sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

โค้ช VS ผู้ปกครอง มุมมองใหม่ๆ ในการเติบโตไปกับลูก

เพราะปัจจุบันนี้สังคมได้เปลี่ยนไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือวัฒนธรรมต่างๆ ที่ การเลี้ยงดูลูกๆ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปให้ทันต่อสังคมสมัยใหม่เพื่อให้เด็กๆ สามารถโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ วันนี้ SOOK by สสส. ได้รับเกียรติในการสัมภาษณ์คุณ ยศพร ปัญจมะวัต หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อโค้ชพ่อโป๊ะ ผู้ถ่ายทอดกระบวนการเลี้ยงลูกด้วยหลัก Life Coach และการสร้างสายสัมพันธ์ภายในครอบครัว จากเพจ Powerful Family Thailand จะมาแบ่งปันมุมมองใหม่ๆ ในการเลี้ยงลูกให้เราฟังกันค่ะ

SOOK: โค้ชกับผู้ปกครองต่างกันอย่างไรคะ
โค้ชพ่อโป๊ะ: โค้ชเป็นผู้ที่ต้องใช้ทักษะทางการฟังและตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครับ โดยจะเป็นผู้ที่ไม่มีคำตอบให้กับผู้ที่ต้องการโค้ช เราต้องฟังถึงความต้องการและความกลัวของเขา และถามอย่างสงสัยไคร่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงคิดแบบนั้นเชื่อแบบนั้น เป็นการตั้งคำถามชวนให้ลูกได้คิดต่อ ส่วนผู้ปกครอง คือผู้ที่ใช้อำนาจสั่งการ และส่งต่อความคิดความเชื่อค่านิยมของตนในการดูแลบุตรหลาน สำหรับการใช้ทักษะในการเป็นโค้ชให้กับลูกนั้นผมมองว่า พ่อแม่สามารถเริ่มเป็น ได้เมื่อน้องๆ มีอายุตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป เพราะวัย 0-7 ปี เป็นช่วงวัยที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากคุณพ่อ คุณแม่ ดังนั้น เราจึงใช้ทักษะการเป็นโค้ชกับตัวพ่อ แม่เองก่อน เพื่อเป็น การปรับ Mindset เพื่อเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูก ลองตั้งคำถามกับตนเองก่อน ลองถามตนเองซิว่าเราเชื่อไหม ว่าลูกสามารถเป็นได้มากกว่าที่ เราเห็น เราเชื่อไหมว่าบางครั้งที่ลูกดื้อ ลูกเหวี่ยงวีนนั้น เขาพยายามเต็มที่ตามช่วงวัยของเขาแล้ว อีกทั้งตัวพ่อแม่เองก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมด้วยว่าเด็กในแต่ละวยนั้นเขากำลังสนใจเรื่องอะไรและมีพัฒนาการแบบเพื่อที่จะเข้าในในพฤติกรรมต่างๆของลูกที่แสดงออกมาด้วย

SOOK: โค้ชคิดว่าจะปรับ Mindset ของพ่อแม่ที่ยังมีความเชื่อผิดๆ เช่น ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างไร
โค้ชพ่อโป๊ะ: จริงๆ ความเชื่อพวกนี้ไม่ผิดครับ เพียงแต่ความเชื่อบางอย่าง อาจจะไม่เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือน สมัยก่อนแล้ว การใช้ทักษะในการเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูกนั้นช่วย ทำให้มีความยืดหยุ่นทางความคิด ที่ปรับเปลี่ยนได้ และสามารถสร้างทางเลือกต่างๆให้กับชีวตตนเองได้ หากเราเริ่มใช้วิธีการเลี้ยงลูกแบบชวนพูดคุยปรึกษากันแล้ว และไม่ได้เอาความคิดของตัวเองมาชี้นำหรือบงการลูก ก็จะทำให้ลูก เริ่มเลียบแบบ เรียกว่าเป็น Social Learning และเข้ามาพูดคุยกับเรา นับว่าเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างสายสัมพันธ์ครับ

SOOK: โค้ชคิดว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปกครองและตัวเด็กๆ เองหลังจากมีการปรับ Mindset เหล่านั้นแล้ว
โค้ชพ่อโป๊ะ: เราก็จะได้สังคมที่มีแต่ครอบครัวและเด็กที่มีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความฉลาดทางอารมณ์ ไม่ถูกสกัดกั้นทางความคิด ทั้งยังรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ทุกครั้งที่มีการตั้งคำถามก็จะเกิดการพัฒนา การทำทุกอย่างตามกันมาเรื่อยๆ โดยไม่เคยตั้งคำถามจะไม่เกิดการคิดที่นอกกรอบ การที่เด็กสามารถพูดคุยและตั้งคำถามกับพ่อแม่ได้จึงเป็นการเสริมสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว ดังนั้นทักษะการเป็นโค้ชของพ่อแม่จึงมักจะใช้ได้ดีที่สุดคือช่วงที่ลูกเป็นวัยรุ่น การที่ลูกและพ่อแม่มีสายสัมพันธ์ที่แข็งแรพร้อมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมก็จะไม่เกิดครับ เพราะเด็กๆ ที่มีปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการที่พ่อแม่ไม่เข้าใจและไม่พร้อมพูดคุย

SOOK: มีคำแนะนำให้สำหรับพ่อแม่ที่มีน้องๆ ที่เริ่มถามคำถามต่างๆ ในวัยที่ยังไม่เหมาะสมเช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องเพศ ไหมคะ
โค้ชพ่อโป๊ะ: พ่อแม่ควรจะต้องมีความรู้เรื่องพัฒนาการของเด็กๆ ด้วยครับ ตัวอย่างเช่น การที่เด็กเล็ก อาจจะเผลอไปดูละครแล้วเริ่มมีการ Social Learning สงสัยเรื่องเพศ พ่อแม่ก็สามารถตอบได้เลย เป็นเรื่องที่ไม่มีข้อจำกัด ไม่จำเป็นต้องปิดบัง แต่พ่อแม่ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าวัยไหนสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และให้คำตอบกับลูกให้เหมาะกับวัยนั้นๆ ครับ แล้วอาจจะถามต่อว่า แล้วลูกคิดอย่างไร จะช่วยให้เราเข้าใจความคิดของลูกมากขึ้น

SOOK: อะไรเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับลูกๆ คะ
โค้ชพ่อโป๊ะ: สายสัมพันธ์ที่แนบแน่น (Secure Attachment) ระหว่างลูกๆ กับพ่อแม่เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดครับ การรับฟังลูกๆ และพูดคุยกับพวกเขาทำให้เราเข้าใจความคิดของเขาได้มากขึ้น หากลูกเอาควาคิดมาพูดคุย แต่พ่อแม่บอกไม่ หรือห้าม อาจจะทำให้ลูกไม่กล้าเข้ามาพูดคุย และอาจจะแอบไปทำลับหลังโดยที่พ่อแม่ไม่รู้เลย แต่หากมีสายสัมพันธ์ที่ดีทำให้ลูกกล้ามาเล่าให้ฟังทุกเรื่อง การเป็นโค้ช เราจะไม่มีคำว่าไม่ จะเป็นการชวนกันคุยมากกว่า ช่วยให้ลูกคิดและตัดสินใจเองได้ และหากมีสายสัมพันธ์ที่ดีและแข็งแรงแล้วจะทำให้ลูกไม่อยากไปทำอะไรที่ไม่ดี เพราะเขารักและนึกถึงพ่อแม่เสมอครับ

ผมอยากฝากถึงพ่อแม่สมัยใหม่ว่าให้ฟังลูกเยอะๆ ฟังโดยไม่ตัดสินหรือตีความฟังให้ได้ยินถึงความรู้สึกที่ลูกอยาจะบอกกับเรา และศึกษาหาความรู้พัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของลูก แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการพูดคุยกับลูกเมื่อเขาถึงวัยนั้นๆ

เราไม่สามารถเปลี่ยนใครได้แม้แต่ตัวลูก แต่เราเป็นต้นแบบให้กับลูกได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มจากเปลี่ยนตัวเองก่อน ที่จะเริ่มเป็นโค้ชให้กับลูกของเรา ให้เป็นผู้ใหญ่ทีดีมีคุณภาพสำหรับตัวเขาเองและสำหรับสังคมครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : บทสัมภาษณ์โค้ชพ่อโป๊ะ