sook by สสส

แตะเส้นชัย...ไม่ได้ใช้แค่ขา 8 คนต้นแบบจากโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่ RunForNewLife Story”

ในปัจจุบันที่การวิ่งกลายมาเป็นเทรนด์การออกกำลังกายอันดับต้น ๆ ของคนทุกเพศทุกวัยไปแล้ว ภาพการออกสตาร์ทตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า จนถึงภาพใบหน้าอันชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อขณะวิ่งเข้าแตะเส้นชัย รอยยิ้มกว้างเมื่อรับเหรียญ และภาพเซลฟี่กับเหรียญรางวัลที่ได้มาจากแต่ละสนาม คงจะเป็นภาพซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนักวิ่งไปแล้ว และระยะ 10 กิโลเมตรหรือมินิมาราธอนก็ดูจะเป็นระยะที่นักวิ่งส่วนใหญ่มองเป็นระยะพื้นฐาน แต่สำหรับ 8 คนต้นแบบจากโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่ RunForNewLife Story”  สนามงาน Thai Health Day Run 2019 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระยะ 10 กิโลเมตร คือการวิ่งระยะไกลที่สุดในชีวิตของพวกเขา
             
ทั้ง 8 คน ล้วนมีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่เคยวิ่งมาก่อน และแทบไม่เคยออกกำลังกายเลย พวกเขาใช้เวลา 85 วัน ในการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับมินิ มาราธอนแรกในชีวิต ด้วยความช่วยเหลือจากภาคีเครือข่าย ทีมงาน สสส. และโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่ง
              
กว่าจะผ่านมันมาได้ ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ขาเท่านั้นที่พาพวกเขาไปถึงเส้นชัย....

รู้จักยอดคนที่เอาชนะระยะทางด้วยใจและความมุ่งมั่น

THR1 (หนุ่ย) ธีรวัฒน์ เถลิงสกุล
อายุ 43 ปี  สูง 175 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 138 กก. และเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ปัจจุบันหนัก 126 กก.
เป้าหมาย: อยากแข็งแรงเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่กับคนที่เขารักและรักเขาไปได้นาน ๆ
             
หนุ่ยไม่เคยชอบการวิ่ง ทั้ง ๆ ที่คลุกคลีกับมันตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเขาชอบวิ่งและมักพาเขาไปซ้อมวิ่งด้วยเสมอ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คุณพ่อสมัครวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกให้เขา และกว่าเขาจะถึงเส้นชัยในวันนั้น เหรียญรางวัลก็ไม่เหลือตกถึงเขาแล้ว ทำให้เขาไม่ชอบการวิ่งเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็จับพลัดจับผลูมาทำงานเป็นออกาไนเซอร์งานวิ่งมาร่วม 10 ปี เป็นคนจัดงานที่ไม่เคยออกวิ่งเลย!
             
ด้วยอายุที่มากขึ้น เขาเริ่มเหนื่อยง่าย บวกกับปัญหาสุขภาพโรคความดันโลหิตสูง เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้จากคำชักชวนของพี่นง ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ รองประธานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย พร้อมเป้าหมายสำคัญในการมีสุขภาพที่ดีขึ้นเพื่ออยู่ดูแลลูกชาย ภรรยา และคนรอบตัวที่เขารักและรักเขาไปอีกนาน ๆ
             
ถึงแม้การวิ่งในงาน Thai Health Day Run 2019 จะไม่ใช่ 10 กิโลเมตรแรกในชีวิตของเขา แต่ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 52 นาที 42 วินาที ทำให้มันเป็น 10 กิโลเมตรแรกที่เขาพิชิตได้ในระยะเวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง และมอบเหรียญแรกในชีวิตให้กับเขา ทุกวันนี้หนุ่ยยังคงใช้การวิ่งเพื่อดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และลดช่องว่างในครอบครัวด้วยการพาภรรยา และลูกชายไปวิ่งด้วยกัน เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนรอบข้างว่าหากเขาทำได้ ก็ไม่ยากเกินที่ใครจะทำได้เช่นกัน
             
นอกจากขาที่เขาใช้มันพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ “ใจ” คือสิ่งสำคัญที่เขาใช้บังคับขาให้ก้าวออกไป


THR2 (หล้า) รรินภรณ์ ยาวุฒิ
อายุ 39 ปี สูง 157 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 78 กก. และมีภาวะน้ำหนักเกิน
ปัจจุบันหนัก 72 กก.
เป้าหมาย: เป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนเนื่องจากเป็นภรรยาผู้ใหญ่บ้าน
           
หล้า หรือแม่หลวง ตามคำที่คนในหมู่บ้านใช้เรียกเธอจากตำแหน่งภรรยาผู้ใหญ่บ้าน แม่บ้านบนดอยผู้ไม่เคยออกกำลังกายด้วยเหตุผลว่า “เหนื่อย” แต่ลองสมัครเข้าโครงการตามคำชักชวนของพี่นง ทะนงศักดิ์คนเดิม
           
แม่หลวงเริ่มฝึกด้วยการออกเดิน โดยมีลูกชายคนเล็กเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันและเดินเป็นเพื่อน ในวันที่ท้อ ไม่อยากจะก้าวขาออกวิ่งแล้ว เธอก็ได้กำลังใจจากคนในหมู่บ้านที่ทราบข่าวว่าเธอกำลังตั้งใจทำอะไร จนกลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง การวิ่งก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอไปแล้ว
           
ถึงแม้จะมีโค้ช แต่ด้วยความที่เธออยู่บนดอย เธอจึงมีโอการได้พบโค้ชเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็ยังปฏิบัติตามตารางซ้อมและคำแนะนำต่าง ๆ ของโค้ชอย่างเคร่งครัด เพราะมีลูกบ้านคอยเฝ้ามองและเป็นกำลังใจให้เธออยู่ เคล็ดลับในการฝึกวิ่งของแม่หลวง คือการวิ่งออกจากบ้านไปคนเดียวโดยไม่พกอะไรไปเลยนอกจากนาฬิกา เพราะเธอคิดว่าโทรศัพท์มือถือจะทำให้เธอเสียสมาธิ และในช่วงที่ท้อ เธออาจจะหยิบโทรศัพท์รบเร้าให้ลูกเอารถมารับกลับบ้าน
          
แม่หลวงผ่านระยะ 10 กิโลเมตรแรกในชีวิตด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 26 นาที 42 วินาที ด้วยความมั่นใจเพราะสถานที่ที่เธอฝึกซ้อมมาตลอดคือพื้นที่บนดอยที่เป็นเนินสูงต่ำ และหลังจากงานวิ่งในครั้งนั้น แม่หลวงยังออกวิ่งรอบหมู่บ้านอยู่ทุกวัน โดยมีลูกบ้านออกวิ่งตาม เพราะเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวบ้านไปแล้ว นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา เธอเพิ่งจัดงานวิ่งเพื่อชวนคนในชุมชนมาออกกำลังกายสำเร็จไป โดยมีนักวิ่งในวันนั้นกว่า 1,000 ชีวิต


 
THR3 (ออย) ยุวดี พันธ์นิคม
อายุ 34 ปี  สูง 167 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 62.5 กก. เคยเป็นโรคมะเร็งกระดูกลามขึ้นปอด จนต้องตัดขา 1 ข้างและใส่ขาเทียม, ไวรัสตับอักเสบบีและ นิ่วในถุงน้ำดี
ปัจจุบันหนัก 62.5 กก. แต่แข็งแรง มีรูปร่างที่ดีขึ้นและกล้ามเนื้อที่ชัดเจนขึ้น
เป้าหมาย: อยากบอกรักตัวเองด้วยสุขภาพที่ดีขึ้น และอยากวิ่ง 10 กิโลเมตรเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดความพิการของตัวเอง       

ออยเป็นนักวิ่งคนเดียวของโครงการที่เป็นผู้พิการตัดขามาร่วม 20 ปี มีปอดเพียง 1 ข้างและไม่เคยรู้จักกับการวิ่งเลย เธอสมัครเข้าร่วมโครงการคนต้นแบบจากคำแนะนำของแอดมินเพจ “วิ่งแถวบ้าน” ประกอบกับเป็นช่วงที่เธอเปลี่ยนขาเทียมใหม่ ซึ่งทำให้เธอล้มบ่อย จนเธอไม่คิดแม้แต่อยากจะเดินไปหน้าบ้าน แต่เธอก็ยังฮึดสู้เพราะอยากมอบของขวัญเป็นสุขภาพที่ดีให้กับตัวเอง และอยากก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดความพิการของตัวเองด้วยการพิชิตการวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรให้ได้
           
1 กิโลเมตรแรกในการฝึกซ้อมของเธอสร้างความเจ็บปวดที่เรียกได้ว่าแสนสาหัส แต่หลังจากได้พักผ่อน รับประทานอาหารให้อิ่ม และได้กำลังใจจากครอบครัว เธอก็กลับมาสู้อีกครั้ง เพราะคิดในแง่บวกว่าเธอผ่าน 1 กิโลเมตรมาได้ เธอก็จะต้องผ่าน 2 กิโลเมตรได้เช่นกัน จนในที่สุดออยสามารถเดินไปได้มากที่สุดเป็นระยะทางถึง 8 กิโลเมตร หลังจากผ่านการฝึกซ้อมไป 50 วัน
           
เธอเริ่มฝึกวิ่งโดยการสอนของพี่นง ทะนงศักดิ์ เมื่อครั้งที่เข้ามาเวิร์คช็อปกับโครงการ และเธอก็แปลกใจกับตัวเองอีกครั้งเมื่อพบว่าเธอวิ่งได้ เธอบอกว่าความพยายามของคนทั่วไปอาจจะเป็น 100% แต่สำหรับคนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์เช่นเธอ จะต้องบวกไปอีก 100% เป็น 200%
           
ทุกครั้งที่เธอไปซ้อมที่สนาม เธอจะได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างอย่างท่วมท้น ทุกคนล้วนมองว่าเธอคือแรงบันดาลใจชั้นยอด เธอเองก็มองว่าคำพูดที่น่าประทับใจเหล่านั้น ก็เป็นพลังใจให้กับทุกก้าวของเธอเช่นกัน
           
ทุกครั้งที่เธอออกวิ่ง เธอจะใช้สมาธิในการอยู่กับตัวเอง ดูการหายใจเข้าออก แม้กระทั่งการหอบเหนื่อย และสมาธิที่เธอได้มาในตอนฝึกวิ่ง ก็ทำให้เธอมีสติในการทำงานมากขึ้น รู้จักคิดก่อนพูด เธอจึงมักแนะนำคนที่อยากวิ่งว่าให้อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องชวนเพื่อน ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมากมาย แล้วจะค้นพบความสุขในการวิ่งได้ในที่สุด
           
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มซ้อมจนถึงวันที่เธอเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองได้ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง 1 นาที 40 วินาที ในการวิ่ง 10 กิโลเมตรในงาน Thai Health Day Run 2019 คุณออยค้นพบความเปลี่ยนแปลงของตัวเองตั้งแต่ภายใน คือสุขภาพและสมาธิที่ดีขึ้น และภายนอกคือท่าเดินและบุคลิกที่สง่าขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรอบข้างสังเกตเห็นได้ชัด สิ่งสำคัญคือทัศนคติที่มีต่อการออกกำลังกายของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเธอก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากกว่าเธอ “รักการวิ่ง” ซึ่งเป็นความสุขและเป็นชีวิตประจำวันของเธอไปแล้ว
 
THR4 (ท้อป) ไพบูลย์ พฤกษ์พนาเวศ
อายุ 51 ปี สูง 170 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 108 กก. เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันเกาะตับ
ปัจจุบันหนัก 98 กก.
เป้าหมาย: อยากมีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ได้เรียนรู้การวิ่ง การออกกำลังกายที่ถูกวิธี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในชุมชน
           
ท้อป หรือนายกท้อป นายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปอดของเมืองโคราช เราจะเห็นคนโคราชมาออกกำลังกายกันที่นี่เป็นประจำ สำนักงานเทศบาลที่นายกท้อปทำงานอยู่ ก็เป็นสวนที่เทศบาลสร้างไว้ให้คนมาวิ่ง นายกท้อปเองก็ร่วมจัดงานวิ่งเป็นประจำ และถูกลูกชายรบเร้าให้พาไปวิ่งอยู่บ่อยครั้ง แต่ตัวเองกลับไม่เคยวิ่งมาก่อน จนเขาเริ่มมีความคิดว่าถ้ายังพาลูก พาครอบครัวไปวิ่งไม่ได้ แล้วเขาจะเป็นผู้นำคนในชุมชนให้ออกมาวิ่งได้อย่างไร เมื่อได้รับคำชวนจากพี่นง ทนงศักดิ์ คร้งนี้นายกท้อปจึงสมัครเข้าร่วมโครงการอย่างไม่ลังเล
           
นายกท้อปตั้งใจจริงในการฝึกซ้อม ด้วยความเชื่อว่าเขาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในครอบครัวและคนในชุมชนที่เขาดูแลอยู่ให้ออกมาดูแลสุขภาพให้ได้ เขาเริ่มต้นด้วยการเดินให้นานเพื่อเผาผลาญแคลอรี่และสร้างกล้ามเนื้อเพื่อฝึกกล้ามเนื้อหัวใจให้พร้อมต่อการวิ่งและลดอาการบาดเจ็บของร่างกาย นอกจากนั้นการฝึกยังทำให้เขาเห็นชัดว่าร่างกายพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาการฝึกซ้อม
           
ในงาน Thai Health Day Run 2019 นายกท้อปตั้งเป้าว่าจะจบระยะ 10 กิโลเมตรให้ได้ในเวลาน้อยกว่า 100 นาที และเขาทำลายสถิตินั้นได้ด้วยเวลาจริง 99 นาที 32 วินาที พร้อมท่าแตะเส้นชัยที่เขาคิดไว้ในใจ
           
นอกจากการวิ่งจะกลายเป็นนิสัยไปแล้ว ผลตรวจร่างกายของนายกท้อป จากที่เคยมีค่าต่าง ๆ เกินมาตรฐาน ไม่ว่าจะไขมัน น้ำตาล หรือกรดยูริค ทั้งหมดกลับมามีค่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเป้าหมายหลังจบโครงการ คือการพิชิตฮาล์ฟมาราธอนให้ได้ใน 3 เดือน และจะพิชิตระยะที่มากกว่านั้นให้ได้ในอนาคตข้างหน้า


 
THR5 (กระต่าย) จรุงศรี ยินไธสง
อายุ 32 ปี สูง 163 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 75 กก. เป็นกรดไหลย้อน, โรคกระเพาะ, ภูมิแพ้, แพ้เหงื่อ,  แพ้อาหารทะเล และแพ้ของหมักดอง
ปัจจุบันหนัก 70.9 กก.
เป้าหมาย: สุขภาพและรูปร่างที่ดี สวยสดใส มีจิตใจที่เข้มแข็งและผ่านอุปสรรคในชีวิตไปได้ และเพื่อให้คนที่แอบชอบหันมาสนใจบ้าง
           
กระต่าย หรือครูต่ายเป็นครู กศน. ผู้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน เพราะแพ้เหงื่อตัวเอง แต่เริ่มสนใจการออกเพราะชายหนุ่มที่ครูต่ายแอบปิ๊งเป็นคนที่รักการวิ่ง ครูต่ายจึงคิดว่าถ้าชวนคุยเรื่องวิ่ง น่าจะมีอะไรพูดคุยกันได้มากขึ้น ประกอบกับตัวเองอยากลดน้ำหนัก และชอบลองอะไรใหม่ ๆ ครูต่ายจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการด้วยเหตุผลที่โรแมนติกกุ๊กกิ๊กเหมือนในซีรี่ย์เกาหลีนี่เอง
           
ครูต่ายทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังไม่ได้มีความสุขกับการซ้อมแม้แต่น้อย โดยถือเอาว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการมาแล้วก็เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เปรียบเหมือนการทานยาที่ถึงแม้จะขมแต่ก็ต้องจำใจทาน จนเมื่อการซ้อมผ่านไป 1 เดือน และครูต่ายไปตรวจร่างกาย แล้วพบว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง คนรอบตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มที่เธอมีใจก็ชมว่าหน้าตาสดใสขึ้น ทำให้เธอมีกำลังใจและเริ่มรู้สึกดีกับการวิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นเธอยังมีกำลังใจที่เข้มแข็งขึ้นในการต่อสู้กับอาการแพ้ต่าง ๆ ที่เคยมี จนปัจจุบันเธอไม่มีอาการแพ้ใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย
           
ครูต่ายไม่เคยรู้เลยว่าความพยายามและความมุ่งมั่นในแบบของเธอ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ตลอดการซ้อมที่ต้องมีการส่งการบ้านให้โค้ช คนรอบตัวเธอก็ทำส่งการบ้านส่งมาให้ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คเช่นกัน หลายๆคนรายงานกับเธอว่าเริ่มออกวิ่งเพราะเห็นเธอเป็นตัวอย่าง จึงทำให้เธอมั่นใจว่ามาถูกทาง และทำให้เธอพูดได้เต็มปากว่ารักการวิ่งเข้าแล้ว
           
เธอพิชิตระยะทาง 10 กิโลเมตรแรกในชีวิตด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 34 นาที 1 วินาที และตั้งเป้าว่าจะใช้การวิ่งเป็นการดูแลสุขภาพต่อไป รวมทั้งเชิญชวนคนในชุมชนมาออกกำลังกายร่วมกัน จนวันนี้ในอำเภอหนองเสือที่ครูต่ายอยู่ มีโครงการวิ่งออกกำลังกายร่วมกันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการสนับสนุนของผู้ใหญ่ในอำเภอและมีครูต่ายเป็นต้นแบบ


 
THR6 (แสบ) นายสมเจตน์ เสาโร
อายุ 40 ปี  สูง 184 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 87 กก. เป็นโรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันสูง และมีภาวะซึมเศร้า
ปัจจุบันหนัก 89 กก. แต่แข็งแรงและมีกล้ามเนื้อมากขึ้น
เป้าหมาย: อยากมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน เพื่อจะได้อยู่ดูแลลูกชายที่รักทั้ง 2 คน ไปนานๆ
           
ครูแสบ คือคนที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก จาก 8 คนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่ RunForNewLife Story” ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 19 นาที 10 วินาที เขาเข้าร่วมโครงการในช่วงที่สถานการณ์ของชีวิตทำให้เขาเกิดภาวะซึมเศร้า ทั้งเรื่องงาน โรคที่รุมเร้า และลูกชายคนเล็กที่เป็นออทิสติก ด้วยแรงบันดาลใจจากน้องสาวที่ออกกำลังกาย เขาจึงอยากมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพที่ดีขึ้นเพื่อจะได้อยู่ดูแลลูกชายไปนานๆ
           
ครูแสบปฏิบัติตามตารางฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัดทุกวัน โดยได้ความร่วมมือจากภรรยาที่แยกกันทำงานมาดูแลลูกให้ในช่วงที่เขาต้องซ้อม เมื่อรู้ตัวอีกที การวิ่งก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในใจและช่วยกำจัดความเครียดที่เคยมีให้จางลงไป
           
หลังจากจบ 10 กิโลเมตรแรกในชีวิต ครูแสบได้เข้าร่วมการวิ่ง 10 กิโลเมตรอีกครั้งที่แม่หลวงหล้าจัดขึ้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และยังคงวิ่งเพื่อเก็บสะสมระยะทางให้ได้ 100 กิโลเมตรใน 1 เดือน นอกจากนั้นการวิ่งยังทำให้เขารู้จักจัดสรรเวลาชีวิตได้อย่างลงตัวมากขึ้น มีสติในการคิดมากขึ้น จนเรียกได้ว่าก้าวผ่านภาวะซึมเศร้ามาได้อย่างน่าชื่นชม พร้อมสุขภาพที่ดีและหน้าตาที่สดใสขึ้น เป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนรวมไปถึงนักเรียนของเขาด้วย


 
THR7 (แบซี) เพาซี ยะซิง
อายุ 44 ปี  สูง 159 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 75 กก. และมีภาวะน้ำหนักเกิน
ปัจจุบันหนัก 71 กก.
เป้าหมาย: จากคนทำงานตัดต่อที่ชีวิตติดเก้าอี้ จึงกลัวว่าอนาคตจะเป็นผู้ป่วยติดเตียง จึงอยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
           
แบซี คืออีกคนที่พี่นง ทนงศักดิ์ชวนให้เข้ารวมโครงการ ด้วยงานตัดต่อที่เขาทำ ทำให้เขาแทบจะใช้ชีวิตอยู่ในสตูดิโอกับเก้าอี้ทำงานตลอดเวลา จนมีแนวโน้มที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรม มีอาการกระดูกสันหลังคดจากการนั่งเก้าอี้ผิดท่าเป็นเวลานาน และหากไม่เริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ตอนนี้ หมอบอกว่าในอนาคตเขาอาจจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงได้ และนี่คือคำที่ฝังในหัวจนเขายอมส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการ
           
เมื่อเริ่มซ้อมวิ่ง สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับแบซี คือการลุกออกจากเก้าอี้เพื่อออกไปซ้อม 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน เขาวิ่งไปพร้อมความกังวลเรื่องงาน แต่ด้วยตารางซ้อมที่เขาอยากปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เขาจึงต้องบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นไปซ้อมทุกวัน เมื่อผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เขาเริ่มเคยชินกับการปิดคอมพิวเตอร์และลุกออกไปวิ่ง และค้นพบว่าหลังจากซ้อมและกลับมาทำงานต่อ กลับได้ผลงานมากกว่าที่เคย เพราะสมองที่โล่งขึ้นจากการวิ่ง  เขาจึงมีความมั่นใจในการบริหารเวลาทำงานของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย ผลลัพธ์ที่เห็นชัดกว่า คือการที่เขาวิ่งได้โดยไม่เหนื่อย รวมทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นทุกด้าน แถมยังได้มิตรภาพที่เพิ่มขึ้นจากการตื่นมาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน และคนที่ติดตามเขาผ่านทางโซเชียลมีเดียก็ติดต่อเข้ามาพูดคุยขอเคล็ดลับในการวิ่ง
           
เป้าหมายสำหรับระยะ 10 กิโลเมตรแรกในชีวิตของแบซี คือการเข้าเส้นชัยได้ในเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ด้วยการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนและใจที่เต็มร้อยส่งผลให้เขาทำได้ดีกว่าที่ตั้งเป้า โดยใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง 25 นาที 9 วินาที
 


THR8 (ฝน) พญ.ฝนทิพย์ วัชราภรณ์
อายุ 28 ปี  สูง 163 ซม.
ก่อนเข้าร่วมโครงการหนัก 95 กก. มีภาวะน้ำหนักเกิน ช็อคโกแลตซีสต์และภูมิแพ้
ปัจจุบันหนัก 92 กก.
เป้าหมาย: อยากลดน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมาย แข็งแรงไม่ป่วยง่าย ไม่มีโรคประจำตัว และเรื่องจากเป็นแพทย์จึงอยากเป็นแบบอย่างที่ดีในการลดน้ำหนัก ปรับพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม สามารถกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวก ให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ    
          
หมอฝนทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยด้าน 'สาธารณสุข' ใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานประมาน 5 ชั่วโมงต่อวัน จนไม่มีเวลาพักผ่อน และดูแลตัวเอง นอกจากจะมีน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์แล้ว ยังมี 'โรคภูมิแพ้' เข้ามาอีกด้วย แม้จะทำงานในสายนี้ มีความรู้ด้านสุขภาพ หมอฝนกลับรู้สึกตัวเองยังไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นสักเท่าไหร่ เลยอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อที่จะสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อสื่อให้เห็นว่าหากเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คนอื่นก็สามารถทำได้เหมือนกัน หมอฝนจึงสมัครเข้าร่วมโครงการ
           
ในช่วงซ้อม หมอฝนมีอาการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล และต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายอยู่ร่วม 3 สัปดาห์กว่าจะกลับมาซ้อมได้อีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถพิชิต 10 กิโลเมตรในงาน Thai Health Day Run 2019 ได้ จึงต้องมาเร่งซ้อมหนักในช่วงปลายและพยายามทานอาหารให้ถูกต้อง พร้อมทั้งดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อไม่ให้ป่วยเมื่อถึงวันงาน
           
และความฝันก็กลายเป็นความจริง ในที่สุดหมอฝนก็สามารถพิชิตเป้าหมายของตัวเองด้วยการจบระยะ 10 กิโลเมตรได้สำเร็จด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที 35 วินาที และยังลดน้ำหนักได้ด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ 2-3 กิโลกรัม แต่เธอก็รู้สึกว่าร่างกายกระชับขึ้น สำหรับเป้าหมายต่อไป หมอฝนอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น และอยากลองวิ่งให้ได้ในระยะทางที่ไกลขึ้นกว่า 10 กิโลเมตร
           
หมอฝนฝากคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากวิ่ง ว่าให้ลองเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน ค่อย ๆ ฝึกฝนตัวเอง วางพื้นฐาน เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อน เช่น การยืดเหยียดร่างกาย การเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ จากนั้นลองวางเป้าหมายใหญ่ๆ ไว้สัก 5 กิโลเมตร และวางเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวันก่อนจะไปถึงเป้าหมายใหญ่ และพิชิตมันให้ได้ก่อนจะทำให้การวิ่งของเราสนุกขึ้น และมีกำลังใจที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าเราก็มีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เชื่อมั่นว่าสักวันเราก็ทำได้ เพราะถ้าหมอฝนทำได้ ทุกคนก็ต้องทำได้เช่นกัน
 
การวิ่งคือกระบวนการขัดเกลาตัวเอง
พี่นง ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ รองประธานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ที่คนรักการวิ่งคุ้นหน้ากันดี ร่วมให้คำแนะนำดี ๆ และเป็นกำลังใจให้ผู้ร่วมโครงการทุกคนมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการ คำแนะนำจากพี่นง นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนต้นแบบทั้ง 8 คนแล้ว ยังเป็นแนวคิดที่สามารถพลิกมุมมองที่มีต่อการวิ่งให้เป็นมากกว่าแค่การออกกำลังกายได้อีกด้วย
           
พี่นงกล่าวว่า “ทั้ง 8 คนได้ฟังผมพูดบ่อยแล้ว แต่ในช่วงแรก ๆ คงยังไม่เข้าใจเสียทีเดียว จนเมื่อเขาเริ่มฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เขาจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดมากขึ้น ซึ่งก็คือภาวนามยปัญญา หรือปัญญาที่เกิดจากการลงมือทำนั่นเอง... ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมก็เรียนรู้มาจากการกระทำ และความผิดพลาดของคนอื่นเช่นกัน ผมถือว่าทุกคนในสังคม คือครูของเราหมด นี่คือวิธีคิดที่ยั่งยืนทำให้เราได้มีพลังในการทำงานหรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ และผมใช้การวิ่งเป็นการดึงสติเราให้กลับมาที่ตัวเราเอง”
           
“เรามักมองที่คนอื่นเสมอ โดยไม่ได้มองกลับมาที่ตัวเอง และยังใช้ตัวเองตัดสินคนอื่น การวิ่งเป็นกระบวนการในการขัดเกลาตัวเอง ดังนั้น 8 คนต้นแบบนี้ได้ใช้การวิ่งเป็นการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการแบ่งเวลาให้ได้ก่อน จากเดิมที่เคยอ้างว่าไม่มีเวลา แต่ทุกคนบนโลกนี้ล้วนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน และทุกคนยินดีจะจัดสรรเวลาให้สิ่งที่ตัวเองรักหรือชอบก่อนเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขาทั้ง 8 เริ่มมีความสุขกับการวิ่ง พวกเขาก็จะแบ่งเวลามาให้ได้เอง และรางวัลที่พวกเขาจะได้จากการวิ่งคือสุขภาพที่ดี”
           
“หากคุณจัดสรรเวลาให้การวิ่งได้ จากนี้ไม่ว่าเรื่องอะไร ใหญ่แค่ไหน คุณก็จะทำได้ทุกอย่าง การวิ่งจึงเป็นการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของคุณได้ทุกด้าน” พี่นงสรุป
           
จุดเริ่มต้นของการวิ่งไม่ใช่เพียงแค่ขาที่ออกก้าว
ความสวยงามระหว่างทางวิ่งไม่ใช่เพียงภาพที่ตาเห็น
แต่หากเป็นใจที่พร้อมเปิดรับและเรียนรู้
ปลายทางของการวิ่งไม่ใช่แค่เส้นชัยหรือเหรียญรางวัล
แต่คือการค้นพบตัวเอง และศักยภาพที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี
 
การวิ่งคือการใช้”ขา”พาตัวเองออกไปค้นพบ”ใจ”ของตัวเอง