รวมพลังชุมชนปัจจัยหลักในการสู้ภัยพิบัติ

 

การที่ประเทศไทยต้องได้รับภัยจากมหาอุทกภัย ครั้งนี้ทำให้มองเห็นว่า “ศักยภาพพลังชุมชน” เป็นปัจจัยหลักของการดำเนินชีวิตในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ดังนั้น การหาหนทางแก้ไขภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับชุมชน จึงไม่ควรมองข้าม “ศักยภาพพลังชุมชนท้องถิ่น”เพื่อการเริ่มต้นกับปัญหาอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติ”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการ “สานพลังร่วมสร้างเครือข่ายจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นภาคใต้” ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วมประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 144 องค์กรรวมผู้เข้าร่วม 450 คน เมื่อวันที่ 13-14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า เหตุที่วันนี้ประเทศไทย ต้องได้รับภัยพิบัติ เพราะสภาพอากาศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ก่อนพื้นที่บางแห่งน้ำไม่ท่วม แต่ตอนนี้ท่วม ดังนั้น การรู้จักแนวทางหลักของการจัดการภัยพิบัติจะสามารถทำให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่สามารถรับมือกับภัยที่จะมาถึงได้

“วงจรการจัดการภัยพิบัติ มี 4 แนวทาง เริ่มตั้งแต่เตรียมแผนป้องกัน เตรียมการรับมือ และฟื้นฟู ซึ่งตอนนี้กรุงเทพฯ กำลังรับมือเหตุการณ์ที่พบอย่างต่อเนื่อง พื้นที่อพยพที่เตรียมไว้มีน้ำท่วมทำให้ต้องย้ายคน เป็นเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายศูนย์พักพิงเกิดเหตุการณ์ประชาชนไม่ยอมอพยพ” ทพ.กฤษดา ย้ำให้ได้ยินกันชัดๆ

สำหรับการป้องกัน ทพ.กฤษดา ให้ความเห็นว่า หากเป็นแนวคิดของสากล การจัดการภัยพิบัติไม่ได้จัดการจากระดับบนต้องเริ่มจัดการในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นที่ตั้งดังตัวอย่างที่มีให้เห็นในประเทศนิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น มีการทำงานกันทั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ พื้นที่และบุคคล ทุกบ้าน ข้างในกระเป๋าเขาจะมีอุปกรณ์พื้นฐานจำพวกเสื้อผ้า ไฟฉาย วิทยุรับข่าวสาร และคู่มือสามารถเอามาใช้ได้เลยอันนี้ทุกคนต้องรู้ว่าจะมีการเตรียมตัวอย่างไร ไม่ใช่ที่กทม.ที่มีการรื้อคันกั้นน้ำกันทุกวัน ไม่ให้น้ำท่วมบ้านฉันต้องการรื้อคันกั้นน้ำอันนี้ไม่ใช่ว่าเขาผิด แต่เพราะทุกคนไม่ได้ถูกเตรียมตัวไว้ก่อนสร้างความเข้าใจกันไว้ก่อนในระดับตัวบุคคล

“ดังนั้น คนในท้องถิ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่อจัดการภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมทั้งระดับบุคคล พื้นที่ระดับชาติ จึงต้องมีความสอดคล้องซึ่งกันและกันในการเข้าถึงหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

มหาอุทกภัยครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประเทศที่ชัดเจนมากกว่าเดิม เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทุกคนต้องยอมรับว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก่อนที่ประชาชนหลายล้านคนต้องประสบอุทกภัยโดยไม่มีการวางแผนรับมือ เพราะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องมีการกระจายการจัดการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากชุมชนท้องถิ่น

เช่นเดียวกับ คุณ “สมพร ใช้บางยาง” ประธานคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป ได้ให้ความเห็นสอดคล้องในทางเดียวกันว่า วันนี้ไม่เพียงแค่เรื่องภัยพิบัติ การจะทำงานให้ประเทศไทยอยู่รอดต้องดูที่ท้องถิ่น ต้องขึ้นมาจากฐานล่างมาเป็นฐานหลักคือ ประชาชน และฐานรอง รองรับอำนาจประชาชนก็คือ องค์กรระดับประเทศตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน

“ภัยพิบัติทำให้พี่น้องเราเดือดร้อน เราคนพื้นที่ไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา ประวัติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมทั้งเหตุการณ์ คนในท้องถิ่นต้องเป็นหลักในการจัดการให้ชุมชนสามารถอยู่รอดได้เราต้องพึ่งชุมชน เราจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไข ปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันถ้าไม่เปลี่ยนปัญหามันจะยิ่งหนักขึ้น” คุณสมพร ยืนยัน

ถ้าจะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือต้องให้ความสำคัญกับข้อมูล และการรู้จักวางแผนอย่างเป็นระบบในการรับมือกับภัยพิบัติ หากรู้จักจัดการและวางแผนอย่างเป็นระบบนอกจากจะทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถเป็นที่พึ่งของเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ด้วย

นอกจากนี้การมองถึงปัจจัยที่เป็นรากฐานสำคัญ ซึ่งจะทำให้การจัดการท้องถิ่นขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ เรื่องของงบประมาณกองทุนท้องถิ่น

“หากเกิดภัยพิบัติสามารถใช้งบประมาณที่มีอยู่ได้เลยเนื่องจากภัยพิบัติเป็นภัยที่รอไม่ได้ หวังพึ่งภาครัฐก็คงนาน ถ้ามีกองทุนท้องถิ่นไว้บริหารกองทุนได้มากเท่าไหร่ก็เป็นประโยชน์มากเท่านั้น” สมพร กล่าวเสริม

“เครือข่ายชุมชนของเราทุกตำบลมีความสำคัญมาก เราช่วยกันได้เครือข่ายที่ไม่ประสบภัย แต่มีอุปกรณ์ มีเงิน และเครื่องมือเราก็ช่วยกัน สมัยก่อนเรียกลงแขกช่วยกัน สิ่งนี้ช่วยได้มาก ถึงเวลาน้ำท่วมจริงๆ เราช่วยตัวเองไม่ได้ เราต้องคิดองค์รวมคิดแยกส่วนไม่ได้ ต้องคิดด้วยกัน แม้อาจมีความเสียหายจากภัยพิบัติบ้างแต่เราก็สามารถช่วยกันให้ลดน้อยและไม่ตายเลยได้ อันนี้เราสามารถช่วยเหลือกันได้ในอนาคต”

การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จะก่อเกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต ถ้าการเริ่มลงมือทำมาจากการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบโดยอาศัย “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่” เพราะพลังดังกล่าวนี้จะเป็นพลังของคนในท้องถิ่นที่สามารถประสานความร่วมมือช่วยเหลือกันได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดศักยภาพเครือข่ายของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดย ปานมณี

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ