สรุปสถานการณ์ ‘งดเหล้าเข้าพรรษา’

ชี้สังคมไทยยังน่าเป็นห่วง!!

 

 

          จากการรณรงค์ด้วยความเป็นห่วงของสังคมภาครัฐและสังคมภาคเอกชน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสังคมของนักธุรกิจที่ทำอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่าผลจากการรณรงค์ยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง ว่า สังคมไทยยังมีแนวโน้มที่คนในสังคมจะยังอยู่ในวังวนของคนติดเหล้าอีกไม่น้อยทีเดียว

 

          ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องมาจากการใช้กลยุทธ์ในการชักนำให้คนหันหน้าเข้าไปดื่มเหล้า และเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์จากฝีมือคนทำอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างแยบยล และการทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาลที่จะให้สังคมไทยตกอยู่ในสภาพของคนติดเหล้านั่นเอง

 

          จากการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่คนที่งดเหล้าเข้าพรรษา โดยงดตลอดพรรษา เป็นเพศชาย วัยทำงาน อายุ 35 ขึ้นไป ส่วนคนที่งดเหล้าบางส่วน ไม่ตลอด 3 เดือน เฉลี่ยประมาณร้อยละ 22 และผู้ที่ดื่ม แต่ไม่งด จำนวนเฉลี่ยร้อยละ 45.1

         

          ในจำนวนของคนที่งดเหล้าในวันเข้าพรรษาเต็มพรรษานั้น ได้มีการคำนวนตัวเลขของการออมเงิน พบว่า ผู้ที่งดเหล้าเข้าพรรษาสามารถมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 1,188.97 บาท ดังนั้น ถ้าคนมีคนไทย ประมาณ 15.8 ล้านคนงดเหล้าเข้าพรรษา ตามตัวเลขการสำรวจ ร้อยละ 32.3 จะมีคนงดเหล้าเข้าพรรษา ประมาณ 5 ล้านคน และมีเงินเก็บมากกว่า 6,000 ล้านบาท และเท่าที่ได้มีการสอบถามผู้ที่ สามารถลดเหล้าในเทศกาลเข้าพรรษา คนพวกนี้ให้เหตุผลในการยอมลดการดื่มด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้

 

          เหตุผลที่งดดื่มตลอดเทศกาลเข้าพรรษา เพราะทำตามเทศกาล, ไม่อยากดื่ม, สร้างกุศลทำบุญ, เพื่อสุขภาพ, ทำตามนโยบายรัฐ, ตามเพื่อน, เพื่อแม่ ลูกและภรรยา, อยากทำตัวเป็นคนดี, ไม่มีเงิน, เป็นผู้นำ และลดอุบัติเหตุ

 

          เหตุผลที่งดเหล้าเข้าพรรษาเป็นบางช่วง คือ ต้องสังสรรค์ เข้าสังคม, งดแล้วแต่โอกาส, งดเพื่อสุขภาพตนเอง, ไม่มีเงินซื้อ, ไม่มีเวลาดื่ม, เป็นวันสำคัญทางศาสนา และทำตามนโยบาย

 

          เหตุผลที่ไม่งดเหล้าเข้าพรรษา เพราะดื่มประจำจนติด, ต้องเข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง, ไม่ได้ติดแต่นานๆ ดื่มที ดื่มไม่มาก, งดช่วงเทศกาลอื่นแทน, ดื่มเพื่อสุขภาพ และดื่มแล้วคลายเครียด

 

          ถ้ามีการถามว่าคนไทยที่ยอมเสียเงินเพื่อเอาไปซื้อเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม มีเครื่องดื่มประเภทใดบ้าง พบว่า คนไทยนิยมดื่มเบียร์สูงสุด ร้อยละ 66.6 ตามมาด้วยเหล้าขาว และเหล้ากลั่น คิดเป็นร้อยละ 39.0 และ 35.5 โดยแยกถิ่นที่อยู่คือ คนในเมืองนิยมดื่มเบียร์ คนชนบทนิยมดื่มเหล้าขาว

 

          แต่โดยภาพรวมคนไทยน่าจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด จำนวน 2,424.2 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 38.6 ลิตร/คน ซึ่งสถิติในแต่ละปีจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังตัวอย่างที่มีผู้สำรวจทำสถิติมาแล้วในรอบสิบปี10 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนไทยดื่มเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านคน ผลจากการสรุป ที่เจ็บปวดจากการการรณรงค์ให้สังคมไทยลดละเลิกเหล้าที่ต่อเนื่องยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากแนวโน้มนักดื่มในภาพรวมยังไม่ดีเท่าที่ควร

 

          มีรายงานข้อมูลการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทย ครั้งที่ 3 ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) พบว่า แนวโน้มพฤติกรรมเสี่ยงเกิดโรค พบเพศชายมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยชาย ร้อยละ 17 และหญิง ร้อยละ 2 ที่ดื่มสุรา/วันในระดับอันตราย คือ ดื่มเบียร์มากกว่า 2 ขวด หรือดื่มเหล้าขาวมากกว่า 5 เป๊ก (150 ซี.ซี.) หรือดื่มสุราผสมมากกว่า 1 กั๊ก (ครึ่งแบนหรือ 150 ซี.ซี.) ในช่วงเวลา 7 ปี (2539 – 2546) กลุ่มผู้หญิงวัย 15 – 19 ปี มีการดื่มเพิ่มขึ้น 6 เท่า คือ จากร้อยละ 1.0 เป็นร้อยละ 5.6

 

          ผลการวิจัยของสถาบันวิจัยยาเสพติดร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า วัยรุ่นหญิงนิยมดื่มสุราต่างประเทศ สุราผลไม้ หรือไวน์คูลเลอร์ เพราะเชื่อว่าแอลกอฮอล์น้อย ดื่มแล้วไม่เมา ซึ่งในต่างประเทศได้มีการวิจัยพฤติกรรมการบริโภคสุราผลไม้ หรือ RTD (Ready to drink) พบข้อสรุปว่า เครื่องดื่มประเภทนี้เป็นประตูบานแรก ที่เปิดให้เยาวชนในประเทศเหล่านั้นกลายเป็นผู้ดื่มสุราในที่สุด

 

          และนักวิจัยกลุ่มเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่า ในปัจจุบันผู้หญิงนิยมดื่มเบียร์มากกว่าในยุคที่ผ่านมา สาเหตุเนื่องจากมีอิทธิพลการทุ่มโฆษณา และยังเชื่อว่าเบียร์มีแอลกอฮอล์น้อย ทำให้ผู้หญิงซึ่งแต่เดิมค่านิยมของสังคมเห็นว่า “ไม่ควรดื่ม” ได้รับการยอมรับระดับหนึ่งว่า “ดื่มได้” เพราะแอลกอฮอล์น้อย จึงไม่เมา

 

          ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อวัยวะเสื่อม ทั้งโดยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ และฤทธิ์ของสารกระตุ้นที่ผู้ผลิตผสม โดยจะกระตุ้นทำให้อวัยวะภายในสำคัญอย่าง หัวใจ ไต สมอง ฯลฯ ทำงานหนักเกินความจำเป็น ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร หรือ หยุดทำงานเมื่อขาดสารกระตุ้น ดังนั้น คนที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด จึงมักแก่กว่าวัย และเมื่ออายุมากขึ้นก็อาจหมดสภาพไปได้ง่าย ซึ่งรวมถึงการเสื่อมสมรรถภาพ

 

          ด้วยเหตุนี้เอง การลด ละเลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด จึงควรจะอยู่ในความตระหนักของแต่ละคนที่จะต้องมีจิตสำนึกในการห่วงตัวเอง และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การหลอกล่อด้วยกลยุทธ์ทางการโฆษณา ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมาจำหน่ายนั่นเอง

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

Update 15-05-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

 

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ