sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

โกรธอย่างไร…บ้านไม่บึ้ม

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกครอบครัวจะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่ง มีอาการหงุดหงิดรำคาญใจคนร่วมบ้าน จนนำไปสู่อารมณ์โกรธ บางครั้งก็กลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง บางทีก็กลายเป็นอาการบึ้งตึงต่อกัน ลองมาดูสารพันตัวอย่างเหตุการณ์จุดชนวน รวมถึงวิธีการจัดการความโกรธของแต่ละบ้านที่อาจจะคล้ายหรือต่างจากบ้านเรา

นิสัยใครนิสัยมัน บังคับกันไม่ได้
“โกรธกับพี่สาวบ่อยๆ เพราะนิสัยส่วนตัวบางอย่างเข้ากันไม่ได้ พี่สาวจะเจ้ากี้เจ้าการ เช่น ต้องวางของในบ้านตามที่เขากำหนดไว้เท่านั้น ถ้าเราวางผิดตำแหน่งไปต้องลุกขึ้นมาวางใหม่เดี๋ยวนี้ พอยิ่งถูกบังคับก็ยิ่งหงุดหงิดไม่อยากทำ สุดท้ายก็โกรธกันทั้งสองฝ่าย ส่วนใหญ่ก็จะไม่พูดกันไปประมาณวันนึง แต่มันก็จะมีเหตุให้ต้องกลับมาคุยกันทุกที”
(คุณมายด์, 22 ปี, นักศึกษา)
ดุเกินไป เล่นใหญ่เกินเรื่อง “บางครั้งเราห้ามพ่อแม่ไม่ให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะชอบเชื่อข่าวที่มันดูเป็นไม่จริงตามโซเชียลมีเดีย แต่เขาไม่เชื่อเรา ก็จะเผลอลืมตัวไปดุเขา ทั้งที่พ่อแม่โกรธเรายากมาก แต่เราโกรธหรือหงุดหงิดเขาบ่อยเหมือนกัน บางครั้งก็ขอโทษ บางครั้งก็เนียนๆ กันไป”
(คุณฮิม, 30 ปี, พนักงานบริษัท)
ดับไฟไม่ทัน แยกกันไปเลยดีกว่า
“ที่บ้านมีญาติหลายคน มีคนหลายวัย เลือกเข้าข้างกัน หลายๆ ครั้งรู้สึกไม่แฟร์ เช่น เราทำงานอยู่ต่างจังหวัดเป็นหลัก น้องเลยใช้ห้องเราแบบไม่ได้ขอ เรากลับมาไม่มีที่นอน แต่คนในบ้านไม่คิดว่าน้องผิด เราไม่อยากโมโห ก็เลยตัดปัญหาให้จบๆ ออกไปหาที่นอนเอง เจอกันน้อยลงหน่อย แต่ไม่ต้องคอยทะเลาะกัน”
(กุ๊ก, 35 ปี, ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน)
ชักสีหน้าและขึ้นเสียง เถียงอย่างไม่สิ้นสุด
“คนแก่ก็ไม่ได้ใจเย็นเสมอไป ถ้าลูกขึ้นเสียงหรือชักสีหน้าใส่ อารมณ์ก็จะยิ่งขึ้น คราวนี้ลงไม่ได้ ต่อให้รู้ว่าลูกกำลังพยายามอธิบาย แต่ถ้าเขาพูดแบบเสียงเขียวก็ไม่อยากฟัง บางครั้งหลุดปากเถียงไปเพื่อให้เขาหยุด แต่ไปกันใหญ่ ไม่มีใครหยุดเลยจนต้องมาร้องห่มร้องไห้กัน”
(คุณนง, 63 ปี, แม่บ้าน)
ยังมีปัญหาอีกร้อยแปดที่เกิดขึ้นกับแต่ละบ้าน ซึ่งสาเหตุของความโกรธในแต่ละครอบครัว ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่เรื่องของ “เนื้อหา” แต่เป็นเพราะว่ายิ่งเราใกล้ชิดผูกพันกับใคร เรามักจะกล้าแสดงออกทางอารมณ์ต่อเรื่องต่างๆ อย่างเป็นตัวเองและรุนแรงมากกว่าคนอื่น แต่...จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถ “ยับยั้ง” หรือ “หลีกเลี่ยง” ไม่ให้ความโกรธในแต่ละวัน แปรสภาพไปเป็นปัญหาครอบครัว
--------------------------------------
“เหมือนเราช่วยเด็กที่ติดในถ้ำ
เราต้องมีออกซิเจนเพียงพอก่อนที่จะลุยเข้าไป
ปัญหาอยู่ที่เดิม แต่เรามีพลัง มีทักษะที่พร้อมจะรับมือ”

อ.นริศ มณีขาว วิทยากรผู้ให้คำปรึกษาด้านการสื่อสารสร้างสันติ ณ บ้านใส่ใจ (www.carefor.org) ให้มุมมองในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจถึงจุดเริ่มต้นที่เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า “ความโกรธเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน” ไม่จำเป็นต้องหลีกหนีความโกรธเสมอไป เพียงแค่ต้องเรียนรู้และพร้อมจัดการ
“ความโกรธ เป็นความรู้สึกที่มีคุณค่ากับมนุษย์ เพราะเป็นปฏิกิริยาที่เราต้องการปกป้องตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย มีสองโหมดให้เลือกคือโกรธแล้วสู้ หรือโกรธแล้วหนี การจัดการอารมณ์โกรธของคนในครอบครัวจึงอาจไม่มีผิดหรือถูก แต่ขึ้นอยู่กับว่าวิธีนั้นช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไปได้ไหม เรารู้จักคนในบ้านเราดีกว่าใคร ลองใช้จุดแข็งข้อนี้มาทลายจุดอ่อน หาทางตอบโจทย์ที่พอดีต่อกัน และสิ่งสำคัญต้องรู้จักตัวเอง”
รู้เท่าทันพื้นฐานของความโกรธ
“พื้นฐานของความโกรธมักเกิดจากความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง, การถูกล้ำเส้นหรือคุกคามทางเวลา ความคิด หรือแม้กระทั่งสิ่งของ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะตีความว่าถูกล้ำเส้นโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจ เช่น พ่อแม่ชวนลูกไปทำกิจกรรมครอบครัวอย่างฉุกละหุก แต่ลูกไม่ว่าง ลูกก็รู้สึกว่าถูกล้ำเส้นเรื่องเวลา ทำไมพ่อแม่ไม่ถามก่อน
ยอมรับความรู้สึก มองให้ลึกถึงสิ่งที่ต้องการ ให้เวลาไตร่ตรอง แล้วค่อยแสดงออกกลับไป
“เวลาที่มีความรู้สึกทางลบเกิดขึ้น เราต้องยอมรับก่อนว่าเรารู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ แล้วนึกดูว่าสิ่งที่มากระตุ้นเราคืออะไร เช่น เถียงกันเรื่องแม่เชื่อเรื่องยาวิเศษรักษาโรค เราโกรธเพราะอะไร ? เพราะเราอยากให้แม่ดูแลสุขภาพให้ถูกต้อง จากนั้นลองคิดว่าแล้วสิ่งที่แม่ต้องการคืออะไร ? แม่อยากหาข้อมูลดูแลตัวเองเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระต่อเราหรืออยากจะมาแบ่งปันเราอีกด้วย เราจะพบว่าต่างมีเจตนาดีต่อกัน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตัวกระตุ้น เราจะคุ้นเคยกับการเลือกอารมณ์โกรธเป็นทางระบายออก หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การมีเวลาไตร่ตรองสักนิด อย่าทำตามความเคยชิน แล้วจะพบว่าเราสามารถเลือกคำพูด เลือกการแสดงออกที่ดีกว่านี้ได้ เปรียบเหมือนกับเราต้องดูแลตัวเองให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานความสุขของตัวเราเองที่ส่งผลถึงคนในครอบครัวด้วย” อ.นริศ กล่าวทิ้งท้าย
เทคนิคขั้นต้นเมื่อเผชิญความโกรธ ‘เฉพาะหน้า’
-หายใจลึก หายใจยาว
-นับ 1-10 หรือนับ 1-100
-จิบน้ำเย็น
-อมหรือจิบน้ำอุ่น จะทำให้ลิ้นผ่อนคลายส่งผลต่อสีหน้า
-ขอเวลานอก เช่น การพักล้างหน้า ช่วยให้ระบบประสาทคืนสู่ภาวะปกติ ได้หยุดพูด หยุดคิดว่าเมื่อครู่ได้พูดอะไรออกไปในช่วงที่สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงานรุนแรง
--------------------------------------
“บ้านไม่ใช่ศาลยุติธรรม เราไม่ใช่ทนายความ ไม่ต้องมาเถียงกันเพื่อหาคนถูกผิด
แทนที่เราจะยืนฝั่งเราแล้วบอกว่าฝั่งเขาไม่ถูก
ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราจะเปลี่ยนความคิดเพราะคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งไหม
อยากปรับเปลี่ยนให้ได้ดั่งใจ ก็ต้องเข้าไปในใจของเขา”

ผศ.พญ.ศุภรา เชาว์ปรีชา จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Mind and Mood Clinic) ให้นิยามถึงความโกรธที่เกิดขึ้นในแต่ละครอบครัวไว้ในแนวทางเดียวกันว่าความโกรธ “ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม” แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของกันและกัน โดยควบคุมไม่ให้ไปสู่การทำร้ายหรือทำลาย

“ พูดเรื่องนี้ทีไรเป็นเรื่องทุกที”

อยากให้ทุกครอบครัวเข้าใจก่อนว่าอารมณ์โกรธเป็นสิ่งที่มาแล้วไป เหมือนอากาศบางช่วงร้อนจัด แต่สักพักก็มีลมเย็นผ่านมา มันไม่ได้คงอยู่อย่างนั้นตลอดไป และคุณหมอศุภราได้ให้คำแนะนำสำหรับลองปรับใช้ เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น แล้วเราจะพบว่ามีอยู่ไม่กี่ประเด็นที่คนในครอบครัวจะโกรธกันซ้ำๆ ในเรื่องเดิม
1.หา “ประเด็น” ให้เจอว่าคืออะไร ?
2.หากเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยงประเด็นสนทนานั้น
3.หากเลี่ยงไม่ทันหรือสถานการณ์บีบบังคับ ลองหาทางออกร่วมกัน พยายามอย่าหลงหรือเพิ่มประเด็น เช่น “ทำเสียงแบบนี้หมายความว่าไง ?” รวมถึงอย่าลากยาวไปถึงเรื่องอดีตหรือสิ่งที่ยังไม่มาถึง เพราะจะทำให้เรื่องตั้งต้นในการโกรธถูกบิดเบือนไป
4.บรรยากาศในการพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเหนื่อยล้าอย่าฝืนพูดคุย ต่างจะเสียการควบคุมอารมณ์
5.เราเคยพูดอะไรในครั้งก่อนแล้วเป็นเรื่อง ? ลองปรับการใช้ภาษาใหม่ในบทสนทนาเดิม
6.ฝึกสังเกตร่างกายตัวเอง เหมือนกับอุณหภูมิน้ำจากศูนย์ เริ่มร้อน และกำลังจะเดือด ต้องตามให้ทันว่าเราอยู่ที่จุดไหนแล้ว และใช้การผ่อนคลายทางร่างกาย เช่น ถ้าเริ่มจะเสียงแข็งให้สูดหายใจลึกๆ เข้ามาช่วย อย่าปล่อยให้ถึงจุดเดือดเสียก่อน
7.นำตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นก่อน ขอเวลานอก หรือเบี่ยงเบนความสนใจอย่างเหมาะสม แต่ต้องอย่าทำให้กลายเป็นสิ่งเร้าให้คู่สนทนายิ่งไม่พอใจ เช่น เขาต้องการพูดให้เราฟัง แต่เราเดินหนีไป
8.พยายามยับยั้งชั่งใจ เช่น “เป็นไปได้ไหมว่าเขากำลังเข้าใจบางอย่างผิดอยู่ เขาไม่ได้ตั้งใจพูดไม่ดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายในการย้ายจุดโฟกัสจากตัวเองไปที่อีกฝ่าย ในขณะที่กำลังจะเกิดอารมณ์โกรธ แต่เราสามารถลองฝึกฝนได้
9.หากหยุดยั้งความโกรธไว้ไม่ได้ ทางเลือกคือการแสดงความโกรธอย่างสร้างสรรค์ พยายามแยกแยะไม่ให้อารมณ์โกรธส่งผลต่อพฤติกรรมที่จะทำร้ายกันทั้งคำพูด ทางกาย หรือทางใจ เราโกรธกันในระดับสถานการณ์ ไม่ใช่ในระดับตัวตน ความรักที่มีต่อกันยังคงมีอยู่

คุณหมอศุภรา ขยายความถึงการยับยั้งความโกรธไม่ให้บานปลาย ด้วยการปรับเปลี่ยนมุมมอง เพราะยิ่งเราเปิดมุมมองรับฟังคนอื่น เราจะโกรธน้อยลง “เราต้องยอมรับว่าถึงจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ต่างก็มีความคิด ความเชื่อ วิธีการในการใช้ชีวิตที่ต่างกัน สิ่งที่ควรเรียนรู้คือ ‘การรับฟังโดยไม่ตัดสิน’ เพราะว่าบ้านไม่ใช่ศาลยุติธรรม เราไม่ใช่ทนายความ ไม่ต้องมาเถียงกันเพื่อหาคนถูกผิด แทนที่เราจะยืนฝั่งเราแล้วบอกว่าฝั่งเขาไม่ถูก ลองนึกถึงตัวเองดูว่า ถ้าเป็นเรา เราจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำจากการโต้เถียงของคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งไหม เราจะเปลี่ยนใจต่อเมื่อรู้สึกถึงสิ่งนั้นจากข้างในใจของเรา ดังนั้นทางเลือกในการพูดคุยเพื่อยับยั้งความรุนแรงคือการ ‘ชวนคิด-ชวนคุย’ เพื่อสำรวจหาสิ่งที่คู่สนทนาของเราต้องการ ตั้งคำถาม รับฟังคำตอบ เพื่อลองเข้าไปอยู่ในโลกของเขา แล้วเพิ่มเติมมุมมองที่เราอยากบอกเข้าไปให้เหมาะสมด้วยความเคารพต่อกันแบบที่เราอยากให้เขาเคารพเรา” “เป็นธรรมชาติของคนเราที่อยากชนะ อยากมีที่ยืน และอยากให้คนมายืนอยู่ข้างเรา แต่ลองคิดดูว่าเราอยากชนะไปเพื่ออะไร ? ถ้าเขาไม่เชื่อเรา ไม่ทำตามที่เราบอก แต่มันไม่ส่งผลร้ายต่อเขา ถ้าเรายังโกรธ เท่ากับว่ามันกลายเป็นปัญหาของเรา เราควรเริ่มจากเข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง”
การจัดการความโกรธในครอบครัว คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และเริ่มต้นจากตัวเรา
“แทนที่จะโฟกัสว่าจะทำอย่างไรไม่ให้โกรธ ลองโฟกัสไปที่เราจะสร้างความสุขระหว่างกัน ลองสร้างประเด็นสนทนาที่หลากหลาย เรื่องไหนเป็นเรื่องที่คุยหรือทำร่วมกันแล้วรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่มีคุณค่า สิ่งนี้มันจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้เราอภัยให้กันในเวลาที่โกรธขึ้นมา” “เราสามารถฝึกการรู้เท่าทันตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องฝึกเมื่อโกรธเท่านั้น เช่น ในเวลาที่เรารู้สึกดี ลองนึกดูว่าเกิดจากอะไร อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่าง วันนี้อากาศดี ไม่มีเรื่องรำคาญใจ แล้วเมื่อวันที่เราโกรธ เราจะเชื่อมโยงได้ว่าเรารู้สึกไม่ดีเพราะอะไร เช่น อากาศทำให้เราหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะคนตรงหน้า หรือเรามีเรื่องหนักใจอยู่ก่อน ซึ่งจะช่วยให้เราเจอสาเหตุของอารมณ์โกรธที่แท้จริง นำไปสู่การปรับความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้ร่างกายและความรู้สึกผ่อนคลายได้ในที่สุด” คุณหมอศุภรา กล่าวปิดท้าย

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่าน เหมือนการชวนให้เราลองมองเหรียญอีกหนึ่งด้านในการจัดการความโกรธในครอบครัว แท้จริงแล้วทุกคนควรเริ่มต้นจากตัวเราเอง ขอเพียงเราสำรวจใจ รู้เท่าทันอุณหภูมิของตัวเอง ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ลงตัว เพื่อสร้างสมดุลให้กับอุณหภูมิในบ้านของเรา.