เพศที่สามไม่ใช่ “คน “แพร่เชื้อ” เอดส์

ใครก็เสี่ยง ถ้าประมาท เมิน ถุงยาง

 

                ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ล้วนเสี่ยงกับโรคเอดส์เท่าๆ กัน แต่วัยรุ่นเป็นวัยที่น่าห่วงมากที่สุด เพราะโดยพื้นฐานทางพัฒนาการของวัยรุ่น เป็นวัยที่มีปัญหาเรื่องเพศ และการปรับตัวกับสภาพร่างกาย และอารมณ์ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง คือมีความสนใจในเพศตรงข้าม ร่วมกับความรู้สึกทางเพศที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติอย่างมากอยู่แล้ว วัยรุ่นจึงต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมตนเอง เรียนรู้ที่จะระบายอารมณ์ทางเพศ ให้ออกมาในลักษณะที่สังคมยอมรับได้

 

                ข้อมูลจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ระบุว่า ปัจจุบันวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น และใช้วิธีเลือกดูหน้าตาที่ใสซื่อและคาดคะเน หรือเดาเองว่ายังบริสุทธิ์คงไม่เป็น เอดส์ อย่างแน่นอน… ความเข้าใจผิดเช่นนี้จึงทำให้สถิติการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มวัยรุ่นยังคงมีต่อไปและจะมีมากขึ้น เพราะวัยรุ่นกว่า 83% ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

 

                อ่ะ!!..ไม่ใช่แต่เพียงชายหญิงปกติเท่านั้น เกย์ หรือกลุ่มเพศที่ 3 ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่น่าห่วงในปัญหาเรื่องโรคเอดส์ จากการวิจัยของกลุ่มเกย์การเมืองไทยระบุว่า กลุ่มคนรักร่วมเพศนั้นเสี่ยงติดเชื้อเอดส์กว่าคนมีคู่ปกติ ถึง 20% ที่สอดรับกับคติที่ว่า “เกย์ชอบมั่ว” ได้อย่างโป๊ะเชะทำให้กลายเป็นว่า ด้านอื่นๆ ของเกย์ก็ถูกละเลยไปหมดเหลือแต่กิจกรรมทางเพศ ไม่ต่างอะไรกับการลดความเป็นคนลงให้เหลือแค่ “นักผสมพันธุ์”

 

                จะว่าไปแล้ว เกย์กับเอดส์ถูกผูกโยงให้กลายเป็น “คู่กรรม” กันมาตั้งแต่การถือกำเนิดของการกระโดดข้ามสายพันธ์ของเชื้อเอดส์ จากลิงมาสู่คน! แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บอกได้ว่าเชื้อเอดส์จากสัตว์กระโดดมาสู่คนได้อย่างไร เหมือนที่โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จากหมูมาติดคนได้ยังไงนั่นแหละ แต่บังเอิ๊ญ…บังเอิญผู้ติดเชื้อเอดส์คนแรกเท่าที่มีการตรวจพบเจอในสมัยนั้นดันเป็นเกย์ บวกกับการที่ความหลากหลายทางเพศยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นผู้เป็นคนเหมือนปัจจุบัน สมมติฐานป่วนๆ แบบนี้เลยเกิดขึ้นได้ เกย์เลยงานเข้า ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ต้องหาคดีนำเข้าโรคเอดส์มาสู่มวลมนุษยชาติไปเสีย

 

                สำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค กระทวรงสาธารณสุข ระบุว่าผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์สูงถึงร้อยละ 83.98 เป็นเพศชายรักต่างเพศ ร้อยละ 56.68 และเป็นหญิงรักต่างเพศ ร้อยละ 27.30 รองลงมาเป็นผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร้อยละ 4.38 กลุ่มที่ติดเชื้อจากมารดา พบร้อยละ 3.80 กลุ่มรับเลือดร้อยละ 0.02 กลุ่มที่ไม่ทราบปัจจัยเสี่ยง และอื่นๆ ร้อยละ 7.59 ตามลำดับ ผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำและประกอบอาชีพการใช้แรงงาน/รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างโรงงาน ขับรถรับจ้าง กรรมกร ร้อยละ 47.12 รองลงมาเป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 20.06 ผู้ที่ว่างงาน ร้อยละ 6.00 (5.99) ค้าขาย ร้อยละ 4.48 แม่บ้าน ร้อยละ 4.21 เด็กต่ำกว่าวัยเรียน 3.10 ข้าราชการ (ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และข้าราชการไม่ทราบสังกัด) ร้อยละ 3.06 ผู้ต้องขัง ร้อยละ 1.56 และอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่ไม่ระบุอาชีพ ร้อยละ 10.32

 

                สถิติด้านบนน่าจะอธิบายได้ว่า การที่รัฐบาลไม่เคยโฟกัสเรื่องเอดส์กับเกย์จึงไม่เคยมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อในเกย์มาให้เกย์ทราบ น่าจะเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ตัวเลขชายรักชายที่ติดเชื้อพุ่งปรู๊ดขึ้น มากกว่าจะอธิบายด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ ว่า เกย์มั่วกันเอง

 

                สมการง่ายๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์ที่เรามักนึกถึงก็คือ

 

                1. มั่ว = เอดส์…คนเป็นเอดส์นี่เพราะมั่ว สำส่อน ไม่เลือก ไม่เคยรักใครจริง

                2. ประมาท = เอดส์…แค่ใส่ถุงยางนี่มันยากเย็นตรงไหน โธ่…ทำตัวเองแท้ๆ

 

                ถ้าสมการ มั่ว = เอดส์ ถูกต้องจริง การจะติดเชื้อทั้งทีก็คงเหมือนการสะสมแต้ม เก็บครบสองร้อยคนเชิญมาแลกเอดส์เป็นของสมนาคุณได้ แต่นี่แค่ครั้งเดียวก็แจ็คพอตได้ เพราะฉะนั้นสมการข้อนี้จึงตกไป

 

                ส่วนสมการข้อที่ 2 นั้น อู้ย! เรื่องใช้ถุงยางน่ะใครๆ ก็รู้ เผลอๆ ปิดไฟยังใส่ได้เลย แต่คุณจะทำอย่างไรล่ะถ้าบอกแฟนว่าให้ใช้ถุงยางอนามัยแล้วเขาไม่ยอม แถมยังอาละวาดฟาดงวงฟาดงาหาว่าคุณรังเกียจเขา เผลอๆ จะพาลหาว่าคุณไปมีชู้อีกหนึ่งข้อหา หรือบางคนไว้ใจเห็นว่าเป็นแฟนกันแล้วนี่นา คงไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ต้องใส่ก็ได้ ฉันเป็นของเธอคนเดียว…งั้นคุณคงได้เกรดบวกในสมุดพกแน่เลยคราวนี้

 

                ทำให้เวลาถามใครว่าคิดว่าตัวเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อไหม คำตอบที่ได้คือ “ไม่มี้…ไม่มีทาง ฉันไม่มั่วนะ ฉันรักเดียวใจเดียว”

 

                ก็เพราะ “ไม่มี้…ไม่มีทาง” นี่แหละ เลยไม่เคยคิดว่าเชื้อร้ายจะมาตกที่เรา แถมยังเป็นการสาดเสียเทเสียเหมารวมว่าคนติดเชื้อเป็นคนไม่ดีอีก

 

                แต่ทราบไหมว่า ผู้ติดเชื้อส่วนมากเป็นคนรักเดียวใจเดียว มีเพศสัมพันธ์กันคู่คนเดียว เผลอๆ มีกับคนแรก ก็เจอแจกล้านซะแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าคู่ของเราก่อนหน้าเคยยกทัพไปตีเมืองไหนมาแล้วบ้าง ส่วนตัวเราเองก็เถอะ ก่อนหน้านั้นก็อาจเหมามาทั้งกองพลมาแล้วก็ได้

 

                เอดส์ป้องกันได้!!!...ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ชาย หญิง หรือเพศที่ 3 วิธีการที่จะช่วยป้องกันและหยุดยั้งการติดเชื้อเอดส์ของคุณได้ก็คือการปิดกั้นช่องทางการติดต่อโรค และปัจจัยเสี่ยงที่นำสู่โรค ได้แก่ การไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตาโดยที่ไม่มีการป้องกัน ต้องใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนไหนจะเป็นผู้ติดเชื้อร้ายนี้   

 

                หยุด!!!…หยุดใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนไม่ดื่มเหล้าและไม่ใช้สารเสพติด อันจะทำให้ขาดสติในการยับยั้งชั่งใจ และการป้องกันตัวเองจากโรคภัยต่างๆ  สำหรับชายหญิงนั้นก่อนแต่งงานควรมีการตรวจเลือดเพื่อเป็นการป้องกันตนเองและขอรับบริการปรึกษาเรื่องโรคเอดส์และก่อนที่คิดจะมีบุตร หลีกเลี่ยงการรับเลือดโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็น ต้องเป็นเลือดที่ผ่านการทดสอบว่า ปราศจากเชื้อเอดส์แล้วเท่านั้น….

 

                อย่างที่เรารู้ๆ กัน ว่าธรรมชาติของคนเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ เอดส์ เป็นสิ่งที่ป้องกันและห่างไกลจากมันได้ เพียงแค่หยุด! ประมาท หรือคิดเพียงแค่ต้องการความสนุกชั่วครู่ชั่วคราว…เท่านี้ เอดส์ ก็จะไม่สามารถมาอยู่กับคุณและคนที่คุณรักได้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

เรื่องโดย : ภราดร เดชสาร Team content www.thaihealth.or.th

 

 

 

 

 

Update: 30-11-52

อัพเดทเนื้อหาโดย: ภราดร เดชสาร

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ