนโยบายด้านผู้สูงอายุจำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ และควรใช้นโยบายแบบผสมผสานระหว่างประเทศตะวันตก ซึ่งมีรูปแบบของสวัสดิการผู้สูงอายุในรูปแบบกองทุน และหลักประกันอย่างดีบวกกับทุนทางสังคมไทย ที่ใช้การเอื้ออาทร พึ่งพากันในชุมชน ซึ่งรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุจะต้องไม่ถูกผูกขาดด้วยภาครัฐ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งชุมชน ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน ผู้นำศาสนาในท้องถิ่น หรือเอ็นจีโอ เข้ามามีส่วนร่วมด้วยกัน 


ทั้งนี้การกำหนดนโยบายด้านผู้สูงอายุจะต้องประกอบด้วยทุกมิติทั้งหลักประกันสุขภาพ การสร้างรายได้ การส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือกันเอง โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้ด้วยดี


รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์ อาจารย์ประจำคณะสังคมและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพประชากรสูงวัยในสังคมไทย สังคมผู้สูงวัยหมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปมากกว่า 10% การจัดตั้งกองทุนการออมจะมีผลในอีก 20-30 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลต่อภาระการคลังของประเทศ คาดว่าในปี 2559 ก็จะเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว จากการใช้นโยบายประชานิยมที่ไม่มีการจำแนกประเภทผู้สูงอายุ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนคือ การทำงานในมิติของกระบวนการทางสังคมและสร้างมาตรการทางสังคมที่สร้างเสริมสุขภาวะ อันเป็นการรับมือกับภาวะสังคมสูงวัยอย่างเป็นองค์รวมโดยเสนอแนวคิดที่พยายามจะทำให้ผู้สูงวัยเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการดำเนินชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในฐานะผู้กระทำการอย่างมีศักดิ์ศรี นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เกิดการกระตุ้นกระบวนการทางสังคมที่เหมาะสมกับภูมินิเวศวัฒนธรรม
อีกทั้งกระตุ้นให้มีการขับเคลื่อนสังคมสูงวัยที่สอดคล้องกับทุนสังคมที่มีอยู่ในชนบทและในเมือง


 


 


ที่มา : สำนักข่าว สสส.
 

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ