sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

สื่อสารดี ครอบครัวมีสุข

ในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าครอบครัวที่อยู่ดีมีสุข คือต้องมีเงิน หรือมีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ผลวิจัยทั่วโลกกลับยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวที่อยู่ดีมีสุข เริ่มต้นจากการมี ‘การสื่อสารที่ดี’ ก่อนเป็นอันดับแรก การสื่อสารจึงเป็นหัวใจสำคัญของคำว่าสัมพันธภาพ แต่จะสื่อสารแบบไหน จึงจะเข้าข่ายว่าดี?

เคารพกัน จริงใจ ไม่ทำร้ายความรู้สึก
ผศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ นักวิชาการจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัย มหิดล บอกว่า “ก่อนที่จะพูดหรือสื่อสารอะไรออกไป ให้คำนึงถึงความรู้สึกของคนฟัง นั่นคือวัตถุประสงค์สำคัญของการสื่อสาร คำว่าจริงใจ ไม่ได้แปลว่าต้องพูดทุกเรื่อง ถ้าพูดไปแล้วเรื่องนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น แม่ไม่สบาย ป่วยหนัก เราไม่จำเป็นต้องบอกอาการทั้งหมดกับแม่ แค่เข้าไปกอด เข้าไปแสดงความรักความห่วงใยก็ได้” นอกจากนี้ ความสุภาพ อ่อนโยน เคารพซึ่งกันและกัน ก็เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ละเลยไม่ได้ คุณสุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทรักลูกกรุ๊ปที่ทำงานสื่อสารเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและครอบครัวมากว่า 30 ปี ก็เสริมว่า ไม่ใช่ว่าลูกต้องเคารพพ่อแม่อย่างเดียว พ่อแม่เองก็ต้องเคารพลูกเหมือนกัน “เวลาเราเหนื่อยๆ แล้วโกรธลูก ก็เคยหลุดปากไปว่า ทำอย่างงี้ได้ไง เคยรู้มั้ยว่าแม่เหนื่อยแค่ไหน แต่พอได้สติ เราก็ไปขอโทษว่าแม่ไม่ควรจะมาลำเลิกลูกแบบนี้ แต่ที่พูดไปก็เพราะความโกรธ แต่สิ่งที่อยากจะพูด ก็คือว่าเรามาช่วยกันดีกว่าว่าอย่าทำให้มันเกิดปัญหาแบบนี้อีก” “เพราะถ้าเราเคารพลูก ลูกก็จะเคารพเรา เวลาเขาอยากจะพูดอะไรกับเรา เขาก็ต้องคิดก่อน จะไม่จู่ๆ มาโพล่งใส่พ่อแม่”
เล่าสู่กันฟัง สัมพันธ์แนบแน่น
คุณสุภาวดีเสริมว่า ในแต่ละวัน ตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น การสื่อสารจะทำให้สมาชิกในครอบครัวได้เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกัน “อย่างสามีภรรยาเวลาไปทำงาน ต่างคนต่างเจอคนใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ การเล่าสู่กันฟังก็เพื่อให้รู้ว่าฉันมีข้อมูลเข้ามาแบบนี้ ซึ่งมันจะเปลี่ยนความคิดเราไปแล้วนะ ยิ่งถ้าคนหนึ่งอยู่บ้าน อีกคนไปทำงาน มันจะยิ่งแล้วไปใหญ่ แต่ถ้าได้สื่อสารกัน มันก็จะตามกันทัน มีความรู้ ความเข้าใจในระดับเดียวกัน ได้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร รู้สึกอย่างไร “แล้วไม่ใช่แค่สามี-ภรรยา กับลูกเต้าก็เหมือนกัน การคุยกับลูก เอาเรื่องที่เรารู้สึกว่าเอ๊ะ! มาชวนคิด ชวนคุย หรืออะไรที่รู้สึกว่าอันนี้ดี เอามาเล่า ก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กันได้” “คนที่บอกว่ามี gap ก็อาจจะเพราะอัพเดทกันไม่พอ”
ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำพูด
แต่การสื่อสารก็ไม่ได้หมายถึง ‘การพูด’ เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทรงพลังกว่าสำหรับเด็กก็คือ “การทำให้เห็น’ เรื่องนี้ดร.วิมลทิพย์ยืนยันว่า “เด็กเล็กก่อนถึงวัยอนุบาล เขายังไม่รู้จักคำว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ไม่รู้จักคำว่า ‘อย่า’ หรือ ‘ไม่’ แต่เขาจะบันทึกทุกอย่างที่พ่อแม่ทำให้เห็น เข้าไปในลิ้นชักสมองโดยอัตโนมัติ เวลาเจอเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับที่เคยเจอมา เขาจะดึงเอาข้อมูลในลิ้นชักเหล่านี้มาเทียบ เพื่อตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อ นี่เลยเป็นคำตอบว่าทำไมเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ถึงไปส่งต่อความรุนแรงให้คนอื่น เพราะข้อมูลที่เขาเก็บไว้มันมีแต่ความรุนแรง มันก็ไม่มีตัวแบบให้เขาตัดสินใจดีไปได้”
คำพูดพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ
“คำว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้มีความหมายในเชิงไสยศาสตร์ แต่ในทางการแพทย์ มันคือการฝังความคิดนี้เข้าไปในสมอง ในระบบประสาท” คุณสุภาวดีขยายความ “ถ้าพ่อแม่เอาแต่ด่าลูกว่าไอ้โง่ ไอ้ควาย สอนเท่าไรก็ไม่จำ ต่อให้มีข้อมูลอะไรใหม่ๆ เข้ามา เด็กก็ยังติดอยู่กับคำว่าฉันโง่ เพราะแม่ก็ยังบอกว่าฉันควายอยู่เลย
“เวลาพูดเรื่องการสื่อสารจึงไม่ใช่แค่เพื่อสร้างความเข้าใจ แต่มันคือการยกระดับความคิดของแต่ละฝ่ายขึ้นไปด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นการสื่อสารทางลบ มันก็เป็นการกดระดับความคิดให้ตกต่ำ”
สิ่งสำคัญที่ต้องบอกให้ลูกรู้
คุณสุภาวดีย้ำว่าสิ่งที่จะสร้างเป็น self esteem หรือความนับถือตัวเองให้กับเด็ก เกิดจากการสื่อสารของพ่อแม่ หรือใครสักคนในครอบครัว ที่จะทำให้เขารู้สึกว่า ‘เป็นที่รัก’ บอกว่าเขา ‘เป็นคนดีได้’ และเป็น ‘คนที่มีศักยภาพ’ ดร.วิมลทิพย์ เสริมในประเด็นนี้ว่า“สำหรับเด็ก มันต้องมีอะไรที่บอกได้ว่า เรารัก เราเห็นคุณค่าเขานะ เราจะอยู่เคียงข้างเขาในทุกวาระของชีวิต ให้เขารู้สึกว่าเมื่อไรก็ตามที่มีเรื่อง ไม่ว่าจะร้ายหรือดี จะมีแม่หรือพ่ออยู่เคียงข้างเสมอ”นอกจากคำพูดแล้ว การสัมผัสทางกาย การกอด การใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็นับเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
“มันคือการมองเห็นและเลียนแบบ ขอแค่ถึงอายุ 12 ปี ตรงนี้เป็นช่วงเวลาทองที่พ่อแม่ควรทุ่มเทเต็มที่ แล้วหลังจากนี้ที่ลูกไปไหนลับตา เราจะวางใจได้เลยว่าเขาจะไม่ไปทำอะไรไม่ดี เพราะครอบครัวที่สร้างฐานมาดี ต่อให้เด็กจะไปทำอะไรแผลงๆ ความยั้งคิดของเขาจะมี ความรู้สึกว่า เดี๋ยวพ่อแม่เสียใจ มันจะเบรกเขาไว้ไม่ให้ทำอะไรที่ล้ำเส้น” “ซึ่งคำว่าครอบครัวในที่นี้ เป็นใครก็ได้ จะเป็นพี่ป้าน้าอาก็ได้ แต่ขอให้มีใครสักคนที่เด็กรู้สึกอุ่นใจว่าคนๆ นี้รักเขาแบบไม่มีเงื่อนไข”
กับดักของคำชม...ชมแบบไหน ไม่เหลิง
แต่ในอีกมุมของการสื่อสารเชิงบวก คุณสุภาวดีก็เตือนว่าต้องระวังผลกระทบที่คาดไม่ถึงด้วยเช่นกัน “การชมตะบี้ตะบัน อะไรก็ดีไปหมด ลึกๆ เด็กก็รู้ว่าไม่จริง แต่ก็ชอบ มันก็จะกลายเป็นการสร้างนิสัยว่าข้างหลังไม่เป็นไร เอาข้างหน้าไว้ก่อน“ในเชิงจิตวิทยา มันก็มีเทคนิค เช่น การชม 3 ท่อน เด็กคนนี้ยกน้ำมาให้ แทนที่จะบอกว่า “น่ารักมาก หนูเป็นเด็กดี” ซึ่งคำว่าดีแปลว่าอะไรไม่รู้ ก็ให้บอกไปเลยว่า “น่ารักมากเลย ที่ช่วยยกน้ำมาให้ หนูเป็นคนมีน้ำใจ” “น่ารักมากก็คือท่อนชม ท่อนพฤติกรรมก็คือสิ่งที่เขาทำ แล้วก็ท่อนคุณลักษณะคือมีน้ำใจ ซึ่งมันจะทำให้เด็กบอกกับตัวเองได้ว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจ”
ช่องว่างระหว่างวัย คุยกันไม่รู้เรื่อง?
หลายๆ ครอบครัวโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกวัยรุ่น พ่อแม่มักจะประสบปัญหาว่าลูกไม่เชื่อฟัง หรือปิดกั้นการสื่อสาร กับพ่อแม่ ในกรณีแบบนี้ ควรทำอย่างไร ...คุณสุภาวดีแนะนำว่า“ก่อนอื่น พ่อแม่ต้องเลิกพูดประโยคมาตรฐาน ก็คือ การบ้านมีมั้ย กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง เพราะสำหรับเด็ก โลกเขากว้างไปกว่านี้ตั้งเยอะ เช่น เขาไปเล่นเกมกัน แม่ไม่รู้เรื่อง แล้วแม่ก็ไม่รับด้วย หรือเพื่อนเขามีปัญหา แม่ก็บอกว่าอย่าไปยุ่ง ไม่ใช่เรื่องของเด็ก นั่นจะทำให้เขายิ่งไม่อยากคุย พ่อแม่ก็ต้องเปิดใจกว้างๆ ลองชวนเขาคุยว่าปัญหาของเพื่อนคืออะไร ลูกคิดว่าเราจะช่วยเขาได้ยังไง เข้าไปเป็นพวกเดียวกับเขา” “แต่กับวัยรุ่น ก็ต้องยอมรับว่าบางที เขาก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เราไม่อาจจะเข้าไปวุ่นวายกับเขาได้ทุกเรื่อง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องปล่อยเขาไป แต่ถ้าสร้างฐานเอาไว้ดี ถ้ามีเรื่องที่เกินกำลัง เขาก็จะมาปรึกษา อาจจะมีบ้างว่าพูดแล้วพ่อแม่จะโกรธมั้ย แต่ในที่สุดก็จะพูด ไม่โกหก”
คนแก่ขี้บ่น เพราะกังวลในใจ
ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การสื่อสารกับผู้สูงวัยในบ้านก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ คุณสุภาวดีอธิบายว่า “ลึกๆ คนแก่ทุกคนจะมีความรู้สึกไม่มั่นคง มีความกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ว่าจะมีใครเหลืออยู่บ้าง เอาง่ายๆ ตอนอายุ 40 จะเดินยังไงก็เดินได้ แต่อายุ 65 จะเดินลงบันได ต้องเกาะบันได” “พอเกิดภาวะอย่างนี้ มันก็จะสะท้อนออกมา เจอหน้าลูกก็จะบ่น เป็นนู่นเป็นนี่ ป่วยนั่นป่วยนี่ ทั้งๆ ที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นหนักเท่าที่พูด แต่เพราะเขาต้องการการพึ่งพา แต่พอส่งเสียงออกไป ก็อาจจะกลายเป็นความน่ารำคาญ” “ในมุมผู้สูงวัยเอง ก็ต้องตั้งสติ ข้อดีคือพอมีประสบการณ์ชีวิตเยอะ รู้ว่าอย่างนี้แล้วจะไปอย่างนี้ต่อ พอจับกฏเกณฑ์ชีวิตได้ ก็ต้องรู้เท่าทันตัวเอง ส่วนลูกหลานก็ต้องเข้าใจ ด้วยความกังวลในใจ บวกกับความเสื่อมทางร่างกายก็อาจจะทำให้ศักยภาพหลายๆ อย่างของพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายลดลง”
เทคโนโลยี ใช้ดีๆ ก็มีประโยชน์(นะ)
ในโลกที่หมุนไว เต็มไปด้วยเทคโนโลยี หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้การสื่อสารระหว่างกันมีปัญหา เพราะคนเอาแต่ก้มหน้าอยู่แต่กับหน้าจอ คุณสุภาวดีให้มุมมองในประเด็นนี้ว่า “เราพูดกันบ่อย เรื่องเด็กติดมือถือ แต่เวลามอง เราอยากให้มองภาพใหญ่ มันก็ไม่ใช่แค่มือถืออย่างเดียว แต่วิถีชีวิตทั้งหมดมันถูกปรับไปแล้ว ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี มันเข้ามาล้อมเราไว้หมด ซึ่งเราต้องทำให้สมาชิกในครอบครัวเราเข้มแข็งและเท่าทัน “มี รปภ.ที่ร้านอาหารอยู่คนนึงที่เจอกันบ่อยๆ แกชอบคุยโทรศัพท์ ปรากฏว่าแกคุยกับลูก ลูกอยู่ต่างจังหวัด แต่คุยโทรศัพท์กันทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง บางทีลูกร้องเพลงให้ฟัง แกก็ฟัง แล้วก็ชมลูกไป แบบนี้ เด็กจะไม่ค่อยขาด อยู่บ้านมียายย่าคอยอุ้ม ถึงพ่อแยกมาทำงาน แต่ก็สื่อสารกันตลอด ถือว่าโอเค ก็คือปรับตัวไปตามสภาพ”
“เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ จะบวกหรือลบ ก็อยู่ที่เราใช้ บ้านที่สร้างสายสัมพันธ์ไว้ดี ก็จะใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร บางทีดีด้วยซ้ำไป เพราะพูดกันต่อหน้าอาจจะไม่กล้า ใช้วิธีเขียน มันก็ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ใช้เลย แล้วไม่มีปฏิสัมพันธ์ชนิดอื่น มันก็ไม่มีความหมายเหมือนกัน”
ถ้าครอบครัวคือเป้าหมาย สื่อสารอย่างไร ไม่ใช่เรื่องยาก
“ในโลกสมัยใหม่ พ่อแม่ยิ่งต้องตั้งเป้าให้ชัดว่า เราจะพาลูกไปไหน เพราะถ้าเป้าหมายชัด เราจะใช้ทุกวิธีที่จะพาให้ครอบครัวไปถึงจุดนั้น เช่น บางคนบอกว่าฉันต้องมีเงิน เพราะฉันยากจน แต่ฉันจะไม่ทิ้งลูก ก็โอเค สมมติต้องแยกจากครอบครัว เพื่อไปทำงานหาเงิน มันก็ต้องกลับมาคิดเรื่องนี้ ว่าอะไรที่ต้องแลก จะยอมแลกหรือเปล่า”

“เป้าหมายแต่ละบ้านอาจจะไม่เหมือนกัน มันไม่มีถูกผิด แต่ต้องมีเพื่อเป็นแกนยึดเหนี่ยวของครอบครัว แต่ถ้าเป้าหมายไม่ชัด ตัวอื่นจะเกิดยาก การพูดคุยสื่อสาร หรือกินข้าวด้วยกัน มันก็จะเป็นแค่เทคนิค แต่ถ้าครอบครัวเห็นในทิศทางเดียวกัน เราก็จะเห็นเองว่าเราจะเดินไปทางไหน แล้วการสื่อสารก็จะเป็นเครื่องมือพาไปให้ถึงจุดนั้น ดร.วิมลทิพย์เสริมว่า...“ถ้าเราเข้าใจว่าครอบครัวมีความหมายแค่ไหนกับชีวิต มันก็จะเข้าใจได้เองว่า เรื่องไหน อย่าพูด อย่าทำ ใช้ความเมตตา เข้าใจ เป็นหลัก แล้วถึงแม้ว่าเราจะทำอะไรผิดพลาด เราก็จะไปขอโทษ เพื่อทำให้สัมพันธภาพกลับมาเหมือนเดิม”

ในโลกที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 หลายคนมองว่า ‘การสื่อสาร’ กลายเป็นเรื่องยากและซับซ้อน เทคโนโลยีเกี่ยวกับสื่อสารที่ไหลบ่าเข้ามากลับจะยิ่งถ่างให้ช่องว่างของคนในครอบครัวห่างกันออกไปมากขึ้นนั้น...หากสมาชิกในครอบครัวให้ความสำคัญกับ ‘สัมพันธภาพ’ เป็นหลัก และตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และเคารพในกันและกัน ‘การสื่อสาร’ ก็จะเป็นเครื่องมือในการกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
หลังจากอ่านบทความจบแล้ว ลองไปทำแบบทดสอบกันดูสิว่า เราสื่อสารได้ดีพอรึยัง? คลิกเลย http://bit.ly/2EaLTCX