รวมพลังการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่

รวมพลังการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ thaihealth


สสค. รวมพลัง 15 จังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาตามยุทธศาสตร์จังหวัด


ผลสำรวจธนาคารโลกในรอบหนึ่งทศวรรษเผยไทยติดอันดับหนึ่งขาดแรงงานมีคุณภาพสูงสุดในอาเซียน พบวิกฤตการจ้างแรงงานไร้ฝีมือสูงร้อยละ 83.5 ชี้การศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการนายจ้าง ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน นักวิชาการหนุนบรรจุ “นวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่” ในพรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์จังหวัด สอดรับ “ต้นทุนมนุษย์” ในแต่ละพื้นที่


เมื่อเร็วๆ นี้  ณ ห้องประชุมวีนัส  โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และภาคีเครือข่ายจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ 15 จังหวัด จัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแถลงข่าว “รวมพลัง 15 จังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาตามยุทธศาสตร์จังหวัด” เพื่อนำเสนอผลความสำเร็จของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ๆ สามารถตอบโจทย์ในด้านแรงงานและการพัฒนาในด้านต่างๆ ของแต่ละจังหวัด พร้อมผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่เป้าหมายในเชิงนโยบายการศึกษาในระดับชาติ


ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงการสำรวจของธนาคารโลกปี 2006-2009 พบว่า ธุรกิจไทยขาดแรงงานที่เหมาะสมกับงานมากที่สุดในอาเซียน โดยสูงถึงร้อยละ 38.8 ขณะที่ค่าเฉลี่ย (ไม่รวมประเทศไทย) อยู่ที่ร้อยละ 12.6 ขณะที่มาเลเซียรองลงมาร้อยละ 20.2 ตามมาด้วยลาวร้อยละ 18.7 กัมพูชาร้อยละ 15.5 เวียดนาม 8.9 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 7.8 และอินโดนีเซียร้อยละ 4.5 และยังพบว่า ไทยติดอันดับการจ้างแรงงานไร้ฝีมือคิดเป็นร้อยละ 83.5 ของแรงงานทั้งหมดในสถานประกอบการที่สำรวจ รองลงมาคือมาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการศึกษาของไทยเน้นการผลิตเชิงปริมาณทำให้ขาดความรวมพลังการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ thaihealthสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันการศึกษาของไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง ทำให้เกิดการผลิตคนไม่เหมาะสมกับงาน การจัดการศึกษาจึงควรมุ่งสู่การเตรียมพร้อมในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง


“สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีประชากรราว 1.678 ล้านคน มีต้นทุนด้านการเกษตร ท่องเที่ยว และธุรกิจสุขภาพเพื่อตอบโจทย์แนวโน้มสังคมสูงวัย จังหวัดตราดมีประชากรราว 224,730 คน มีต้นทุนด้านเกษตร ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และภูเก็ตมีประชากรราว 378,364 คน มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวและสามารถพัฒนาเป็นเมืองแห่งอาหาร (Gastronomic City) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียจะพบว่า ทุนมนุษย์ในประเทศไทยยังไม่ได้ถูกใช้ไปในการสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ที่เท่ากับประเทศมาเลเซีย จีนและสิงคโปร์ โดยประเทศในกลุ่ม OECD ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่มากว่าสิบปีแล้ว ซึ่งบทเรียนจากประเทศในกลุ่ม OECD พบว่าการจัดการศึกษาที่ดีนั้นต้องมีการจัดระบบ 4 ด้าน 1) การจัดการเรียนรู้ 2) การวางแผนและการจัดโครงสร้างการบริหาร 3) การบริหารงานบุคคล และ 4) การจัดสรรทรัพยากร ซึ่งกว่า 3 ใน 4 ของการจัดการศึกษาเกิดในระดับพื้นที่ โดยประเทศฟินแลนด์ระบุว่า การจัดการเรียนรู้ต้องให้สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเสริมเศรษฐกิจในปัจจุบันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต ฉะนั้นการจัดการศึกษาเพื่อทุกคนนั้น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องยึดหยุ่นพอที่จะรองรับการเตรียมคนสู่สายอาชีพและมหาวิทยาลัย” 


นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ สสค. กล่าวว่า การการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ที่จะต้องให้พื้นที่ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายของตนเองว่าต้องการให้คนในจังหวัดมีการศึกษาอย่างไร ต้องการคนที่มีคุณลักษณะ มีความสามารถแบบไหน “สิ่งที่ สสค. และ สกว. ทำร่วมกับ 14 จังหวัดในขณะนี้นั้นเป็นรูปแบบของการจัดการศึกษาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย เพราะเป็นกระบวนการทำงานที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานประสานร้อยเชื่อมกันตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงเชิงตะกอนว่าต้องการคนที่มีทักษะแรงงานแบบใด เช่น จังหวัดเชียงใหม่หรือภูเก็ตที่สามารถถอดบทเรียนออกมาให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนทั้งจังหวัด จนกระทั่งเกิดแผนหรือยุทธศาสตร์การศึกษาของจังหวัด สิ่งสำคัญคือถ้าเราสามารถที่จะทำงานนี้ไปได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเห็นภาพชัดเจน ก็จะทำให้จังหวัดอื่นๆ ได้มองเห็นโอกาส แนวทางการทำงาน และเข้าร่วมขบวนการพัฒนาการศึกษาของตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน”


ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ว่าประกอบไปด้วย 3 ส่วนที่สำคัญคือ 1) การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และประชาคมอาเซียน 2) การศึกษาเพื่อการมีงานทำ และ 3) การศึกษาต้องมีผู้ร่วมจัดการศึกษา ซึ่งเป็นแนวโน้มหรือทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยนับจากนี้


“แต่การปฏิรูปการศึกษาจากระบบที่เป็นอยู่สามารถทำได้ยาก ในขณะที่ในระดับล่างสุดเรายังพบความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ใน 14 จังหวัดที่ สสค.ทำอยู่เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ถอดบทเรียนออกมาแล้วพบว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านที่กล่าวไปแล้ว และทำให้เราเห็นว่าขณะนี้เราจะปล่อยให้รัฐจัดการศึกษาตามลำพัง หรือปฏิรูปการศึกษาตามลำพังไม่ได้ เพราะหน่วยจัดการที่อยู่ตรงกลางระหว่างรัฐกับพื้นที่มีความพร้อมมากกว่า เคลื่อนไหวได้เร็วกว่า และปฏิรูปโดยได้ความร่วมมือที่มากกว่า ตรงนี้คือจุดแข็งของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่” 


“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราจะต้องนำองค์ความรู้หรือข้อค้นพบเหล่านี้ไปเชื่อมต่อกับนโยบายในระดับบนให้ได้ โดยต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องพยายามกำหนดเรื่องนี้ไว้ใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดย สสค.จะต้องทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างมืออาชีพ ซึ่งองค์ความรู้ที่หลากหลายจากทั้ง 14 จังหวัดที่เกิดจากผลของการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีความชัดเจน เป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่นๆ สามารถนำบทเรียนเหล่านี้นำไปปรับประยุกต์ใช้ ต่อยอด และเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับจังหวัดของตนเอง ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด”ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กล่าว


นายบัณฑูร ทองตัน อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีแรงงานภาค 8 จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่าจังหวัดภูเก็ตมียุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์การของการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก เรื่องนี้ถามว่ากระทรวงศึกษาธิการรู้และสามารถที่จะจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของจังหวัดได้หรือไม่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาภาพรวมทั้งหมดของรวมพลังการเรียนรู้สู่นวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ thaihealthประเทศมาจัดการศึกษาให้กับทุกพื้นที่ หรือกำหนดให้ใครเรียนวิชาชีพอะไร แต่ถ้าหากว่าให้แต่ละจังหวัดสำรวจความต้องการของในพื้นที่ของตนเอง สำรวจความต้องการของภาคธุรกิจในจังหวัดซึ่งย่อมที่จะรับรู้ว่าในพื้นที่นั้นๆ มีความต้องการอะไรอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการศึกษาของแต่ละจังหวัดก็ควรที่จะจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น 


“การศึกษาจะต้องรองรับการทำงานในโลกอนาคตของเด็กและเยาวชน ซึ่งมันจะตรงกับเป้าหมายของจังหวัดคือการมีสัมมาชีพในท้องถิ่น เราอยากที่จะเห็นเด็กภูเก็ตกลับมาทำงานที่บ้านเพื่อพัฒนาบ้านเมืองตัวเอง ซึ่งขณะนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ แต่กลับขาดแคลนบุคลากร ตรงนี้เองเป็นความคาดหวังของสภาการศึกษาจังหวัดภูเก็ต วันนี้ภูเก็ตรู้แล้วว่าเราต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาสัมมาชีพที่ขาดด้านใดบ้าง ซึ่งมั่นใจว่าหากส่วนกลางปล่อยให้การศึกษาเป็นเรื่องที่จังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมได้ ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษา โดยเฉพาะเรื่องกลไกขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัด ควรมีกฎหมายรองรับ แต่มิใช่รูปแบบการสั่งการให้เกิดพร้อมกันทั่วประเทศ และควรเริ่มจังหวัดที่มีความพร้อมก่อนเริ่มก่อน”


สำหรับจังหวัดที่เข้าร่วม โครงการจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้หรือการจัดการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-Based Education) นั้น ประกอบไปด้วย กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา น่าน ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ยะลา ลำปาง สุโขทัย สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ และอำนาจเจริญ  โดยเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดมีขีดความสามารถที่จะดำเนินการปฏิรูปการศึกษาหรือจัดการเรียนรู้สาหรับเด็กและเยาวชนได้เองในระยะยาว 


ทั้งนี้เนื่องจากสภาพปัญหาของแต่ละจังหวัด แต่ละท้องถิ่น ย่อมแตกต่างกัน การบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจึงควร “ตอบโจทย์” ตามบริบทของจังหวัดหรือพื้นที่นั้นๆ อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของในพื้นที่ด้วยการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกำหนดทิศทางและความต้องการในการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในแต่ละจังหวัดด้วยตัวเอง


 


 


ที่มา : สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ