‘เบาหวาน’ ภัยร้ายใกล้ตัวคุณ

โรคไม่ติดต่อที่คุกคามระดับโลก

 

 

          เบาหวาน เป็นโรคไม่ติดต่อที่ถือเป็นภัยคุกคามระดับโลกเช่นเดียวกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติยอมรับว่าเป็นโรคเรื้อรังที่สร้างความทุกข์ทรมาน และมีค่าใช้จ่ายสูงจากโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัว ประเทศ และสังคมโลก

 

          องค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 14 พ.ย. ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน สำหรับปีนี้สโลแกนของวันเบาหวานโลกคือ   ทำความเข้าใจและควบคุมเบาหวาน

 

          ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความชุกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2534 กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการสำรวจสุขภาวะพบความชุกประมาณร้อยละ 2.3 แต่ในปี 2547 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.6 จะเห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลา 10-15 ปี มีคนไทยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 3- 4 เท่า เฉลี่ยแล้วประเทศไทยมีผู้เป็นเบาหวานในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยในจำนวนนี้มีสัดส่วนของผู้ที่ไม่    รู้ว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานสูง ถึง 60%”

 

          เบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรัง เป็นโรคที่รักษาได้แต่ไม่หายขาด เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว คนไข้ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานให้มากขึ้น ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันและความดันโลหิตให้อยู่  ในเกณฑ์ปกติ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่ทรมานและมีอายุยาวนานขึ้น

 

          หากระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป อาจก่อให้เกิดภาวะเฉียบพลันหลายด้าน ทั้งไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจวาย เส้นประสาทอักเสบ ประสาทชา อัมพฤกษ์ อัมพาต ตาบอด เพราะเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำงานได้ไม่ดี

 

          เทคนิคการดูแลตนเองเมื่อรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานคือ ต้องทำความเข้าใจกับโรค รู้จักโรคแทรก ประเมินสถานะตนเองได้ รู้จักควบคุมตนเองได้ดี เข้าใจภาวะพิเศษของตนเอง เช่น เป็นไข้หวัดทานอาหารได้น้อยควรจัดยาอย่างไร หรือการทานยาเมื่อมีความแตกต่างของช่วงเวลาหากต้องเดินทางไปต่างประเทศ เล่นกีฬาอะไรได้บ้าง ควรดูแลสุขภาพช่องปากอย่างไร เป็นต้น

 

          พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านต่อมไร้ท่อและเบาหวาน กรรมการสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน กล่าวว่า แม้ว่าการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องทำงานกันเป็นทีม ทั้งแพทย์ผู้รักษา พยาบาลผู้ให้ความรู้ เภสัชกรที่ดูแลเรื่องยา นักโภชนาการที่ให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร นักกายภาพบำบัดสอนการออกกำลังกาย แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือตัวคนไข้เอง ต้องหันมาเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน ข้อจำกัดเรื่องอาหาร รวมทั้งอาหารทดแทนให้มากกว่าคนปกติ เพื่อจะได้ดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

 

          มีรายงานการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า  อาหารทดแทน หรือที่เรียกว่าอาหารทางการแพทย์ที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนเป็นเบาหวานทานและดื่มได้นั้น เมื่อวัดค่าของน้ำตาลเทียบกับคนที่ทานอาหารปกติ พบว่าอาหารทดแทนช่วยให้น้ำตาลในเลือดไม่กระโดดสูง ซึ่งถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเป็นอาหารที่มีไฟเบอร์สูง น้ำตาลขึ้นช้า อิ่มเร็ว ไม่ทำให้เกิดการอักเสบง่าย

 

          ปัจจุบันคนทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาวะอ้วน การพัฒนาของอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยอาหารขยะ ภาวะเครียดจากการงานและครอบครัว ขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่และดื่มเหล้า และมีเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยปกป้องไม่ให้เป็นเบาหวานได้ก็คือการหันมาดูแลตัวเองด้วยความใส่ใจ

 

          แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ขาดโอกาสทางด้านสาธารณสุข นั่นจึงทำให้บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมต่อมไร้ท่อ  แห่งประเทศไทย ซึ่งได้จัดโครงการมอบรางวัล Sanofi-aventis Distinguished Diabetes Service Award ให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวันเบาหวานโลกมาถึง 9 ปีติดต่อกัน เลือกที่จะจัดโครงการบริการชุมชนด้วยการจัดกิจกรรมตรวจคัดกรอง    โรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนทางตา รวมถึงให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ณ ชุมชนคลองเตย โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (บ้านเมอร์ซี่)

          บาทหลวงโจเซฟ ไมเออร์ มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (บ้านเมอร์ซี่) กล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ทุกคนได้รับในวันนี้ เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในชุมชนคลองเตยมาก เพราะไม่เพียงได้รับการตรวจอย่างถูกต้องแล้ว ยังได้รับคำแนะนำในการรักษาสุขภาพจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

 

          ทุกคนสามารถห่างไกลจากโรคเบาหวานได้ง่าย ๆ เพียงรักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เท่านี้ก็ไม่ต้องทนทุกข์กับโรคที่ต้องรักษาไปตลอดชีวิต

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

Update:04-12-52

อัพเดทเนื้อหาโดย: ณัฏฐ์ ตุ้มภู่

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ