sook by สสส

รู้จักสัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าจากโซเชียลมีเดีย

บัญชีอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กของคุณอาจจะบอกอะไรได้มากกว่าแค่เมื่อสัปดาห์ก่อนคุณทำอะไร เมื่อวานนี้ไปดื่มกาแฟอยู่ที่คาเฟ่ไหน หรือตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้า เพียงเพิ่มความช่างสังเกตถึงสัญญาณบางอย่างและความเอาใจใส่อีกสักนิด เราทุกคนอาจมีส่วนช่วยเหลือคนใกล้ตัวจากภาวะโรคซึมเศร้าได้

โซเชียลมีเดีย ลมหายใจของคนยุคนี้
ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเราก็คว้าโทรศัพท์มาเปิดแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Facebook  Instagram หรือ Twitter เช็คข่าว หรือติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญอย่างมากต่อพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ รวมไปถึงการเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ในยุค 5G นี้ งานวิจัยหลายชิ้นได้พูดถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียที่มีต่อสุขภาพจิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นที่น่าสนใจว่าพฤติกรรมการใช้และการแสดงออกผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพจิตของคนเราได้หรือไม่ โดยปกติ เราสามารถรับรู้ถึงความเศร้าของคนใกล้ชิดได้จากเพลงที่เขาฟัง การแสดงออกทางร่างกาย เช่น การถอนหายใจบ่อย ๆ ซึ่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเองสามารถเป็นข้อมูลเสริมเชิงลึกให้แพทย์ได้ทราบถึงสภาวะความคิดและความรู้สึกไม่ปกติที่ซ่อนอยู่ของผู้ป่วยได้
 
ภาพในบัญชีอินสตาแกรมของคุณสามารถบ่งชี้ได้ว่าคุณเป็นโรคซึมเศร้า
            ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลไว้ในรายการ Rama Square เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย รู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง บางรายอาจไม่รู้สึกเศร้าแต่จะเบื่อหน่ายทุกอย่างรอบตัว และไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ความสำคัญของโรคนี้ คือผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง ถ้าผู้ที่มีอาการของโรคซึมเศร้าไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่นก็คงดี หลายคนรู้ตัวเองว่ามีอาการ ในขณะที่อีกหลายคนก็ปฏิเสธการเข้ารับการประเมินว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ ในกรณีหลังคงต้องอาศัยคนรอบตัวช่วยกันสังเกตสัญญาณบางอย่างเพื่อพูดคุยให้เกิดความเข้าใจและดำเนินการตรวจประเมินจากแพทย์ต่อไป
 
            ลองมาดูงานวิจัยของ Andrew G. Reece และ Christopher M. Danforth ที่ตรวจสอบการโพสต์ภาพกว่า 43,950 โพสต์ในอินสตาแกรมของกลุ่มตัวอย่าง 166 คน ซึ่ง 71 คนในจำนวนนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ด้วยการใช้เครื่องมืออย่าง Machine Learning Tool ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพที่ถูกโพสต์ตามทฤษฎีสี การใช้ข้อมูลเมทาดาทา (Meta Data) ที่ช่วยสืบค้นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สัมพันธ์กัน และซอฟต์แวร์ตรวจจับใบหน้า พบว่าฟิลเตอร์ในอินสตาแกรม การตั้งค่าต่าง ๆ จำนวนคนในภาพ ฉาก สี ความสว่างของภาพ หรือแม้แต้จำนวน “ไลค์” หรือความคิดเห็นต่าง ๆ ในแต่ละภาพ ตลอดจนความถี่ในการใช้งานและการโพสต์ภาพ สามารถแยกแยะพฤติกรรมของคนที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ากับคนที่มีสุขภาพจิตปกติได้
 


ภาพทางด้านขวามีค่าเฉดสี (Hue) สีฟ้าสูง ค่าความบริสุทธิ์ของสี (Saturation) ต่ำ และค่าความสว่าง (Brightness) ต่ำ กว่าภาพทางด้านซ้ายมือ ผลการศึกษาพบว่าภาพที่ถูกโพสต์โดยผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าจะมีค่า HSV โน้มเอียงมาทางภาพด้านขวาเมื่อเทียบกับผู้ที่มีภาวะทางจิตปกติ
 
            คนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะไม่ใช้ฟิลเตอร์เมื่อโพสต์รูป แต่หากมีการใช้ก็มักจะเลือกฟิลเตอร์โทนที่ดูมืด มีเฉดสีเทา หรือเฉดสีฟ้า รวมทั้งฟิลเตอร์ขาวดำอย่าง Inkwell จะพบได้บ่อยกว่าฟิลเตอร์อื่น ในทางกลับกัน คนทั่วไปมักจะชอบใช้ฟิลเตอร์ Valencia ที่ช่วยปรับภาพให้สว่างขึ้น นอกจากนี้ จำนวนคนที่ปรากฎในโพสต์ของผู้ที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าจะมีจำนวนน้อยกว่ารูปในโพสต์ของคนที่มีสุขภาพจิตปกติดี และโพสต์เหล่านี้มักได้รับความคิดเห็นจากผู้ตามมากกว่ายอดไลค์
 
ทวิตเตอร์ เครื่องมือสื่อสารทางออนไลน์หรือถังขยะทางอารมณ์
นอกจากนั้น การใช้งานทวิตเตอร์ก็สามารถบ่งบอกถึงอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน มีงานวิจัยโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ Munmun De Choudhury, Michael Gamon, Scott Counts และ Eric Horvitz พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าการใช้งานทวิตเตอร์สามารถทำนายโรคซึมเศร้าได้อย่างไร โดยทำการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ของผู้ที่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder – MDD) ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ก่อนได้รับการวินิจฉัย กับผู้ที่ไม่มีอาการซึมเศร้า พบว่ามีพฤติกรรมการใช้งานหลาย ๆ อย่างที่สามารถทำนายหรือบ่งบอกว่าบุคคลดังกล่าวกำลังประสบกับภาวะซึมเศร้าหรือมีแนวโน้มที่จะประสบกับภาวะซึมเศร้าได้ในอนาคต โดยมีความแม่นยำประมาณ 70% ซึ่งพฤติกรรมการใช้งานที่สามารถบ่งบอกหรือทำนายภาวะซึมเศร้าได้ มีดังนี้

  • มีกิจกรรมทางสังคมลดลง
โดยในช่วงระยะเวลา 1 ปี ก่อนถูกวินิจฉัยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างดังกล่าวมีจำนวนการโพสต์ทวิตเตอร์ รวมไปถึงการทวิตตอบกลับน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ประมาณ 30% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีแนวโน้มลดน้อยลง ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวบ่งบอกถึงความสูญเสียความสัมพันธ์เชิงสังคม นอกจากนี้ ยังมีจำนวนบุคคลที่กำลังติดตามและมีจำนวนผู้ติดตามน้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย แสดงถึงแนวโน้มความต้องการเข้าสังคมที่น้อยลง
 
  • มีอารมณ์เชิงลบแสดงออกมามากขึ้น
กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะโรคซึมเศร้ามีการแสดงออกทางอารมณ์เชิงลบบ่อยกว่า และมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอีกกลุ่ม ซึ่งอาจแสดงถึงความอ่อนไหวทางอารมณ์และความรู้สึกท้อแท้ที่ซ่อนอยู่ภายในใจ แสดงถึงความโดดเดี่ยว ความเหน็ดเหนื่อย หรือขาดความกระปรี้กระเปร่า เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยมักกล่าวถึงชีวิตประจำวันทั่วไป การทำงาน เพื่อนฝูงและกิจกรรมยามว่างเพื่อความบันเทิง และมีคำพูดเชิงบวกมากกว่า
 
ข้อความที่พบได้บ่อยจากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะซึมเศร้า ข้อความที่พบได้บ่อยจากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า
แพ้ เศร้า อ่อนแอ ไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ประสบความสำเร็จ ความตาย โดดเดี่ยว การตำหนิ ปัญหา ทรมาน หนี กังวล คิดมาก ไม่สบายใจ ความกดดัน เจ็บปวด ทำร้าย ตัวฉัน คุณค่า แตกหัก เลิกรา ไม่มีใคร ของฉัน เกลียด คำอุทานต่าง ๆ หัวเราะ การทำงาน วันหยุด เพื่อน ยอดเยี่ยม ติดตาม เคล็ดลับ ความรัก สุดยอด สวัสดี ตอนนี้ เบื่อ เจ๋งไปเลย สวยงาม โรแมนติค ตื่นเต้น ยิ้ม พบกัน คืนนี้ ชีวิต หนัง ฟุตบอล ของโปรด เยี่ยมมาก ทีม ดีเยี่ยม คุณ ของคุณ พรุ่งนี้ เงิน มีใครไหม
 
  • ใช้คำสรรพนามแทนตนเองบ่อยครั้งกว่า ในขณะที่ใช้คำสรรพนามถึงบุคคลที่ 3 น้อยกว่า
กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการวินิจฉัย ใช้คำสรรพนามที่พูดถึงตนเองสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ฉัน ของฉัน ตัวฉัน แต่มีการใช้คำสรรพนามที่พูดถึงบุคคลที่ 3 อาทิ เธอ เขา พวกเขา ของเขา น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลา 1 ปี บ่งบอกถึงแนวโน้มความสนใจที่มีต่อตนเอง และการมีระยะห่างกับบุคคลอื่น ๆ มากขึ้น
 
  • มีการพูดถึงลักษณะอาการที่เข้าข่ายของภาวะซึมเศร้าบ่อยครั้งกว่า และมีการเปิดเผยทางอารมณ์มากกว่า
ข้อความของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการวินิจฉัยมีการพูดถึงการนอน การรับประทานอาหาร หรือความเจ็บป่วยทางร่างกายอื่น ๆ บ่อยครั้งกว่าอีกกลุ่มตัวอย่าง อาทิ ความกังวล ความง่วงนอน ความเหนื่อยล้า ความหงุดหงิด อาการปวดหัว หรือความแปรปรวนของอารมณ์ และมีการเปิดเผยอารมณ์ของตนเองมากกว่าทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เช่น รัก สวยงาม สนุกสนาน ห่วงใย ชอบใจ ความหวัง ขอโทษ เสียใจ การจากลา อดทน หรือเกลียดชัง เป็นต้น ซึ่งการเปิดเผยทางอารมณ์มากกว่า อาจเป็นไปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างดังกล่าวต้องการการสนับสนุนทางอารมณ์จากสังคม หรือต้องการการระบายถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางอารมณ์    
ตัวอย่างข้อความทวิตเตอร์ของผู้มีภาวะซึมเศร้า เช่น
  • เมื่อถูกถามว่าคุณโอเคไหม “ใช่... ฉันเข้าใจว่าฉันโกรธ แล้วก็รู้สึกหมดหวัง และก็ไม่มีอะไรช่วยฉันได้เลย... ฉันโอเค... แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่นัก”
  • “โอ้ว ฉันเพิ่งระบายความรู้สึกของฉันออกไป โอ้ย ฉันรู้สึกแย่มาก”
  • “ฉันแค่ต้องการใครสักคนที่จะกอดฉันและอยู่ตรงนี้กับฉันในเวลาที่ฉันเศร้า”
  • “ฉันจะรีเฟรชทวิตเตอร์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าฉันจะเป็นลม *เหงา* *กังวล* *เจ็บปวด* *อึดอัด* *ตาย*”
  • “ได้กลับมาทำงานอีกครั้งทำให้ฉันมีความสุขจัง ตอนนี้ไม่มีเวลาที่จะมานั่งซึม กินทั้งวัน แล้วก็นั่งดูหนังเศร้า ๆ ไป”
 
เมื่อพบสัญญาณเตือนของโรคซึมเศร้า…
หากเราสามารถจับสัญญาณเตือนของโรคซึมเศร้าได้จากการสังเกตพฤติกรรมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คของคนใกล้ตัว ก่อนอื่นคงต้องดูสภาวะอารมณ์ของเขาด้วยว่าพร้อมจะยอมรับหรือไม่ว่าตัวเองอาจเป็นโรคนี้ และควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการรักษาจะง่ายขึ้นมากหากผู้ป่วยเปิดใจ
คนใกล้ชิดส่วนใหญ่แม้จะห่วง แต่ก็คงเกร็งๆ ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือทำอะไรอย่างไรดี เพราะกลัวว่าจะไปกระตุ้นอาการหรือกระทบกระเทือนจิตใจผู้ป่วย จึงเกิดเป็นคำถามที่มักถูกถามบ่อยที่สุดว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรกันแน่เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวจะเป็นโรคซึมเศร้า
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า ภาวะที่เขาเป็นนี้ไม่ใช่อารมณ์เศร้าธรรมดาหรือแค่จิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะของความผิดปกติหรือพูดง่าย ๆ ว่าเขากำลัง “ป่วย” เช่นเดียวกับอาการป่วยทางกายอื่น ๆ เช่น หากเป็นหวัด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ซึ่งเป็นอาการที่มากับโรค โรคซึมเศร้าก็เช่นเดียวกัน จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเศร้าเสียใจโดยไม่มีสาเหตุ หรือเศร้าจมดิ่งกับสาเหตุที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป เขาห้ามให้ตัวเองไม่เศร้าไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ของความเจ็บป่วย หากคนใกล้ชิดไม่เข้าใจอาการป่วยนี้ ก็จะพาลคิดว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน “ไม่สู้” ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น
สิ่งที่เราสามารถทำได้และแนวทางการปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้า มีดังนี้
 
  1. ให้ความรัก ความใส่ใจ ความอดทน การดูแล และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
  2. แสดงท่าทางที่ผ่อนคลาย สบาย ๆ แต่ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าเราพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกเมื่อ และชี้ให้ผู้ป่วยเห็นข้อดีของตัวเองอยู่เสมอ
  3. หากผู้ป่วยไม่อยากพูดกับใคร ก็ควรปล่อยอิสระบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็คอยสังเกตอารมณ์ของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีอารมณ์แจ่มใสขึ้นบ้าง ก็ควรชวนคุยเรื่องที่เคยสนใจ หรือชวนออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่ผู้ป่วยอยากทำ แต่ต้องไม่เร่งเร้าหรือบังคับจนเกินไป
  4. หากผู้ป่วยพูดในนัยว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ แสดงว่าเขากำลังต้องการคนเข้าใจอย่างมาก ควรเปิดโอกาสให้เขาได้พูดระบายออกมา โดยยังไม่ต้องแสดงความเห็นอะไร เพื่อให้จิตใจผ่อนคลายลงก่อน เพื่อที่พร้อมที่จะรับฟังผู้อื่นมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่เขาไว้วางใจ ซึ่งก็คือผู้ที่รับฟังปัญหาของเขายามที่เขาทุกข์ใจมากที่สุดนั่นเอง
  5. หากต้องพูด ให้เลือกคำพูดที่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ เช่น ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอแย่ขนาดไหนแต่ฉันพร้อมจะเข้าใจเธอตลอดนะ, ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานเธอจะดีขึ้น อดทนไว้นะ และฉันอยู่ตรงนี้กับเธอเสมอ
  6. โรคซึมเศร้ารักษาได้ด้วยการพบแพทย์เพื่อทานยาปรับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลในสมอง และการดูแลตัวเองร่วมด้วย ดังนั้นจึงควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ และคอยดูแลเรื่องการกินทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
  7. เก็บวัตถุอันตรายและมีคมให้ห่างจากมือและสายตาของผู้ป่วย
     และ 4 สิ่งที่เราควรระวังในการปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้า มีดังนี้
  1. ระวังคำพูดต้องห้าม เช่น ร้องไห้ทำไม, เดี๋ยวก็ดีเอง, อย่าคิดมาก, แค่นี้เอง หรือคำเชิงต่อว่าต่อขานอย่าง จะเศร้าไปถึงไหน, เอาแต่เศร้าไม่เหนื่อยบ้างเหรอ เป็นต้น ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า Ignorance คือการปล่อยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าเผชิญเรื่องร้ายอยู่คนเดียว
  2. ระวังการแนะนำให้ไปนั่งสมาธิ ฟังธรรม เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา เนื่องจากโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ไม่ใช่จิตใจ การแนะนำวิธีที่ผิดจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยตีตัวออกห่างเพราะคิดว่าเราไม่เข้าใจเขา
  3. ระวังอย่าแสดงความสงสารหรือเห็นใจจนเกินไป ผู้ป่วยโรคนี้ไม่ได้อยากได้รับการปฏิบัติตัวที่ดีเกินปกติจากคนรอบข้าง เพราะจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระจนต้องถูกประคมประหงมเป็นพิเศษ ให้ปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยเหมือนเดิม แต่หมั่นสังเกตอาการและให้ความเข้าใจ
  4. ระวังอย่ากดดันหรือเร่งรัดผู้ป่วยจนเกินไป เมื่อพบแพทย์และได้รับยาแล้ว อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น


 
อย่ารอให้สายเกินไป
            โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เราใช้กันจนเคยชินทุกวันนี้ทำหน้าที่เสมือนหน้าต่างของจิตใจและสะท้อนสุขภาพจิตของเราได้ คุณคงพบเห็นคนมากมายที่ไม่มีความสุขมักจะใช้สมาร์ทโฟนในการจัดการกับความรู้สึกเชิงลบของตนเอง ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณการใช้โทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ข้อมูลต่าง ๆ บนอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ของคุณบอกอะไรได้มาก เพราะคุณเปิดใจพูดถึงความเครียดที่คุณมีอยู่ผ่านแอปพลิเคชันเหล่านี้ แต่กับจิตแพทย์ที่คุณอาจจะพบเพียงแค่ปีละครั้ง คุณอาจจะบอกหมอได้ว่าคุณไม่เป็นอะไร แต่อินสตาแกรมสามารถจับสัญญาณทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในใจของคุณได้ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับแพทย์ในการประเมินสุขภาพจิตของคุณเช่นกัน  เมื่อรู้เช่นนี้แล้วว่าสภาวะทางจิตใจที่เปลี่ยนไปจะถูกสะท้อนออกมาทางโซเชียลมีเดีย เราสามารถสังเกตบุคคลรอบตัวเราได้ถึงสัญญาณเตือนบางอย่าง และเริ่มเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟังและสอบถามสารทุกข์สุขดิบเขามากขึ้นตามคำแนะนำข้างต้น เพื่อที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนทางอารมณ์แก่คนที่เรารักได้ดียิ่งขึ้น
 
ที่มา:
Instagram Photos Reveal Predictive Markers of Depression โดย Andrew G. Reece และ Christopher M. Danforth
Predicting Depression via Social Media โดย Munmun De Choudhury, Michael Gamon, Scott Counts และ Eric Horvitz
Social Media as a Measurement Tool of Depression in Populations โดย Munmun De Choudhury, Scott Counts และ Eric Horvitz