sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

วิถีชีวิตสุขภาวะแต่ละช่วงวัย (Live Smarter, Healthier, Happier)

การดูแลสุขภาพ ย่อมดีกว่าการต้องไปหาหมอเพื่อรับการรักษา แต่คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะดูแลร่างกายและจิตใจอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพดีในทุกช่วงวัย?
เนื่องจากในแต่ละวัย สภาพร่างกายและจิตใจที่ไม่เหมือนกัน การดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงวัยย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น คุณแม่ตั้งครรภ์ คนวัยทำงาน เด็กปฐมวัย หรือผู้สูงอายุ โภชนาการแต่ละวัยและความต้องการกิจกรรมทางกายก็ต่างกัน
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ได้ช่วยอธิบายให้เราเห็นแนวทางการสร้างเสริมชีวิตสุขภาวะในแต่ละช่วงวัยทั้งภาพกว้าง และจุดควรเน้น เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพถ้วนหน้า อันเป็นหนึ่งในทิศทางการเคลื่อนงานเพื่อบรรลุเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปีของ สสส.
เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก คือ มีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบความสะดวกสบาย เลือกทานอาหารจานด่วนนอกบ้านมากกว่าการทำอาหารเพื่อสุขภาพที่บ้าน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ขาดโภชนาการที่ดี และขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ รวมทั้งความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ได้ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยทั้งในระยะสั้นและยาว
“สสส. เน้นการสร้างสุขภาวะ หรือสุขภาพ ให้ครบทั้ง 4 มิติคือกาย ใจ สังคม ปัญญา โดยเราทำงานกับทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด จนถึงตาย โดยแบ่งเป็น 5 ช่วงวัยหลักๆ คือคุณแม่ตั้งครรภ์ ปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยมีการเน้นเรื่องความแตกฉานด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy อยู่ในทุกแผนงาน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

1. คุณแม่ตั้งครรภ์

บริโภคไอโอดีนเสริม เพื่อสร้างไอคิวให้กับทารก และออกกำลังกายให้เพียงพอ
ไอโอดีนสำคัญต่อชีวิตเด็กน้อยในระยะยาว
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า ไอโอดีน มีส่วนสำคัญที่ทำให้สมองของเด็กเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ เฉลียวฉลาด และเด็กควรได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา เนื่องจาก ไอโอดีนเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย การสร้างเซลล์ของร่างกาย ระบบประสาท และสมองให้มีการเจริญเติบโตอย่างปกติ คุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมลูกจึงต้องการไอโอดีนมากกว่าคนทั่วไป คือวันละ 250 ไมโครกรัม คุณแม่จึงควรกินยาเม็ดเสริมไอโอดีน วันละ 1 เม็ดทุกวันต่อเนื่องในช่วงที่ให้นมลูกจนถึง 6 เดือนหลังคลอด และรับประทานอาหารที่มีธาตุไอโอดีนสูงเช่น อาหารทะเล ไข่ไก่และเป็ดที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมไอโอดีน และเลือกใช้เครื่องปรุงรสเค็มที่เสริมไอโอดีน เช่น เกลือเสริมไอโอดีน เป็นต้น
ทราบหรือไม่ว่า คุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมลูกถึง 6 เดือน สามารถรับเม็ดเสริมไอโอดีน โฟเลท และธาตุเหล็กได้ที่โรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ฟรี! เพื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนได้รับไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอ

คุณแม่ตั้งครรภ์ออกกำลังกายได้!
จากการวิจัยทางแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์มีผลดีทั้งต่อคุณแม่และลูกเป็นอย่างมากเพราะทำให้ คลอดบุตรง่าย ลูกแข็งแรง แม่ปลอดภัย
คุณแม่ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์ ระบบการไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น การถ่ายเทออกซิเจนไปสู่ลูกจึงดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะเด็กอ้วนในระยะ 5 ขวบแรกได้ ในการออกกำลังกาย ฮอร์โมนอะดรีนาลินที่หลั่งออกมาจะผ่านไปยังมดลูก สารแห่งความสุข (Endorphin) ที่ได้รับจากการออกกำลังกายนี้จะทำให้คุณแม่มีความสุขอยู่นานกว่า 8 ชั่วโมง ลูกจึงมีความสุขไปพร้อมกับแม่ด้วยเช่นกัน ช่วยให้ลูกน้อยสามารถทนต่อสภาพความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในครรภ์และในระหว่างการคลอดได้ดี โดยคุณแม่ควรออกกำลังกายอย่างน้อย วันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์เพียงแค่เคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวัง ไม่หักโหมก็จะทำให้สุขภาพของทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยแข็งแรงได้แล้ว

--------------------

2. ปฐมวัย

กินนมแม่ครบ 6 เดือน – ลดภาวะอ้วน
นมแม่ – รากฐานแรกของการสร้างชีวิตมนุษย์
“นมแม่” ซึ่งเปรียบเสมือนวัคซีนธรรมชาติหยดแรกของชีวิต เพราะมี “Colostum" หรือ “น้ำนมแรกสีเหลือง” ที่ไม่สามารถผลิตและหาซื้อได้จากที่ไหน แต่จะเกิดขึ้นในเวลาอันแสนสั้น คือ ราว 4-7 วันนับจากน้ำนมแรกหลังคลอดบุตรเท่านั้น ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเกือบทุกชนิดและสารแอนตี้บอดี้ต่างๆ
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ลูกน้อยที่กินนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกจะมีผลดีกับการเติบโตและพัฒนาการของลูก เพราะนมแม่มีคุณค่าและพลังงานที่เหมาะสมรวมถึงสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นสำหรับการสร้างเนื้อสมอง ที่เพียงพอกับความต้องการของทารก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในทารกจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ในทางเดินหายใจ (ปอดบวม) หรือหูอักเสบ ช่วยให้ร่ายกายของทารกฟื้นตัวเร็วเมื่อเจ็บป่วย ทั้งยังเพิ่มคะแนนเชาว์ปัญญาสูงกว่าทารกที่ได้รับนมผสม 7-10 จุด และยังช่วยแม่คุมกำเนิดโดยธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้ การให้ลูกดูดนมแม่จากเต้าและการโอบกอดลูกบ่อยครั้งจะช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกได้อย่างน่าอัศจรรย์

“162” สูตรการกินนมแม่
162 คือรหัสแทนความหมายการดื่มนมแม่ที่คุณแม่จำได้ง่ายๆ คือ
1 – ควรลูกเริ่มดูดนมแม่ให้เร็วที่สุด ภายใน 1 ชั่วโมงแรกที่ลืมตาดูโลก เพราะหลังจากคุณแม่คลอดลูกน้อยมาแล้ว น้ำนมแม่จะมาเร็ว ลูกก็จะดูดนมเป็นเร็ว ทำให้ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันผ่านสัมผัสผิวของแม่โดยธรรมชาติ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่อยู่รอบๆ ตัวคุณแม่จะเป็นเชื้อประจำถิ่นไปช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกนั้นเอง
6 – ควรให้นมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก โดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหาร เพราะนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงแร่ธาตุและภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ซึ่งครบถ้วนและเพียงพอสำหรับลูกน้อย เมื่อหลังจาก 6 เดือนไปแล้วจึงจะให้นมแม่ควบคู่ไปกับอาหารตามวัยได้
2 – ควรให้นมแม่ต่อเนื่องพร้อมอาหารตามวัย จนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น เพราะสารอาหารในนมแม่ยังคงเสริมพัฒนาการทางสมอง ป้องกันโรคต่างๆ ให้ลูกน้อยไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนก็ต้องเริ่มกินอาหารตามวัย เพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอ ซึ่งมีผลต่อการสร้างเซลล์สมอง

ภารกิจเพิ่มน้ำนมให้ลูกน้อย
ถึงแม้ว่าการที่ลูกดูดนมแม่จากเต้านั้นจะเป็นการกระตุ้นน้ำนมคุณแม่ไปในตัวอยู่แล้ว แต่ก็คุณแม่บ้างคนประสบ “ภาวะน้ำนมน้อย” หรือไม่มีน้ำนมเลย จึงขอนำเสนอวิธีการช่วยเพิ่มน้ำนมดังนี้
การรับประทานอาหาร: สามารถช่วยบำรุง และกระตุ้นปริมาณน้ำนมและคุณภาพสารอาหารในน้ำนมดีขึ้น โดยควรเพิ่มปริมาณอาหารจากเดิมเพิ่มขึ้นอีก 500 กิโลแคลอรี่ เพื่อใช้ในการสร้างน้ำนม และบำรุงคุณแม่ให้มีร่างกายที่แข็งแรง
พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช จาก มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณอาหารที่คุณแม่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยใน 1 วัน คุณแม่ควรจะได้รับปริมาณอาหารดังนี้
- อาหารประเภทแป้ง และคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานวันละ 9-10 ทัพพี
- ธัญพืช เช่น ข้าวโพดและถั่วต่างๆ ควรรับประทานเป็นประจำ เพราะให้โปรตีนสูง
- อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ควรไม่ติดมัน และรับประทานทานมื้อละ 3-4 ช้อนโต๊ะ
- ควรรับประทานอาหารวันละ 4 มื้อ
- รับประทานอาหารทะเลได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อจะได้รับกรดไขมันที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของทารกน้อย
- รับประทานตับอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
- ควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง เพราะในไข่มีโปรตีนที่มีคุณภาพ รวมทั้งวิตามิน และเกรือแร่
- นมสดควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว เพราะมีโปรตีนและแคลเซียมมาก
- น้ำมันพืช ควรได้รับอย่างน้อยไม่เกินวันละประมาณ 5 ช้อนชา
- ควรประทานผลไม้ทุกวัน อย่างน้อย 4 ถ้วยตวง
- ผักสด ทั้งชนิดใบเขียว ใบเหลืองควรได้รับวันละ 6 ทัพพี เพื่อที่จะได้วิตามิน เกลือแร่ และช่วยในการขับถ่าย
- น้ำสะอาด เป็นสิ่งจำเป็นควรได้รับอย่างน้อยประมาณวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยหลั่งน้ำนมให้ดีขึ้น
- ที่สำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน

ภาวะเด็กอ้วน น่าห่วงมากกว่าน่ารัก
น้องๆ ที่ประสบภาวะน้ำหนักเกินมักจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมายในอนาคต และเสี่ยงต่อการเผชิญกับภาวะ “โรคอ้วน” ซึ่งเป็นอีกบ่อเกิดสำคัญของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เป็นต้น
"โรคอ้วนในเด็ก" อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่อีกสาเหตุสำคัญคือการขาดการดูแลที่ดีทางด้านโภชนาการ และขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
การป้องกันและแก้ปัญหาภาวะอ้วนในเด็กวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเ เพราะเด็กยังไม่สามารถควบคุมความอยากของตนเองได้ พ่อแม่และคนในครอบครัวจึงอิทธิพลสําคัญมากที่สุดในการช่วยสร้างวินัย ทัศนคติ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เด็กเรื่องการพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง และการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ โดยการสั่งสอนด้วยวาจาเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าการเป็นแบบอย่างที่ดี

--------------------

3. วัยเรียน

“ออกมาเล่น” (Active Play) ลดอ้วน
ปัญหาโรคอ้วนของเด็กกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากปัจจุบันเด็กมีสิ่งเร้าหรือมีพฤติกรรมที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม
“โรคอะไรที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ล้วนสามารถเกิดขึ้นกับเด็กได้ทั้งหมด” ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตรพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบต่อมไร้ท่อ รพ.รามาธิบดีกล่าว ยิ่งสะท้อนถึงน่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์เด็กอ้วนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเด็กป่วยเนื่องจากความอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน พบว่าเด็กมีภาวะไขมันในเลือดสูงถึงร้อยละ 66 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 30 น้ำตาลในเลือดระดับเริ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และลักษณะปื้นดำที่คอซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคเบาหวานร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเผยว่า ความอ้วนอาจส่งผลเสียต่อสมองของลูก ทำให้ความจำแย่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเรียนหรือการงานในอนาคตได้

Active Play สนามจินตนาการไร้ขีดจำกัด
คำว่า “การออกกำลังกาย” อาจเป็นยาขมที่เป็นกำแพงกางกั้นการมีกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก แต่ “การเล่น” ซึ่งเป็นธรรมชาติของพวกเด็กจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายของพวกเขาได้ โดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ แถมยังสนุกที่จะทำด้วยความเต็มใจ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักการศึกษา กทม.ได้จัดโครงการ “Active Play Active School" ชวนเด็ก ออกมาเล่น 60 นาที ทุกวัน เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย อายุระหว่าง 6 – 14 ปี ร่วมกับสถานศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญของเด็ก โดยเริ่มจากสถานศึกษานำร่องในจังหวัดต่าง ๆ 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อลดปัญหาเด็กอ้วนในวัยเรียน และสร้างสุขภาพดี
“สสส. ตั้งเป้าภายในปี 2564 คนไทยอายุ 11 ปีขึ้นไป ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และภายในปี 2562 ลดจำนวนผู้มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วนในเด็กให้น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของศธ. ในการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นฟันเฟืองที่จะร่วมส่งเสริมให้การดำเนินการในภาพใหญ่มีความเข้มแข็ง และประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าว

Active Play คืออะไร? ต่างจากการเล่นทั่วไปอย่างไร ?
Active Play ถูกแปลเป็นไทยว่า “ออกมาเล่น” คือ กิจกรรมการเล่นใดๆ ที่เด็กเป็นผู้ร่วมเล่นด้วยตนเอง ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เป็นการเล่นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบกติกาที่เป็นทางการ (Unorganized/ Unstructured) และอยู่นอกเหนือชั่วโมงพลศึกษา ทั้งยังหมายถึงการละเล่นพื้นบ้านได้ด้วย อาจฟังดูเป็นนิยามใหม่ ทว่าที่จริงๆเป็นพฤติกรรมโดยธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่ชอบเล่น
การออกมาเล่นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางกาย (Physical Activities หรือ PA) อันหมายถึง การเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ระดับคือ
• ระดับเบา คือระดับที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก เช่น การยืน การนั่ง
• ระดับปานกลาง คือการเคลื่อนไหวออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความหนักและเหนื่อยในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้าน มีชีพจรเต้น 120-150 ครั้ง ระหว่างที่เล่นยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ
• ระดับหนัก คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการทำซ้ำและต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง การเดินขึ้นบันได การออกกำลัง มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป จนทำให้หอบเหนื่อย และพูดเป็นประโยคไม่ได้
การออกมาเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ : ลดอ้วน พัฒนาสมองเด็ก
ด้วยคุณลักษณะของการออกมาเล่น หรือ Active Play ที่ส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างอิสระ (Free Play) ปรับเปลี่ยนได้ตลอด คิดตัดสินใจและวางแผนการเล่นของตนเอง เป็นการเสริมสร้างจินตนาการสร้างสรรค์ของเด็ก ซึ่งมักเกิดท่ามกลางสถานการณ์ใหม่ที่ไม่ถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป ในเวลาเดียวกันความสนุกขณะเล่นก็กระตุ้นให้เด็กเล่นต่อหรือต้องการออกสำรวจโลกใหม่ได้มาก ทำให้กิจกรรมทางกายของเด็กเพิ่มขึ้น
การเล่นเหล่านี้จะยังช่วยพัฒนาสมอง และความสามารถในการรู้จักคิดของเขา จะสนับสนุนให้เด็กมีความยืดหยุ่นและปรับอารมณ์ได้ดี เด็กที่มีโอกาสเล่นมากๆ ทั้งกับคนอื่นและตามลำพัง จึงมีอารมณ์และประสบการณ์ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกระทบชีวิตจึงไม่ตอบสนองรุนแรงเกินไป ขณะเดียวกันเขาจะก็สามารถจัดการความเครียดได้ดี เพราะขณะที่เล่นสนุกมักเกิดปัญหา เด็กจึงมีโอกาสฝึกฝนคลี่คลายปัญหากระทั่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้
การออกมาเล่น (Active Play) จึงนับเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการทางความฉลาด และการเสริมสร้างสุขภาวะทั้ง 4 มิติ กาย ใจ ปัญญา และสังคม ไปพร้อมๆกัน เพื่อการมีชีวิตที่มีสุขภาวะของเด็กทั้งในระยะสั้นและยาวของชีวิต
กฎเหล็ก Active Play : เด็กเล่นนำ ผู้ใหญ่เล่นตามและสนับสนุน การเล่น Active Play จะเป็นกลุ่ม คู่ หรือลำพังก็ได้ โดยในเด็กเล็ก พ่อแม่หรือครูควรเล่นกับเด็กด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใหญ่ควรให้เด็กเป็นผู้นำการเล่น อย่าสอน ตัดสิน หรือแก้ไข ไม่ควรขัดขวางด้วยการบังคับ หรือเล่นเพื่อความต้องการหรือความพอใจพ่อแม่โดยเด็ดขาด แต่ปล่อยให้เด็กเล่นโดยใช้จินตนาการของตัวเอง และติดตามเรื่องราวในจินตนาการของเขา ไม่เช่นนั้นกฎเกณฑ์ที่เด็กเป็นผู้ใช้ จินตนาการที่เขาสร้างขึ้นจะถูกทำลายไปทันที กลายเป็นผู้ดูพ่อแม่เล่นไปแทน หรือไม่ก็จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ เอ่ยถามวิธีเล่นตลอด
พ่อแม่หรือครูควรทำหน้าที่เป็นผู้ชื่นชม กระตุ้นให้เด็กคิดคลี่คลายอุปสรรคปัญหาเอง อาจช่วยบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด ตลอดจนหลีกเลี่ยงการแข่งขัน ควรปรับเป้าหมายการเล่นมาอยู่ที่การได้สนุกสนานด้วยกัน รวมทั้งสนับสนุนการออกมาเล่น โดยการจัดเตรียมพื้นที่มีปลอดภัย และของเล่นที่เสริมจินตนาการปลายเปิดที่เหมาะสมกับวัย เช่น ไม้บล็อก ตัวต่อ หรือชุดของเล่นต่างๆ เป็นต้น

--------------------

4. วัยทำงาน :

สุขภาพดี 4 มิติ เสริมต้นทุนชีวิตให้มั่นคง
พักผ่อนน้อย นอนดึก ชีวิตที่เร่งรีบ เคร่งเครียด ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อทุ่มเทกับการทำงาน จนอาจทำให้ลืมดูแลสุขภาพตัวเอง กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่มากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ที่ทำให้กลุ่มคนทำงานมีอัตราการป่วยด้วยโรคต่างๆ สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา
6 พฤติกรรมต้องห้าม ที่บั่นทอนชีวิตคนวัยทำงาน
คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่า การจะเป็นพนักงานที่ดีขององค์กร กับการรักตัวเองโดยการดูแลสุขภาพ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่เราต้องไม่ลืมว่า การใช้ชีวิตในวัยทำงาน คือรากฐานสำคัญที่กำหนดชีวิตยามบั้นปลาย การรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงตั้งแต่วัยทำงานย่อมดีกว่าการต้องไปจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเยียวยาวตัวเองยามชรา การลองหันมาลด-ละ-เลิกพฤติกรรมที่บ่อนทำลายสุขภาพ จะทำให้เราพบจุดสมดุลในชีวิต ระหว่างการเป็นพนักงานที่ดี รักตัวเอง และสร้างรากฐานชีวิตยามสูงวัยได้
1. ไม่ควรอดอาหารเช้า กินอาหารให้ตรงเวลา
การไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดสภาวะสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้ และการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้นอาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด เป็นต้น
2. งดบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์
การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย
3. ไม่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป
การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา หากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3-5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ
4. งดนอนดึก
การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา การนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานานก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่ต้องทำ ลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน
5. งดดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่า การสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี
6. ออกกำลังกายให้เพียงพอ
การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ลองทำตามสโลแกนที่จำได้ง่ายๆ สสส. ที่ว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว

3 อ. 2 ส. คาถาสุขภาพดีคนวัยทำงาน
หลักง่ายๆ 3 อ. 2 ส. ที่ช่วยให้คนวัยทำงานมีสุขภาพแข็งแรง และลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้คือ “3 อ.” อันประกอบด้วย “ออกกำลังกาย” ให้เหมาะสมและเพียงพอ วันละ 30 นาที การบริโภค “อาหาร” ให้เหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม และปรับ “อารมณ์” ให้ไม่เครียดมากเกินไป ในขณะที่ “2 ส.” คือ ลดการ “สูบบุหรี่” และลดการดื่ม “สุรา”
คาถาที่จำได้ง่ายๆ อาจทำได้ไม่ง่ายหากยอมไม่ละทิ้งพฤติกรรมที่จนเคยชินที่บ่อนทำลายสุขภาพ แต่ก็คงไม่ยากเกินไปที่จะลุกขึ้นมาสร้างวินัยในการดูแลตัวเอง เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือตัวเราเอง

“สุข” สร้างได้ด้วยตัวเอง ด้วยหลักปฏิบัติ 7 ข้อ คือ
1. หมั่นออกกำลังกาย และรับแสงแดดตอนเช้า เพื่อสุขภาพจิตดีสุขภาพกายแข็งแรง ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 30 นาที
2. รับประทานอาหารประเภทโปรตีน เพื่อช่วยสร้างฮอร์โมนที่ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย มีความคิดสร้างสรรค์ รับประทานอาหารให้ตรงมื้อและครบคุณค่าทางโภชนาการ
3. อยู่กับคนที่ทำให้เรา ยิ้มได้ การยิ้ม การหัวเราะ การได้อยู่ใกล้กับสิ่งที่เราพอใจ จะช่วยให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟิน สารที่ทำให้เรามีความสุข
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง เพราะการอดนอนหรือนอนน้อย ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด
5. ฝึกอารมณ์และฝึกคิดเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยการฝึกสมาธิ ฝึกมองโลกในแง่ดี ผ่อนคลายลดความเครียด เพราะความเครียดนำมาซึ่งอาการยึดตึงของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน
6. มีเพื่อนที่ดีหรือมีครอบครัวที่อบอุ่นทำให้เรามีความสุข
7. ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต
เราทุกคนควร “ลดทุกข์ เติมสุข” ให้ตัวเองในทุกๆ วัน สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาในชีวิตและไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยตนเองขอรับคำปรึกษาได้ฟรีที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

--------------------

5. วัยสูงอายุ

สุขภาพดี พึ่งพาตนเองได้
สังคมไทย สูงวัยไปด้วยกัน
ในปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เมืองและระบบต่างๆ ยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับสังคมสูงวัยดีพอ นี่คือสถานการณ์ที่เราทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูง ย่อมหมายถึงภาระของรัฐ ชุมชน และครอบครัวในการดูแลสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการยังชีพ และการดูแลเกี่ยวกับการอยู่อาศัยที่ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย
จากรายการสถานการณ์ผู้สูงอายุฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2559) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีจำนวนผู้สูงอายุจำนวนมากที่อาจจัดอยู่ในภาวะเปราะบาง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน บุตรที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้สูงอายุมีสัดส่วนลดลง สัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ตามลำพังคนเดียว หรืออยู่กันเองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ประมาณ 4 แสนคน และผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 6 แสนคน (ข้อมูลปี 2559) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก ในอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึงพิงจะเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน และผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มเป็น 1.4 ล้านคน
นอกจากนี้ พบว่า ผู้สูงอายุไทยที่อยู่ในเขตเมืองและชนบทที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ยังมีความเลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการสุขภาพอนามัย เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทาง และการรับรู้สิทธิของผู้สูงอายุในกลุ่มต่างๆ
การส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดี เช่นการออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางสังคม การออกแบบเมืองที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น ถนนหนทางและบริการโดยสารสาธารณะที่ทำให้ผู้สูงอายุเดินทางออกจากบ้านเองได้ กิจกรรมนอกบ้านที่รองรับผู้สูงอายุ แม้เหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสุขภาพโดยตรง แต่ก็จะช่วยลดภาระในการดูแล และการให้บริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุได้อย่างมาก ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี

พลเมืองไทย สูงวัยอย่างสมาร์ท
ปัจจุบัน หลายภาคส่วนกำลังระดมทรัพยากรทั้งหลาย สร้างบุคคลการ ปรับบทบาทหน้าที่ และเพิ่มการประสานงานขององค์กร/หน่วยงาน แก้ไขและปรับปรุงระเบียบต่างๆ พัฒนารูปแบบและระบบต่างๆ ในการให้บริการสุขภาพแก้ผู้สูงอายุให้มากขึ้น สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ภายใต้การสนับสนุนหลักของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ระบุว่าถึงคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุควรประกอบไปด้วยปัจจัยหลายส่วน กล่าวคือ
• ผู้สูงอายุจะต้องมีสุขภาพที่ดี ประกอบไปด้วยสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพปัญญา หากสุขภาพทั้งหมดที่กล่าวมาดีก็จะทำให้เกิดความสมดุลในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุได้
• ผู้สูงอายุจะต้องทำงาน ทำงานเพื่อคนอื่น และทำงานเพื่อสังคมตามอัตภาพที่พอดีและเหมาะสม นอกจากจะทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้พอสมควรแล้ว การทำงานยังทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงภูมิใจและศักดิศรีของตนเอง และมีสังคม ไม่รู้สึกเหงา
• ผู้สูงอายุจะต้องมีความมั่นคง กล่าวคือการมีความมั่งคงทางเศรษฐกิจ มีเงินทองที่พอดีพอควรสำหรับการใช้ชีวิตได้ มีความมั่นคงในครอบครัวที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลผู้สูงอายุให้มีความภูมิใจในการใช้ชีวิตได้ความรู้สึกมั่นคงนี้เป็นปัจจัยหนุนเสริมสำคัญให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดียิ่งขึ้น และอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นคือ การปรับสภาพแวดล้อมที่ให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และมีคุณภาพได้

ทิศทางการดูแลผู้สูงอายุ 4 มิติ เพื่อการพึ่งพาตัวเองได้
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวถึงเป้าหมายของการทำงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุว่า คือต้องส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในสังคมสามารถพึ่งพิงตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาจะใช้แนวทาง 4 มิติ เพื่อเป็นทิศทางในการดูแลผู้สูงอายุคือ
• การดูแลระยะยาวต่อผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังพ่วงด้วยการเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้นด้วย นอกจากการต้องเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาแล้ว ยังต้องเร่งชะลอภาวการณ์พึ่งพึงให้ได้ ซึ่งกระบวนการสำคัญคือต้องส่งเสริมให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการ อาทิ การจัดกิจกรรมเยี่ยมไข้ผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ทำให้สุขภาพจิตของผู้สูงอายุดีขึ้น
• การสร้างอาชีพและรายได้รวมทั้งกิจกรรมของผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุจำนวนมากมีรายได้จากเบี้ยยังชีพของรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงต้องหาทางออกให้ผู้สูงอายุมีงานทำเพื่อสร้างรายได้ และที่สำคัญเป็นการสร้างคุณค่าทางด้านจิตในให้กับผู้สูงวัยด้วย
• การปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงวัย คืออยู่แล้วปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ
• การเตรียมพร้อมสู่วัยสูงอายุ คือต้องส่งเสริมให้มีการเตรียมการ วางแผน และออกแบบไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งรวมไปถึงการเตรียมคนวัยทำงานที่กำลังต้องกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคตด้วย

สุดท้ายแล้ว การสร้างเสริมให้คนแต่ละช่วงวัยจะมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่มีสุขภาวะทั้ง 4 มิติ ทั้งด้านกาย ใจ ปัญญา และสังคมนั้น จำเป็นที่จะอาศัยความแตกฉานด้านสุขภาพ (Health Literacy) อันหมายถึง การที่บุคคลมีความสามารถในการเข้าถึงข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย มีความเข้าใจในเนื้อหาต่างๆ สามารถประเมินความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของเนื้อหากับตนเอง ใช้ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลในการให้ความสำคัญกับข่าวสารความรู้นั้นๆ ตลอดจนนำไปสู่การตัดสินใจนำมาลองปฏิบัติและประเมินผลการทดลองจนสามารถเกิดการใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะให้บุคคลสามารถป้องกันตัวเองจากปัจจัยเสี่ยง และดูแลสุขภาพตัวเองและบุคคลรอบข้างได้เป็นอย่างดี