ขนมไทยอ่อนหวาน

หนุนร้านค้าสร้างเมนูเพื่อสุขภาพ

 

 ขนมไทยอ่อนหวาน

          เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลแห่งความสุข แต่หลายคนยังเฉลิมฉลองและสนุกสนานกับงานเลี้ยงที่อุดมไปด้วยอาหารการกิน ของขวัญ ขนมเค้กทั้งไทยและฝรั่ง โดยเฉพาะประชาชนชาวไทยที่นิยมให้ของขวัญโดยการมอบเป็นขนมไทยสารพัดชนิดที่มีส่วนผสมทั้งน้ำตาล กะทิ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

 

          โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย หนุน 10 ร้านผู้ประกอบการทำขนมไทยจังหวัดสมุทรสงคราม ลดน้ำตาล กะทิ และเกลือ สร้าง 13 เมนูขนมไทยอ่อนหวาน หวังสร้างขนมไทยสุขภาพดี ลดพฤติกรรมติดหวาน มัน เค็ม ณ กระทรวงสาธารณสุข

 

          น.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานกำหนด 3 เท่า คือ บริโภคน้ำตาลสูงถึงคนละ 29.6 กิโลกรัมต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดให้บริโภคได้ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 6-8 ช้อนชาเท่านั้น

 

          คนไทยบริโภคน้ำตาลทางตรงคือ การเติมน้ำตาลลงในอาหารประเภทต่างๆ ขณะเดียวกันการบริโภคน้ำตาลทางอ้อมก็เป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มสำเร็จรูป อย่างน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพรรสหวานจัด รวมถึงขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ และอาหารอื่นๆ ด้วย

 

          ขณะนี้คนไทยบริโภคน้ำตาลแบบฟุ่มเฟือย ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารที่ไม่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ มีประโยชน์เพียงเฉพาะพลังงานสูงเท่านั้น ที่สำคัญร่างกายไม่จำเป็นต้องได้พลังงานจากน้ำตาล เพราะมีอาหารอื่นๆ สามารถให้พลังงานทดแทนได้ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เป็นต้น

 

          ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคเกินความต้องการของร่างกายนั้น เมื่อใช้พลังงานไม่หมดจะเป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายสะสมให้เป็นไขมัน ทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงได้ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอ้วนลงพุงแล้ว 10 ล้านคน

 

          ที่สำคัญยังเป็นตัวการทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรควิถีชีวิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเส้นเลือดอุดตัน โดยเฉพาะโรคเบาหวาน นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ฟันผุในเด็ก

 

          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้จัดการศูนย์บริหารแผนงานโภชนาการเชิงรุก กรมอนามัย และ สสส. กล่าวว่า ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผู้หญิงจะเป็นผู้รักสวยรักงามมากกว่า ดังนั้น การกระตุ้นงดบริโภคหวาน มัน กลุ่มของผู้หญิงจะตื่นตัวมากกว่า

 

          ด้านของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะเป็นผู้ชายที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า เพราะผู้หญิงจะติดรสชาติอาหารเข้มข้น หวาน มัน เค็ม ส่วนผู้ชายเป็นกลุ่มที่หากรับข้อมูลจะเปลี่ยนได้ทันที ผิดจากผู้หญิงที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป แม้จะตื่นตัวกว่าก็ตาม

 

          ส่วนการรณรงค์ขนมไทยอ่อนหวาน ต่อไปจะขยายไปสู่จังหวัดเพชรบุรี ที่ถือเป็นเมืองแห่งขนมหวาน และขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยว ถือว่าต้องใช้เวลา เพราะขนมเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของอุตสาหกรรม

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

 

 

update 08-01-52

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ