sook by สสส

พ่อแม่จ๋า ครูจ๋า หนูโดนรังแกบนโลกไซเบอร์

การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโลกออนไลน์ หรือการระรานทางไซเบอร์ตามนิยามของราชบัณฑิตยสถาน เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แม้จะมีทักษะทางเทคโนโลยีที่ดีกว่าผู้ใหญ่ก็ตาม  แต่เด็กและเยาวชนยังไม่รู้เท่าทันถึงผลเสียที่อาจเกิดตามมา ซึ่งการถูกกลั่นแกล้งในลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะซึมเศร้าในเด็ก การแยกตัวออกจากสังคม หรือแม้กระทั่งการคิดทำร้ายตัวเอง

จากงานวิจัยประกอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “บทบาทของสื่อดิจิทัลและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ในกลุ่มเยาวชนไทย แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา” โดยคุณนภาวรรณ อาชาเพ็ชร ซึ่งได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับเยาวชนอายุระหว่าง 13-18 ปี จำนวน 8 คน ใน จ.กรุงเทพฯ และจ.เชียงใหม่ที่โดนรังแกและเป็นผู้รังแกอีกฝ่ายผ่านโลกไซเบอร์  พบว่าในหลายกรณีสาเหตุเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งของเด็กแล้วลามมาถึงการกลั่นแกล้งกันต่อในโลกออนไลน์ พร้อมกับการชักชวนเพื่อนและคนอื่น ๆ ให้มาร่วมกันรังแก โดยมีตั้งแต่การใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอ การแอบอ้างตัวตนหรือใส่ความข้อมูลที่เป็นเท็จทำให้เหยื่อถูกเข้าใจผิด การใช้บัญชีปลอมเพื่อฉ้อโกงเงินหรือสานความสัมพันธ์และหลอกให้อีกฝ่ายกระทำลามกอนาจาร  บางรายถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม ต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ คนเดียว เมื่อฝ่ายที่ถูกกระทำเจอการกลั่นแกล้งลักษณะนี้วน ๆ ซ้ำ ๆ ความเครียดจึงค่อย ๆ ก่อตัวและสั่งสมจนเกิดผลกระทบที่เลวร้ายตามมามากมาย
 
กำแพงแห่งความกลัว.. ที่จะร้องขอความช่วยเหลือ
เด็กและเยาวชนที่เผชิญปัญหาเหล่านี้จากการสัมภาษณ์พบว่า หลายคนมีความคิดที่จะปรึกษาพ่อแม่และครู หลายคนได้ลอง ในขณะที่อีกหลายคนไม่กล้า เพราะกลัวถูกดุด่า คิดว่าผู้ใหญ่ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้และอาจทำให้พวกเขามีปัญหากับคู่กรณีมากขึ้น คนที่ได้ลองปรึกษาบอกว่ารู้สึกคิดผิด เพราะการกระทำของครูหรือคำพูดของผู้ปกครองทำให้สภาวะจิตใจหรือสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก อาทิ “ลูกไปแกล้งอะไรเพื่อนก่อนหล่ะถึงโดนเค้าทำมาแบบนี้” หรือการที่ครูเรียกทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากันเพื่อไกล่เกลี่ยและจบลงที่การบังคับให้เด็กกอดกันเป็นการคืนดี หรือบางกรณีครูก็ตัดสินใจทำโทษทั้งคู่ ทำให้ฝ่ายถูกรังแกยิ่งรู้สึกหมดหวังและมองไม่เห็นทางออกของปัญหา นอกจากต้องจำทนอยู่ในสภาวะจำยอมแบบนี้ต่อไป
 
เริ่มต้นที่การสร้างความไว้วางใจ
พญ.เบญจพร ตันตสูติ เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา และผู้เขียนหนังสือ “เมื่อลูกถูกแกล้ง” เล่าถึงงานวิจัยที่พบว่าพ่อแม่ที่มีความสนิทใกล้ชิด มีความผูกพันทั้งทางกายและใจกับลูก จะทำให้ลูกมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นเมื่อเติบโตขึ้น รวมทั้งเด็กจะเห็นคุณค่าในตัวเอง และเกิดความไว้วางใจ กล้าที่จะพูดคุยกับพ่อแม่ และพร้อมจะขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เมื่อโดนกลั่นแกล้ง รวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกไปแกล้งผู้อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งความไว้ใจเช่นนี้สามารถสร้างได้โดย
  1. การทำกิจกรรมร่วมกัน การผ่านประสบการณ์หลายอย่างไปกับลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่จะพูดคุยกับเขาในเรื่องราวที่เจอในชีวิตประจำวัน
  2. นอกจากจะสอนลูกแล้ว พ่อแม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เพื่อให้ลูกกล้าเล่า กล้าแสดงความเห็น และเมื่อลูกทำผิดพลาด หรือถูกแกล้งแล้วมาเล่าให้ฟัง พ่อแม่ควรจะรับฟังอย่างมีเหตุผลโดยไม่ใช้อารมณ์ เพราะหากพ่อแม่ใช้อารมณ์เสียก่อน อาจจะทำให้ลูกกลัวและไม่กล้าเล่าอะไรให้ฟังอีกเลย
  3. ช่วยกันคิดกับลูกว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เป็นการฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้กับลูกไปในตัวด้วย เพราะการให้เขาคิดเอง ลองแก้ปัญหาเองโดยมีพ่อแม่ให้คำแนะนำบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จะทำให้เขามั่นใจขึ้น หากผลออกมาไม่ดี ก็ยังใช้เป็นบทเรียนให้กับตัวเขาเองด้วย
  4. การสอนให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเองก่อน จากการที่มีพ่อแม่เป็นตัวอย่างในการบอกความรู้สึกเป็นคำพูดง่ายๆ เช่น “แม่โกรธที่ลูกไม่เลิกเล่นเกมตามเวลาที่เราตกลงกันไว้” หรือ “พ่อเหนื่อยมาก วันนี้ที่ทำงานยุ่งมาก” เป็นต้น การสะท้อนความรู้สึกของเด็กออกมาเป็นคำพูดเมื่อเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่ามีคนเข้าใจเขาเมื่อเขาเกิดความรู้สึกใด ๆ ขึ้น เช่น เมื่อลูกดูหน้าบึ้งหลังกลับมาจากโรงเรียน แม่อาจจะพูดว่า “ลูกดูหงุดหงิด มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า” เด็กอาจจะตอบว่า “การบ้านเยอะมากเลยแม่” แม่ก็ควรสะท้อนความรู้สึกลูกออกไปว่า “แม่เข้าใจแล้ว ลูกหงุดหงิดเพราะการบ้านเยอะ” ทำให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกของเขา
  5. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา คืออีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กไม่รู้สึกอยากไปแกล้งใคร พ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกรู้จักความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ และรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น ถือเป็นการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ นอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะเข้าใจว่าการมีความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นไม่ว่าเด็กจะเกิดความรู้สึกด้านใดก็ตาม พ่อแม่ควรยอมรับ ปลอบโยนและให้กำลังใจยามที่ลูกต้องการ เมื่อลูกได้รับการยอมรับและเข้าใจจากคนใกล้ชิด เขาก็จะค่อยๆยอมรับความรู้สึกของอื่น ซึ่งจะนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจด้วยนั่นเอง 

รู้ทันสื่อออนไลน์
นอกจากนั้น หากเด็กโตพอที่จะรับผิดชอบและควบคุมตัวเองในการใช้งานอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนแล้ว พ่อแม่สามารถพูดคุยเรื่องการใช้งานที่เหมาะสม ข้อตกลงและกติกาที่ตั้งไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวลูกเอง และต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย อาทิ
  1. ควบคุมเวลาในการใช้งาน - ควรเริ่มจากการปลูกฝังวินัย การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด โดยควรกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมกับวัยในการเล่นอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ไม่ปล่อยให้ลูกเล่นตามสบายใจโดยไร้กรอบเวลา
  2. คิดก่อนโพสต์ - สอนให้ลูกคิดถึงใจเขาใจเรา และให้เกียรติผู้อื่น หากโพสต์มีการพาดพิงถึงบุคคลอื่น คนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร
  3. ไม่แชร์ข้อมูลส่วนตัว - เช่น การโพสต์รูปบัตรประชาชน บอกวันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งการเช็คอินว่าอยู่ที่ไหนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำข้อมูลเหล่านั้นไปหาผลประโยชน์ในทางผิด ๆ
  4. สอนลูกเรื่อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์แบบคร่าว ๆ - การแชร์เรื่องราวหรือการโพสต์พาดพิงบุคคลอื่นด้วยอารมณ์ชั่ววูบ อาจเป็นการทิ้งประวัติการโพสต์ (หรือ digital footprint) ให้คนที่โดนพาดพิงนำไปฟ้องร้องได้ หรือการแชร์ข้อมูลที่เป็นเท็จเป็นความผิดทางกฎหมาย เป็นต้น
  5. ไม่ล็อคอินทิ้งไว้ - และห้ามบอกพาสเวิร์ดของตัวเองกับคนอื่นไม่ว่าจะสนิทแค่ไหนก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้ในทางเสียหายได้
  6. ระมัดระวังการใช้ wi-fi ในที่สาธารณะ - สอนลูกไม่ให้ใช้ wi-fi เมื่อต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ การสมัครสมาชิกหรือทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะอาจถูกแฮ็คข้อมูลได้ หากจำเป็นต้องทำ ให้ใช้อินเตอร์เน็ตจากมือถือ (3G หรือ 4G)
  7. รู้เท่าทันภัยคุกคามจากอินเตอร์เน็ต - สอนลูกให้รู้วิธีป้องกันตัวเองจากการถูกกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต และการปฏิบัติตัวเมื่อถูกแกล้ง

             

 
ต้องทำอย่างไรดีเมื่อเด็กที่ถูกแกล้งมาปรึกษา
นอกจากบ้านแล้ว เมื่อเด็กถึงวัยเข้าโรงเรียน พวกเขาต้องใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนมากกว่า ครูและเพื่อนจึงมีอิทธิพลในชีวิตของเด็กอย่างมาก ดังนั้นครูจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งพิงเมื่อเด็กมีปัญหา เมื่อมีเหตุการณ์ที่เด็กแกล้งเพื่อนหรือเด็กโดนเพื่อนแกล้ง ทั้งพ่อแม่และครูจะต้องช่วยกัน ไม่ใช่ว่าเรื่องเกิดในโรงเรียนแล้วพ่อแม่ให้เด็กไปแจ้งครู เพราะการไม่แก้ปัญหาร่วมกันตั้งแต่แรก และความไม่เข้าใจในตัวเด็ก อาจส่งผลให้ปัญหารุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นเมื่อเด็กคนหนึ่งเดินมาบอกว่าโดนแกล้ง ทั้งพ่อแม่และครูควรปฏิบัติตัวดังนี้
  1. ทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย โดยการให้เด็กได้เล่า ได้ระบายความรู้สึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และผู้ใหญ่ต้องตั้งใจฟัง พยักหน้ารับ และสบตากับเด็กเป็นระยะ เพื่อเป็นการบอกให้เขารู้ว่าเรากำลังสนใจและใส่ใจในเรื่องที่เขาเล่า และควรใช้คำพูดสะท้อนความรู้สึกที่เหมาะสม นอกจากนั้นยังต้องรับฟังว่าเขาอยากแก้ปัญหานี้อย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความคิด เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้เขา พร้อมบอกเขาว่าสามารถมาคุยกันได้เสมอกับทั้งพ่อแม่และครู
  2. ในส่วนของพ่อแม่ บางกรณีก็ควรคุยกับครูถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และหาทางออกร่วมกัน ครูเองก็ควรจะมีส่วนร่วมจัดการกับปัญหาโดยการคุยกับเด็กที่เป็นคนแกล้งและผู้ปกครองของเด็กคนนั้น หรือบางครั้งอาจจะต้องนำทุกฝ่ายมาเจรจาร่วมกัน หากการกลั่นแกล้งนั้นมีความรุนแรงและมีผลระทบกับตัวเด็กมาก
  3. คิดก่อนแสดงความเห็นหรือพูดอะไรออกไป เพราะสิ่งที่เด็กต้องการคือความเข้าใจ และคนรับฟังความรู้สึกของเขา แม้พ่อแม่หรือครูจะรู้ว่าเด็กมีข้อบกพร่องบางอย่างที่อาจทำให้เขาถูกแกล้งและเป็นสิ่งที่เขาควรปรับปรุง แต่ก็ไม่ควรยกเรื่องนี้มาพูดเป็นสิ่งแรกในเวลาที่เด็กกำลังรู้สึกเจ็บปวดกับการโดนแกล้ง ดังนั้นสิ่งที่ควรพูด คือคำถามที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ เช่น ถูกเพื่อนแกล้งยังไงบ้าง เจ็บตรงไหน, ถ้าพร้อมจะเล่ารายละเอียดเมื่อไหร่ พ่อแม่พร้อมฟังเสมอ หรือ ลูกอยากแก้ไขเรื่องนี้ยังไง มาช่วยกันคิดดีไหม เป็นต้น
  4. เลี่ยงประโยคเหล่านี้ เพราะอาจทำให้เด็กรู้สึกแย่จนไม่อยากมาเล่าอะไรให้พ่อแม่หรือครูฟังอีกเลย
“ไปทำอะไรเขาก่อนละ เขาถึงได้แกล้ง”
“มาบอกพ่อแม่ทำไม ไปบอกครูสิ”
“ไม่มีอะไรหรอก เด็ก ๆ ก็เล่นกันแบบนี้แหละ”
“อดทนสิ คนอื่นที่ลำบากกว่าเรามีเยอะแยะ”
“สมัยก่อนพ่อแม่/ครู โดนมากกว่านี้อีก ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย"

 
พ่อแม่หรือครูไม่ควรตัดสินว่าเรื่องการแกล้งกันในโรงเรียนเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะการที่เด็กมาเล่าให้ฟัง หมายความว่าปัญหาเหล่านี้ คือเรื่องใหญ่สำหรับเขา และเขาต้องการความช่วยเหลือจากคนที่เขาไว้ใจ รับฟังและสามารถช่วยเขาได้
 
ภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะปกป้องเด็กจากการไปแกล้งคนอื่นหรือถูกคนอื่นแกล้ง ก็คือการตระหนักรู้ถึงคุณค่าในตัวเองและความเห็นอกเห็นใจในตัวผู้อื่น เพราะคนที่มองเห็นคุณค่าและมีความภูมิใจในตัวเอง จะไม่อายหรือเกรงกลัวเมื่อต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรจะปลูกฝังตั้งแต่เล็กร่วมกับการเลี้ยงดูด้วยความรัก ความเข้าใจ การเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดนั่นเอง