เปิดสถานการณ์น่าเป็นห่วงสุขภาพเยาวชนไทย

ในรั้วอุดมศึกษา

 

          “มหาวิทยาลัยในปัจจุบันกลายเป็นฝูงชนผู้เปล่าเปลี่ยวคณาจารย์ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนเรียกหาความเป็นปัจเจก(Privacy) แต่ไม่เรียกหาความเป็นหมู่คณะ(Socijety)

 

          แต่ละมหาวิทยาลัยมีปัญหาไม่เหมือนกันเช่น จุฬาฯก็มีปัญหาเรื่องอาหารของนิสิตที่ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ ไม่ค่อยมีผักรับประทานและเริ่มมีวัฒธรรมกาแฟเข้ามา ยังไม่นับสุขภาพทางจิต เช่น ความเครียด วิตก เพ้อฝัน ทั้งนิสิตและคณาจารย์มีหัวใจปั่นป่วน และเป็นสังคมที่ตัวใครตัวมัน” ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ คณะกรรมการสำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริสุขภาพ กล่าว

 

          เวทีการสะท้อนสถานการณ์สุขภาพของเยาวชนไทยในระดับอุดมศึกษา พบว่า ปัญหาหลักที่นิสิต-นักศึกษากำลังเผชิญ มีทั้งโรคอ้วนที่มาจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดัน และหลอดเลือด, ขาดการออกกำลังกาย, ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยจากชายรักชายและการตั้งครรภ์ระหว่างเรียน, ยาเสพติด การบริโภคแอลกฮอล์จนนำไปสู่อุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาท

 

          รศ.อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนว่า “90% ของนศ.มีปัญหาสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดที่มาจากการรับประทานผักที่มีสารพิษ ขณะที่นักศึกษาที่ไม่ชอบกินผักก็ประสบปัญหา “โรคอ้วน” ที่ทำให้เกิดโรคความดัน คอเลสเตอรอล เบาหวาน โดยพบว่า ผู้ที่ป่วยมากที่สุดคือ กรรมการสภา เลยต้องมีการตั้งชมรมเมตาบอริค ซึ่งหากมีระบบการดูแลสุขภาพของนักศึกษาเรื่องการป้องกันโรคก็จะประหยัดงบประมาณของประเทศได้อย่างมาก รวมทั้งปัญหากลุ่มรักร่วมเพศที่เสี่ยงโรคเอดส์”

 

          เช่นเดียวกับ รศ.ผดุงยศ ดวงมาลา รองอธิบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ “เรื่องเพศสัมพันธ์ถือเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะชายรักชาย ซึ่งที่ มอ.มีงานวิจัยจากหน่วยระบาดวิทยามองว่า เป็นการระบาดอย่างหนึ่งที่เริ่มมีมากยิ่งขึ้นและได้เครือข่ายไปยังกลุ่มมัธยมอีกด้วย โดยชักชวนรุ่นน้องว่า ที่นี่เปิดกว้าง เพื่อดึงเข้ามหาวิทยาลัย

 

         ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องดูแลและให้คำแนะนำนักศึกษาอย่างใกล้ชิด แม้เรื่องยาเสพติด เพราะติดแล้วจะมีชีวิตปกติได้ยาก รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน ทีสำคัญคือ เยาวชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วงของการค้นหาตัวเอง จึงต้องหากิจกรรมที่ทำให้เขารู้จักตังเองที่แท้จริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของเขา”

 

          โจทย์ใหญ่ที่เริ่มกลับมาคิดคือ “จะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยมีความร่มรื่น งดงาม และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้เชิญชวน 13 มหาวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการ “มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ” เพื่อยกระดับสุขภาพของบุคลากรและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยให้มีสุขภาพทางกายใจสังคมและปัญญาที่ดียิ่งขึ้น โดยมี 13 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยของรัฐ 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลานครินทร์

 

          มหาวิทยาลัยเอกชน 10 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยราชพฤกษ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี, วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร, วิทยาลัยเซาธ์อีสบางกอก เขตบางนา กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยธนบุรี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยปทุมธานี อ.เมือง จังหวัดปทุมธานี, วิทยาลัยนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา, วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ จังหวัดขอนแก่น, วิทยาลัยตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, วิทยาลัยอินเตอร์เทคนิคลำปาง จังหวัดลำปาง

 

          ศ.สุมน กล่าวว่า หลักสำคัญของการดูแลนักศึกษาคือ คณาจารย์ต้องดูแลนิสิตหน้าที่ของเราคือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนิสิต-นักศึกษา กรณีชายรักชายคงต้องเน้นเรื่องสุขภาพจิต รวมถึงปัญหานักศึกษาตั้งครรภ์ระหว่างเรียน หากอาจารย์เข้ามาช่วยเหลือ มีคลินิกทางจิตใจก็จะช่วยได้ ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างใกล้ชิด โดยมีการพบปะระหว่างอาจารย์และนิสิตเป็นระยะ ไม่ควรห่างเหินจากนักศึกษา

 

          เพราะเรายอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่เหมือนรุ่นเรา แต่เราจะไม่ยอมรับให้เขาตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง และถ้าเขาพลาดเราจะอยู่เป็นเพื่อนเขา และแนะนำเขา

 

          มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพในอุดมคติ ผศ.ลิขิต อมาตยคง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัย ขอนแก่นกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า“มหาวิทยาลัยต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งสุขภาพกาย ใจ และสิ่งแวดล้อมที่ดี สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข เราต้องสร้างนักศึกษาที่เก่ง มีความดี และมีความสุข เพื่อจบมามีศักยภาพในการรับใช้สังคม”

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

 

Update: 14-10-52

อัพเดทเนื้อหาโดย: อัญณิกา กฤษสมัย

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ