หวัด 2009 ป่วยไม่หยุด-ไก่ตายไม่แจ้ง

คนละเลย อ้าง ใส่หน้ากากอึดอัด

 

          นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดขณะนี้ขยายตัวในทั่วทุกภาค สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคแพร่ระบาดต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนละเลยการป้องกันโรค เช่น ไม่หยุดพักเรียนหรือหยุดงานหลังป่วย ไม่สวมหน้ากากอนามัย และไม่ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะภายหลังจับสิ่งของสาธารณะ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันไดโทรศัพท์ ซึ่งน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในฤดูฝนเดือนพฤษภาคมสิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่รวมทั้งไข้หวัดนก หากไม่มีมาตรการป้องกันควบคุมที่เข้มข้น อาจเกิดการระบาดของ2 โรคนี้ และอาจผสมข้ามสายพันธุ์ทำให้โรครุนแรงขึ้น ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกจังหวัด รณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

 

          นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่าผลการสำรวจโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 พบว่าร้อยละ 3 ของพื้นที่เคยมีผู้ป่วยโรคนี้ โดยผู้ป่วยร้อยละ 17 ไม่สวมหน้ากากอนามัย ให้เหตุผลว่าไม่มีหน้า

 

          กากอนามัย ใส่แล้วอึดอัดรำคาญ ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคที่ปฏิบัติได้ถูกต้องเป็นประจำมากที่สุดคือ การกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ร้อยละ 84 ส่วนโรคไข้หวัดนกพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเลี้ยงสัตว์ปีกร้อยละ 37 ในจำนวนนี้ร้อยละ 73 เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคที่ปฏิบัติได้ถูกต้องเป็นประจำมากที่สุดคือ การกินไก่/สัตว์ปีกที่ปรุงสุกดีแล้วร้อยละ 88 การปฏิบัติที่ยังมีน้อย ได้แก่ การไม่แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบไก่/สัตว์ปีกตายผิดปกติพบมากถึงร้อยละ 41 ไม่ล้างหรือแยกเขียงหั่นชำแหละไก่ร้อยละ 53 อีกร้อยละ 65 ยังเลี้ยงไก่/สัตว์ปีกแบบปล่อยตามธรรมชาติ

 

 

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

Update 30-03-53

 

อัพเดทเนื้อหาโดย : วีระ วานิชเจริญธรรม

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ