sook by สสส

วางแผนการเงินให้ดี วิกฤตครั้งนี้ หรือครั้งไหน คนไทยต้องรอด!!

​แม้ว่าความกังวลและหวาดกลัวต่อโรคระบาด Covid-19 ในประเทศไทยจะเริ่มลดลง เนื่องจากสามารถควบคุมสถานการณ์จนเหลือตัวเลขผู้ติดเชื้อในระดับต่ำ ทำให้มีการผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์ต่าง ๆ ลงแล้ว แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความบอบช้ำทางด้านเศรษฐกิจที่สถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ทิ้งไว้ ไม่ได้กำลังโบกมือลาตามไวรัสไปด้วย กลับยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องหนักหน่วงในแทบทุกครัวเรือน


โค้ชหนุ่ม – จักรพันธุ์ เมษพงษ์ คือผู้ที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาด้านการเงินเหล่านี้อย่างใกล้ชิดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ในฐานะโค้ชหนุ่ม The Money Coach วิทยากรผู้ผ่านประสบการณ์ปลดหนี้หลักสิบล้านจากวิกฤตต้มยำกุ้ง และช่วยปลดล็อคความคิดคนไทยสู่เป้าหมายความฉลาดทางการเงินมากว่าสิบปี
 
“ถ้าเทียบกับวิกฤตครั้งก่อน ๆ  Covid มันจะแตกต่าง อย่างเช่นปี 2540 ที่บ้านเราเจอต้มยำกุ้ง มันเริ่มที่สถาบันการเงิน แล้วค่อยลามออกมาสู่ภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การตกงาน แต่ Covid มันบุกทุกคนหมดเลย ให้ทุกคนต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เกิด Income Shock คือการขาดหายไปของรายได้ ซึ่งเล่นงานคนไทยแรงมาก เพราะประเทศไทยเป็นหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว”
 
ที่ผ่านมา โค้ชหนุ่มมองว่าสุขภาพการเงินของคนไทยอยู่ในเกณฑ์ไม่ค่อยดีนัก เห็นได้จากตัวเลขหนี้ครัวเรือนเมื่อสิ้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ที่สูงถึง 79.8% ของจีดีพี ทั้งยังมีอัตราเงินเก็บเงินออมต่ำ แทบไม่มีเงินสำรองไว้ใช้รับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน จนกลายเป็นบทเรียนทางการเงินครั้งใหญ่ของหลาย ๆ ครอบครัว ปัจจัยสำคัญของความล้มเหลวทางการเงินก็มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อจากฝั่งสถาบันการเงินที่ยังไม่รัดกุมพอ หรือตัวคนไทยเองที่ยังขาดความรู้เรื่องการเงิน ทั้งในมิติของรายได้ รายจ่าย การออม และการลงทุน
 
เมื่อไม่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเงินที่ดีพอ ก็ยากที่จะสร้างวินัยทางการเงินให้เกิดขึ้น เราจึงมักพบตัวเองเป็นผู้แพ้ในสงครามการเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นเร้าให้เกิดการใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา
 
มาลองเช็คสุขภาพการเงินเบื้องต้นกับ 4 คำถามง่าย ๆ
 
เราเป็นคนที่มีนิสัยทางด้านการเงินแบบไหนกันนะ
...ลองพิจารณาตัวเลือกเหล่านี้... ข้อ A หรือ B ที่บอกความเป็นตัวเรามากกว่ากัน
 

  A B
1 ฉันมีรายได้หลักแค่ทางเดียว ฉันมีแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่ง
2 ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมีรายจ่ายทั้งปีเท่าไหร่ ฉันรู้รายจ่ายทั้งหมด จากการทำงบการเงินล่วงหน้า
3 ฉันรอเงินเหลือใช้แล้วค่อยออม ฉันออมก่อน เหลือเท่าไหร่จึงใช้เท่านั้น
4 ฉันไม่เคยสนใจเรื่องการลงทุนเลย ฉันพยายามศึกษาข้อมูลการลงทุน
 
ตัวเลือกข้อ B คือพฤติกรรมด้านการเงินที่บ่งบอกว่า เรามี “ความรู้ด้านการเงิน” ทั้ง 4 ข้อดีพอ ทั้งในเรื่องของการหารายได้ การจัดการรายจ่าย การออม และการลงทุนนั่นเอง
 
“สิ่งหนึ่งที่เราสอนกันทั้งประเทศเลย คือจดแล้วไม่จน ๆ จริง ๆ แล้วก่อนจดเราต้องรู้ก่อนว่า เราใช้ได้แค่ไหน สิ่งที่มันหายไปจากตำราเรียนเลยคือ การทำงบการเงิน ถ้าเราทำงบการเงินเป็นเราจะรู้เลยว่าเงินพอมั้ย เราใช้เงินได้เท่าไหร่ เรามีเงินเหลือเก็บออมเท่าไหร่”
 
โค้ชหนุ่มย้ำว่าการทำงบการเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญทีเดียวสำหรับการจัดการรายจ่าย เพื่อให้เรามองเห็นภาพล่วงหน้าว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงการซื้อประกันต่าง ๆ การบริหารจัดการภาษี และการวางแผนการใช้สินเชื่อ จึงจะสามารถจัดสรรรายได้อย่างเหมาะสม
 
การจัดการรายจ่ายยังรวมถึงการวางแผนลดความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย เช่น เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเจ็บป่วย หนึ่งในวิธีการจัดการความเสี่ยงที่ดีที่สุด แทนที่จะซื้อประกันสุขภาพอย่างเดียว ก็คือการดูแลร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพจิตใจ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากในอนาคต
 
สำหรับใครที่เลือกตอบข้อ A เป็นส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สุขภาพการเงินของเราย่ำแย่ลงจากสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา แต่แน่นอนว่า เราสามารถเรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นได้ และจากประสบการณ์ชี้แนวทางความสำเร็จด้านการเงินให้กับลูกศิษย์มากมาย โค้ชหนุ่มยืนยันกับเราว่า ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นวางแผนการเงิน จะอายุเท่าไหร่ ล้มเหลวมาแค่ไหน ก็เปลี่ยนกระเป๋าเงินที่เคยพังให้กลับมาปังได้!!
  
...ไม่มี New Normal สำหรับสายการเงิน...
เพราะการวางแผนการเงินแบบเดิม ยังเป็นคำตอบที่ใช่!!
 
ขณะที่โลกกำลังตื่นตัวกับกระแส New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ โค้ชหนุ่มกลับชวนให้เราคิดว่า จริง ๆ แล้ว ไม่มี New Normal สำหรับการวางแผนการเงินหรอก ปัญหาคือเราไม่สามารถปฏิบัติตาม Old Normal หรือวิธีการวางแผนการเงินที่เคยแนะนำไว้ได้เลยต่างหาก
 
“ผมคิดว่าการเงินไม่มี New Normal การเงินมีแค่ ที่ผ่านมาพวกเราใช้ชีวิตเบี่ยงออกจาก Normal (หัวเราะ) ดังนั้นถ้าถามถึง Normal ใหม่ ไม่ต้องมองหา Normal ใหม่หรอก เรากลับไปสู่วิถีปกติที่ถูกต้องแล้วกันว่ามันควรเป็นแบบไหน”
 
และนี่ก็คือแนวทางหลัก ๆ ที่โค้ชอยากชวนให้เราพยายามกลับมา Back to Normal ด้วยการจัดการการเงินให้ดีสักที เพราะถ้าทำได้ แม้จะต้องผ่านวิกฤตครั้งไหน เราก็รอด
 
1. Normal เรื่องหนี้
เมื่อหนี้ที่ดี คือหนี้ที่ไม่สูงเกินกำลังจ่าย
 
บทเรียนข้อแรกจากสถานการณ์ Covid-19 คงหนีไม่พ้นเรื่องผลกระทบจากภาระหนี้สิน โค้ชหนุ่มแนะนำว่า คนเรามีหนี้ได้ ใช้สินเชื่อได้ แต่ต้องมีเพดานควบคุมที่ชัดเจน ไม่สร้างหนี้ไว้สูงจนเกินกำลังจ่าย เพราะวันหนึ่งรายได้ที่เคยเข้ามาสม่ำเสมออาจจะลดลงหรือหายไปก็ได้
 
ดังนั้น  Normal เกี่ยวกับเรื่องหนี้ที่ควรเป็น ก็คือการแบ่งสัดส่วนการผ่อนหนี้ต่อเดือนไม่ให้เกิน 45% และแบ่งสำหรับการเก็บออมอีก 10% ส่วนที่เหลือจึงใช้เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน 
 
2. Normal เรื่องเงินสำรอง
เริ่มออมเลยวันนี้ ไม่ต้องรอหมดหนี้แล้วค่อยออม
 
หลายเดือนที่ผ่านมาคงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเก็บออมเงินสำรองมีประโยชน์แค่ไหนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่คนส่วนใหญ่มักจะมีคำถามว่า ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย จะให้เอาที่ไหนมาออม ซึ่งโค้ชหนุ่มบอกกับเราว่า ต้องเปลี่ยนความคิดแบบนี้โดยด่วน
 
“เราชอบคิดว่าเคลียร์หนี้ให้หมดก่อนแล้วจะได้ออม ลองถามทุกคนที่พูดประโยคนี้ดูว่าได้ออมบ้างหรือยัง... ดังนั้น ถ้าใครบอกว่ารอให้หนี้หมดแล้วค่อยเก็บ คุณจะไม่ได้เก็บเลย เพราะหนี้คุณไม่มีทางหมด คุณไม่มีแรงขับอะไรที่จะดันชีวิตไปข้างหน้า คนเราพอมีเงินเก็บ ความคิดเปลี่ยน จะเริ่มงกขึ้นมา อยากเก็บเพิ่ม เพราะเขามีความหวัง ดังนั้นวิธีแก้หนี้ที่ถูก คุณต้องออมพร้อมกับแก้หนี้ไปด้วย”
 
สัดส่วนการออมที่โค้ชหนุ่มแนะนำก็คือ 10% ของรายได้ต่อเดือน (หรือถ้าใครมีกำลังมากกว่านั้นก็ยิ่งดี) ซึ่งเราควรจะแยกเงินส่วนนี้ออกมาจากค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตั้งแต่แรก แล้วจัดการแบ่งเงินออมเป็น 3 ตะกร้า คือ
-       ตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน โดยลองคำนวณรายจ่ายต่อเดือน คูณด้วย 6 เข้าไป หลาย ๆ คนรอดจากพิษเศรษฐกิจช่วง Covid มาได้ ก็ด้วยเงินในตะกร้านี้เอง
-       ตะกร้าเงินออมเพื่อการเกษียณ ตะกร้านี้สำหรับความมั่นคงทางการเงินในบั้นปลายของชีวิต
-       ตะกร้าเงินออมเพื่อเป้าหมายในชีวิต เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เรียนต่อ หรือซื้อของที่อยากได้
 
“คำถามคือ หลังจากวิกฤตปี 2563 เราจะเริ่มเก็บเงินกันหรือยัง เพื่อที่จะรอรับสถานการณ์ใหม่ที่กำลังจะมา มันมาแน่ เพราะหลังจากปี 2540 ถัดมาเราเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2551 แล้ววันนี้ก็ 2563 เฉลี่ยประมาณ 10 ปี เอาเข้าจริง ๆ โควิดก็ยังไม่จบนะ ยังไม่มีใครรู้ว่าเงินต่าง ๆ ที่ทุกประเทศอัดฉีด มันจะฟื้นหรือเปล่า แล้วระลอกสองมันจะมาหรือเปล่า ดังนั้น ผมว่าการออมต้องเป็น Norm หรือวิถีปกติของเราให้ได้”
 
3. Normal เรื่องรายได้
ในวันที่รายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
 
อีกหนึ่งบทเรียนความเสี่ยงจากสถานการณ์ Covid-19 ก็คือการทำให้เราเห็นความสำคัญของกระเป๋าเงินใบที่ 2 3 หรือ 4 ซึ่งจะมาช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แทนที่จะมีกระเป๋าเงินจากรายได้เพียงแหล่งเดียว
 
“คุณควรจะมีรายได้เพียงพอ แล้วก็มีแหล่งรายได้ที่มาจากทรัพย์สินบ้าง เช่นเราเอาเงินไปออม ก็กินดอกเบี้ย เอาเงินมาลงทุนก็มีปันผล คนมีทรัพย์สินให้เช่า ไปปล่อยเช่า เขาจะมีค่าเช่า นี่ก็ถือว่าเป็นแหล่งรายได้ที่สอง”
 
ขณะเดียวกันก็ โค้ชหนุ่มก็ชวนให้เราควบคุมความต้องการในชีวิตให้อยู่ในขีดจำกัดของเงินเดือน โดยไม่ไปฝากความหวังไว้กับเงินค่าล่วงเวลา ซึ่งมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนสูง
 
“อยากให้เข้าใจคำว่ารายได้จริง ๆ ที่เป็นรายได้ ยกตัวอย่าง มีคำที่ฮิตมากในหมู่คนทำงาน เงินเดือนเอาไว้ใช้หนี้ โอทีเอาไว้กิน คนเราควรบริหารจัดการเงินให้อยู่ภายใต้เส้นเงินเดือน ที่ถูกคือเงินเดือนเอาไว้กินใช้ โอทีเอาไว้ลงทุน คุณอาจเก็บเงินตรงนั้นไปเที่ยว ไว้เรียนต่อ ไว้ลงทุน Norm มันต้องเป็นแบบนี้”
 
4. Normal เรื่องการลงทุน
ลองศึกษาการลงทุนในแบบที่เหมาะกับตัวเรา
 
ทุกวันนี้ คนไทยยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนน้อยมาก โค้ชหนุ่มยกตัวอย่างคำถามที่พบบ่อย นั่นคือ มีเงินก้อนหนึ่ง เอาไปทำอะไรดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าตัวเราเอง เพราะเราคือคนที่รู้ดีที่สุดว่า เป้าหมายในชีวิตคืออะไร สามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และจะใช้เครื่องมืออะไรถึงจะเหมาะสม
 
“เราได้ยินอะไรแล้วสนใจ อสังหาก็น่าลงทุน หาหนังสืออ่านศึกษาซะหน่อย สนใจกองทุน หาหนังสือมีเต็มไปหมดเลย หาความรู้ก่อน สุดท้ายการลงทุนเราต้องเลือกตัดสินใจเอง นั่นจึงจะดีที่สุด จะเหมาะกับเราที่สุด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ความรู้ ถ้าเราอยู่กับการลงทุนแบบมีความรู้นาน ๆ ประสบการณ์จะเกิด จะเป็นตัวที่ทำให้เราอยู่รอด”
 
ทั้งหมดนี้คือแนวทางวางแผนการเงินที่พิสูจน์ตัวมันเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า สามารถช่วยประคับประคองให้ผู้คนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจได้จริง
 
“พวกนี้มันไม่ใช่ New normal หรอก เป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติมานานแล้ว แต่ว่าเราเฉออกไป ผมเลยชวนกลับมาคิดใหม่ว่า อย่าใช้เกินที่หาได้ นกน้อยทำรังแต่พอตัว เป็นบทเรียนอมตะ คุณคอนโทรลเงินให้อยู่ในขอบเขตเงินประจำของคุณจริง ๆ อย่าลืมเก็บออมไว้หน่อย หกล้มระยะสั้น ๆ เราอยู่ได้ แล้วในระหว่างทางพยายามคอนโทรลหนี้ อย่าให้มันเกินขอบเขตที่เราจะรับมือกับมันไหว ผมว่าทำแค่ตรงนี้ อาจไม่ได้รวย แต่ความกังวลเรื่องเงินจะหายไปเยอะ”
 
 
แนะวิธีฉุดตัวเองขึ้นมาวางแผนการเงินใหม่อีกครั้งหลังวิกฤต Covid
 
สำหรับใครที่เพิ่งเจ็บตัวจากวิกฤต Covid มา โค้ชหนุ่มก็มีคำแนะนำที่จะช่วยดูแลทั้งสุขภาพการเงิน และสุขภาพจิตใจของเราด้วย เพราะทุกส่วนล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน และหลายครั้งที่โค้ชหนุ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากโลกใบนี้ คือการให้กำลังใจ
 
“ผมอยากบอกให้ทุกคนให้กำลังใจตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างเกิดจากความไม่รู้ ก็ต้องให้อภัยตัวเองบ้าง แล้วก็ไม่ต้องไปคิดว่าจะมีคำว่าสายเกินไป ถ้าเกิดปัญหาติดขัดมาก ๆ อย่ารู้สึกผิดหรืออายที่จะถามคนอื่น หรือขอความช่วยเหลือ เพราะมนุษย์ไม่ต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ตลอดเวลาก็ได้”
 
หลังจากเรียกคืนความเชื่อมั่นในขั้นแรกแล้ว ก้าวต่อไปก็คือการพยายามแก้ปัญหาทีละเรื่อง ซึ่งในสภาวะการเงินขาดสภาพคล่องเช่นนี้ ปัญหาแรกที่ต้องแก้ก่อนคือรายจ่าย ไม่ใช่การมองหารายได้เพิ่ม เริ่มจากการสื่อสารกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์การเงินที่เปลี่ยนไป และหาวิธีช่วยกันปรับลดค่าใช้จ่ายตามที่ควร ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะเดินเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินอย่างตรงไปตรงมา ว่าเรากำลังประสบปัญหาที่ทำให้จ่ายหนี้ไม่ไหว มีทางออกไหนที่จะช่วยเราได้บ้าง
 
จากนั้น ขั้นต่อมาจึงเป็นการพยายามมองหารายได้เพิ่ม โดยประเมินสถานการณ์ก่อนว่าแหล่งรายได้ปัจจุบันมีความเสี่ยงหรือไม่ แล้วจึงมองหาแหล่งรายได้ที่สอง โดยพัฒนาจากทักษะอื่น ๆ ที่เรามี อาจเป็นงานอดิเรกที่เราถนัด หรือทักษะที่เราเคยไปฝึกอบรมมา ซึ่งแต่ละคนต้องลองค้นหาเส้นทางที่ใช่ของตนเอง
 
 
โค้ชหนุ่มยังทิ้งท้ายถึงความสำคัญของการเริ่มต้นลงมือวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุก ๆ วิกฤตที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกความสำเร็จด้านการเงินจะเกิดขึ้นได้ ก็จากความสามารถของตัวเราเอง
 
“ผมพบว่าหลายครั้งมนุษย์เราไม่ขยับตัว ขยับแต่ความคิดว่าจะทำโน่นนี่นั่น เหมือนนั่งอยู่บนม้าหมุน ชีวิตเคลื่อน แต่มันไม่เคลื่อน คิดว่าจะทำโน่นนี่แต่ไม่ทำสักอย่าง ผมรับประกันเลยว่าถ้าคนเราเริ่มเก็บเงินพันได้ เขาก็เชื่อว่าวันหนึ่งเขามีโอกาสถึงหมื่น พอถึงหมื่น เขาก็เชื่อว่าวันหนึ่งมีโอกาสเป็นแสน...ความเชื่อมันจะถูกส่งผ่านความสำเร็จเล็ก ๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาเอง”


ช่องทางความช่วยเหลือสำหรับผู้ประสบปัญหาหนี้สิน
 
ทางด่วนแก้หนี้
https://www.1213.or.th/App/DebtCase
 
คลินิกแก้หนี้ by Sam
https://www.debtclinicbysam.com