sook by สสส

ช่วง COVID... ชีวิตเปลี่ยน แนะวิธีปรับตัวสู่ New Normal ด้านการดูแลสุขภาพ

มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อต่าง ๆ ในช่วง COVID-19 ทำให้คนรักสุขภาพหลาย ๆ คน ต้องโบกมือลาฟิตเนส สวนสาธารณะ สนามฟุตบอล หรือคอร์ตแบดมินตัน แล้วหันมาออกกำลังกายที่บ้านแทน ขณะเดียวกัน หลายคนก็ต้องเก็บตัวทำงานจากที่บ้าน และไม่สามารถไปนั่งกินอาหารตามร้านโปรดกับครอบครัวหรือเพื่อน ๆ ได้อย่างเคย

...ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เราจะยังดูแลสุขภาพทั้งในเรื่องของการออกกำลังกายและการกินอาหารได้อย่างไร และจะปรับตัวสู่ New Normal หรือวิถีการดูแลสุขภาพแบบใหม่ได้อย่างไรบ้าง...
 
 
“การดูแลสุขภาพ เรื่องการออกกำลังกาย เรื่องการรับประทานอาหาร ทั้งหมดคือวิทยาศาสตร์กับศิลปะที่มารวมกัน ไม่มีผิดไม่มีถูก อยู่ที่เราจะใช้มันอย่างไร ให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุดครับ”
 
นี่คือแนวคิดที่น่าสนใจจาก โค้ชมิกกี้ - นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งเขานำมาปรับใช้กับมุมมองการดูแลสุขภาพในช่วงที่ทุกคนต้องระวังตัวเองจากโรคระบาดได้เป็นอย่างดี โค้ชมิกกี้ยังบอกกับเราว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เราต้องปรับตัวกับการดูแลตัวเอง และ ได้เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เราได้ออกแบบการดูแลตัวเองเพื่อ สุขภาพที่ดีได้ในทุกสถานการณ์
 
ในฐานะของ Strength and Conditioning Coach โค้ชมิกกี้คือคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
 
“โดยมากเราจะคิดว่า การมีสุขภาพที่ดี คือการมีรูปร่างที่ดี ซึ่งจริง ๆ แล้ว รูปร่างดีเป็นหนึ่งในผลพลอยได้จากการมีสุขภาพดี แต่การมีสุขภาพที่ดีคือ การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีสุขภาพจิตที่ดี (mental health) ความคิดที่ดี และมีสุขภาพกายที่ดี (physical health) นั่นคือความหมายของคำว่าสุขภาพดีสำหรับผม”
 
นั่นทำให้โค้ชมิกกี้อยากให้คนหันมาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์อื่น ๆ นอกเหนือจากรูปร่างด้วย เพราะอย่างน้อย การออกกำลังกายจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และมีพลังงานในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอย่างแน่นอน
 
ทั้งนี้ เทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยยังคงตามหลังประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่บ้าง เนื่องจากบุคลากร อุปกรณ์ สถานที่ และ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอ และเรายังมักจะออกกำลังหรือกินอาหารตามเทรนด์ที่ฮิตกัน เป็นช่วงๆในแต่ละเวลา โดยทำให้ลืมคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในระยะยาว จึงทำให้ความสำเร็จในการใน เรื่องการ ออกกำลังกาย และทานอาหาร เพื่อสุขภาพ ยังเป็นอะไรที่ยาก ที่จะยึดติด
 
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โค้ชมิกกี้ก็สัมผัสได้ว่า คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจริง ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว จะปล่อยให้ COVID-19 มาหยุดความพยายามในการดูแลสุขภาพของเราไม่ได้ ต่อไปนี้คือวิธีปรับตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้สุขภาพดี ๆ อยู่กับเราได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์
 
 
การ์ดอย่าตก!! 5 วิธีดูแลต่อเนื่องเรื่องสุขภาพ
 
1.จัดตารางเวลาใหม่ ในสไตล์ของเราเอง
 
ในช่วงที่ตารางชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คนอาจจะเปลี่ยนไป โค้ชมิกกี้แนะนำว่า ใช้ช่วงเวลานี้ในการวางแผนบริหารจัดการเวลาใหม่ เพื่อแบ่งเวลาไปดูแลสุขภาพด้วย คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
 
“คนก็จะมีวิธีการวางแผนให้กับตัวเองมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่า เวลาที่เรามีให้กับตัวเองช่วงนี้ มันทำให้เราสามารถควบคุมหลาย ๆ อย่างได้ เช่น จะออกกำลังกายแต่เช้าเลยมั้ย จะทำอะไรกินก่อนกินทีหลัง เราจะรู้สึกว่ามี Ownership หรือรู้สึกว่าบริหารจัดการเวลาตัวเองได้ดีขึ้น”
 
2.โยนทุกข้ออ้างทิ้งไป หันมาสร้างวินัยดูแลตัวเอง
 
“ก่อนเกิดสถานการณ์ เราอาจจะไปยิม วันไหนว่างก็ไป วันไหนไม่ว่างก็ไม่ไป แต่คราวนี้คุณไม่ได้ต้องไปยิมแล้ว คุณอยู่บ้านแล้ว ทำให้ลดเวลาการเดินทาง และย้อนไปด้านบน เรื่องการวางแผนเวลา ทำให้ข้ออ้างน้อยลง หรือ แทบจะไม่มีข้ออ้างในการไม่ดูแลตัวเองเลย ไม่ว่าจะ การออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการกินอาหาร จะบอกว่ารถติดก็ไม่ได้เพราะไม่ได้ไปไหน จะบอกว่าไม่มีเวลาก็ไม่ได้เพราะสามารถกำหนดเวลาตัวเองได้หมดแล้ว”
 
นึกย้อนกลับไปแล้วก็ใช่เลย ที่ผ่านมาเรามักหาข้ออ้างเพื่อจะไม่ต้องตื่นลุกขึ้นไปวิ่งหรือลงมือปรุงอาหารเองมาตลอด อาจเป็นเพราะขี้เกียจหรือไม่มีแรงบันดาลใจ ช่วงเวลานี้ล่ะที่เราจะได้ลองสร้างวินัยและปลูกฝังนิสัยการดูแลสุขภาพระยะยาวสักที
 
3.โอกาสมาแล้ว ลองอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำหรือยัง
 
เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยชินกับการกินอาหารหรือออกกำลังกายแบบใดแค่แบบเดียว อย่างเช่นบางคนที่ชอบวิ่งนอกบ้าน ตอนนี้คงต้องหันมาลองวิธีใหม่ ๆ ที่เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น โค้ชมิกกี้ชี้ว่า นี่ล่ะ เป็นโอกาสที่ดีเลย!!
 
“เป็นช่วงที่เราได้เปิดโอกาสให้ตัวเองลองออกกำลังกายแบบอื่น ๆ มากขึ้น เช่น ปกติไปวิ่งที่สวนอย่างเดียว พอวิ่งไม่ได้ ก็อาจจะหันมาเล่น เวทเทรนนิ่งที่บ้าน หรือ คนที่เล่นเวทอย่างเดียวหนักๆ ก็อาจจะหันมาลอง โยคะ แบบนี้จะทำให้การออกกำลังกานของเราเป็น Hollistic Approach ที่มีครบทุกปัจจัย และ จะช่วยสนับสนุนกันและกัน เช่น ทำให้กลับไปวิ่งได้ดีขึ้น หรือ มีความยืดหยุ่นและลดการบาดเจ็บได้มากขึ้น”
 
4.เปิดโลกสุขภาพใบใหญ่ หาความรู้เองได้จากที่บ้าน
 
ที่สำคัญ เราอาจไม่ต้องรอให้เทรนเนอร์ที่ยิมคอยบอกให้ออกกำลังอย่างไร หรือควรกินอะไรอีกต่อไป เพราะโค้ชมิกกี้บอกว่า ยิ่งศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเอง ก็ยิ่งได้ทางเลือกสุขภาพดี ๆ มากขึ้น
 
“สถานการณ์ทำให้ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น หรือใช้วิธีการหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามันเป็นข้อได้เปรียบระยะยาว เพราะว่าการที่มีโอกาสหาข้อมูลการดูแลสุขภาพตัวเอง จะช่วยต่อยออดได้ในระยะยาว และเวลามีข้อมูลอะไรมา ก็ทำให้เราได้ตั้งคำถามมากขึ้น เช่น ข้อดี ข้อเสีย และเหมาะกับเราไหม”
 
5.พร้อมปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์
 
ไม่ว่าวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร มาตรการควบคุมช่วงโรคระบาดจะยังเข้มงวด ผ่อนคลาย หรือจบลงไป ขอเพียงเรารู้จักปรับตัวให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เราก็จะสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
 
อย่างเช่นการออกกำลังกาย เมื่อเราได้ศึกษาหาข้อมูลเอง รวมถึงได้ลองออกกำลังในรูปแบบอื่น ๆ แล้ว ก็เท่ากับเป็นการสร้างตัวเลือกที่หลากหลายให้ตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องหยุดออกกำลังในบ้าน เพื่อกลับไปออกกำลังนอกบ้าน แต่สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความพอใจของเรา
 
“มองให้เป็นตัวเลือกกับเราเอง อันไหนเหมาะกับเราในวันไหนมากที่สุด เหมือนเราทำตัวเองให้พร้อม และมีการยืดหยุ่นในการดูแลสุขภาพตัวเอง ที่ปรับได้ตลอดเวลา ...เมื่อไหร่ที่เรามีการวางแผนกับตารางตัวเองในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงนี้หรือ New Normal มันจะทำให้เราตัดสินใจเลือก Option การดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น เช่น เมื่อยิมเปิด วันไหนสะดวก มีเวลาก็ไปยิมได้ และวันที่รีบๆ ก็อาจจะออกกำลังกายที่บ้านแทน”
 
โค้ชมิกกี้ยังเสริมว่า เราควรออกกำลังกายจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไม่ต่างจากการแปรงฟันหรือกินข้าว ที่ควรทำเป็นกิจวัตรประจำวัน!! สัก 10 นาทีก็ยังดี เพราะจริงๆแล้วเราอยากเรียกว่า “Movement” หรือการได้ขยับร่างกายมากกว่า ยึดติดกับการต้องออกกำลังกายหนักๆนานๆในทุกๆครั้ง ในวันที่มีเวลาน้อย เราก็หารูปแบบที่เหมาะสมกับเวลาที่มี แล้วค่อยไปชดเชยในวันที่มีเวลาเยอะ หรือว่าวันนี้งานยุ่งตอนเช้า ก็เปลี่ยนไปออกกำลังกายตอนเย็นแทน แบบนี้ก็เป็นตัวอย่างของความยืดหยุ่นที่จะช่วยกระตุ้นให้เราออกกำลังกายในระยะยาวได้สำเร็จเช่นกัน
 
และสำหรับเรื่องการดูแลโภชนาการเพื่อสุขภาพ เมื่อเราได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารต่าง ๆ หรือลองทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพเองที่บ้านแล้ว ทางเลือกที่หลากหลายขึ้นนี้จะเป็นตัวช่วยให้เราปรับตัวในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น หากต้องสั่งอาหารนอกบ้าน เราก็จะมีข้อมูลติดตัวมากขึ้น เช่น เรารู้ว่า น้ำมันมีพลังงานสูง และไก่มีโปรตีนมากกว่า ไขมันน้อยกว่าหมูโดยธรรมชาติ  ก็อาจจะเลือกกะเพราะไก่แทนกะเพราหมู ที่อาจจะขอเป็นผัดน้ำแทน เป็นต้น
 
สรุปภาพ New Normal ด้านการดูแลสุขภาพ ฉบับโค้ชมิกกี้
 
o          คนทั่วโลกจะเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้นหลังจากการระบาดของโรค COVID-19 และเห็นความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น
o          เห็นการออกกำลังกายที่บ้านเป็นทางเลือกมากขึ้น เช่น สะดวกเรื่องเวลา มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า สามารถกำหนดรูปแบบได้เอง หรือเป็นโอกาสใช้เวลาร่วมกับครอบครัว
o          มีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นในการดูแลสุขภาพ เพราะมีโอกาสได้ลองรูปแบบใหม่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา
o          เริ่มสร้างนิสัยออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพราะได้ฝึกทำสม่ำเสมอในช่วงที่ต้องเก็บตัวอยู่บ้าน
o          และสุดท้าย เมื่อเราได้ใช้ช่วงเวลานี้ศึกษาหาข้อมูลเอง ทดลองทำเอง จนเกิดแรงบันดาลใจจากภายใน หรือ Intrinsic Motivation แรงกระตุ้นนี้จะผลักให้เราลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเองทุก ๆ วันในระยะยาวได้ในที่สุด
 
 
โค้ชมิกกี้ยังฝากทิ้งท้ายถึงมือใหม่สาย Healthy ว่า โอกาสในการออกกำลังกายอยู่รอบตัวเรานี่เอง ตัวอย่างเล็ก ๆ เช่น การจอดรถไกลขึ้น ก็เท่ากับเราได้เดินมากขึ้น หรือ เพียงพัก 5-10 นาที เพื่อยืดระหว่างทำงาน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยมองให้เป็นเรื่องที่สามารถปรับยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ใด ๆ ก็ตามที่เปลี่ยนไป
 
...เพราะการออกกำลังกายและการกินอาหาร ก็คือวิทยาศาสตร์กับศิลปะที่มาหลอมรวมกัน และรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือรูปแบบที่เราสามารถยึดติด และทำเป็นอุปนิสัยได้ แบบที่โค้ชมิกกี้ได้บอกไว้นั่นเอง