sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

นิทานนำทาง... เสริมสร้างพัฒนาการเด็กทุกวัย

นิทานเป็นสิ่งคุ้นตาของทุกบ้านที่มีเด็ก แต่ผู้ปกครองหลายคนอาจยังไม่ทราบถึงประโยชน์อื่นๆ ของนิทานที่นอกจากการใช้เพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้กับเด็กๆ เรายังสามารถใช้นิทานเพื่อเสริมสร้างพัฒนาของเจ้าตัวน้อยได้อีกด้วย ลองมาฟังเทคนิคดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านนิทานและสองคุณแม่คนเก่งที่เห็นพัฒนาการที่ดีของลูกที่ได้รับนิทาน


“น้าเมฆ” ธนะชัย สุนทรเวช นักแต่งและเล่านิทานประจำสำนักพิมพ์ก้อนเมฆ ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการนิทานมานานกว่า 12 ปี เท่ากับอายุลูกชายวัย 12 ปีของเขา น้าเมฆอธิบายถึงรูปแบบของนิทานที่เหมาะกับช่วงวัยของเด็กออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้

1. เด็กเล็ก อายุ 0-3 ปี ส่วนใหญ่ของหนังสือนิทานควรเป็นภาพ มีคำบรรยายประกอบเป็นเพียงสั้นๆ ไม่ต้องมีเนื้อเรื่องมากนัก หรือเป็นคำกลอน เพื่อให้เด็กเล็กได้เห็นรูปและฟังเสียง เด็กๆ จะชอบมาก เพราะมีสัมผัสและเสียงอ่านที่ฟังแล้วเป็นจังหวะคล้ายเสียงดนตรี

2. เด็กอนุบาล อายุ 3-6 ปี ยังคงเน้นให้ภาพเยอะกว่าตัวอักษรซึ่งอาจเป็นคำกลอนคล้องจองที่เด็กสามารถจำได้ง่าย หรือเนื้อเรื่องที่ไม่ซับซ้อนนัก

3. เด็กประถมต้น อายุ 6-9 ปี การใช้ตัวอักษรมากขึ้น เนื้อเรื่องซับซ้อนมากขึ้น การเล่าเรื่องที่เหมือนได้ประสบการณ์การผจญภัย หรือหาของที่ซ่อนอยู่ในภาพจะช่วยดึงดูดความสนใจให้เด็กๆ ติดตามนิทานด้วยความสนุก

4. เด็กประถมปลาย อายุ 9-12 ปี ภาพสวย จำนวนตัวละครมากขึ้น เนื้อหาชวนให้ติดตามเพื่อแก้ปัญหา หรือการใช้คำศัพท์ที่ยากขึ้น จะฝึกทักษะการฟังและจับใจความที่เป็นประโยชน์ในการเรียนหนังสือของเด็กๆ

ลองมาดูประโยชน์ของนิทานที่มากกว่าเรื่องเล่าเพื่อความเพลิดเพลิน

1. เสริมพัฒนาการให้ลูกตามวัย

“น้าเมฆ” ธนะชัย สุนทร แนะนำให้เริ่มเล่านิทานเสริมพัฒนาการของเด็กให้ลูกฟังตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง เพราะการได้ยินของเด็กเริ่มพัฒนาตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 5 เดือน “เรื่องที่ประหลาดใจคือ ผมจะอ่านนิทานและคุยกับลูกข้างๆ ท้องภรรยา พอวันแรกที่ลูกออกมา พยาบาลเข็นลูกออกมาจากห้องคลอด ลูกชายร้องเสียงดังมาก ผมขอพยาบาลคุยกับลูก พอลูกชายได้ยินเสียงผม ลูกหยุดร้องทันที ผมคิดว่าเขาน่าจะจำเสียงของผมได้” เช่นเดียวกับ ภญ.หรรษา มหามงคล อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ควบตำแหน่งแอดมินเพจเลี้ยงลูกรอบโลก และคุณแม่ลูกสอง ที่เสริมว่าการเลือกใช้นิทานที่เป็นคำคล้องจองสำหรับลูกเล็ก เพื่อทำให้ลูกรู้จักและจดจำสี รูปร่าง หรือชื่อสัตว์ ส่วนคุณอุรศา จิตต์ธรรมวาณิช คุณแม่นักเขียนกับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารนิตยสาร lifestyle+travel นั้นเลือกนิทานให้เหมาะกับช่วงเวลาส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไปโรงเรียนและอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ เช่น การแปรงฟันให้สะอาด การล้างมือ การแบ่งของเล่น การเก็บของให้เป็นที่เป็นทาง

2. สร้างคลังคำศัพท์และพัฒนาการด้านภาษา

ตอนลูกเริ่มพูดได้ การใช้นิทานสอนเรื่องการพูดให้มีหางเสียงตั้งแต่เริ่มหัดพูด ทำให้เด็กๆ เข้าใจได้ง่ายว่าการมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดจากับผู้อื่นควรเป็นอย่างไร ส่วนประโยชน์ในด้านทักษะทางภาษา แม้จะยังไม่เห็นผลตอนลูกยังเล็กๆ หรือตอนเรียนชั้นอนุบาลมากเท่าไหร่ แต่จะเริ่มเห็นชัดขึ้นเมื่อเริ่มเรียนชั้นประถม ลูกจะมีทักษะทางภาษาที่ดีมาก ทั้งการเรียบเรียงแต่งประโยค เข้าใจคำศัพท์ยากๆ และมีคลังคำศัพท์มากกว่าคนอื่น ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่เราค่อยๆ เพิ่มเข้าไปทีละน้อย คุณอุรศาเพิ่มเติมว่าจริงๆ แล้วพ่อแม่ที่เป็นคนอ่านนิทานสามารถใช้เสียงสูงต่ำต่างๆ ในการเล่าเรื่องโดยที่ลูกได้มองเห็นการเขียนและการสะกดคำที่ถูกต้องจากในนิทาน และเมื่อถึงวัยที่ลูกเริ่มอ่านนิทานเอง เขาจะได้เห็นการสะกดคำที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มเลย นอกจากนั้นก็เป็นพวกนิทานเสริมความรู้ โดยน้าเมฆยังแถมอีกว่าการเล่านิทานให้ลูกฟังบ่อยๆ จะสร้างความรู้สึกให้เด็กรักและอยากฟังนิทานก่อน หลังจากฟังนิทานบ่อยๆ แล้ว ให้เริ่มถามลูกว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน ขยับไปอีกขั้นก็ถามว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร สิ่งเหล่านี้คือการฟังและจับใจความ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กที่จะสอบเข้าเรียนต้องทำข้อสอบพวกนี้อยู่แล้ว โดยคุณครูจะอ่านโจทย์ให้ฟังแล้วถามคำถาม ถ้าเด็กฟังนิทานจนคุ้นเคย การเข้าเรียนและการสอบก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

3. ฝึกประสาทสัมผัสด้านสายตาและเสียง

สำหรับเด็กเล็กหนังสือนิทานที่เน้นภาพเหมาะมากที่คุณพ่อคุณแม่จะซื้อหามาอ่านให้ลูกฟัง ขณะที่หูฟัง ตาก็มองภาพตามไปด้วย จะเกิดความเชื่อมโยงในเรื่องราวที่ฟังและภาพที่เห็น มือของเด็กเล็กได้สัมผัสและค่อยๆ ช่วยพลิกหนังสือทีละหน้า เด็กๆ จะได้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการสื่อสารทางเดียวผ่านการดูการ์ตูนหรือฟังนิทานจาก youtube หรือแม้แต่นิทานเรื่องเดียวกัน น้าเมฆให้เคล็ดลับว่าให้ลองเปลี่ยนคนเล่า เด็กก็สนุกแล้ว เพราะเสียงและจังหวะจะโคนในการเล่าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

4. เติมแต่งจินตนาการ สมาธิ และพัฒนาการด้านอารมณ์

น้าเมฆผู้มีประสบการณ์ในการเล่านิทานให้กลุ่มเด็กพิเศษฟังบอกกับว่านิทานจะช่วยสร้างสมาธิให้เด็กได้ดี เช่นในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น แรกๆเด็กกลุ่มนี้อาจจะดูใจร้อน อยากรีบข้ามไปถึงตอนจบเร็วๆ คนเล่าก็ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ เปิดไปทีละหน้า ทำให้ได้ฝึกความอดทนของทั้งคนเล่าและคนฟัง หลังๆ ถ้าเด็กๆ คุ้นเคยมากขึ้น เด็กจะมีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ และมีความอดทนในการรอคอยได้มากขึ้น แถมยังสนุกไปกับเนื้อหาในนิทานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5. เสริมประสบการณ์ชีวิต

คุณอุรศาเองใช้นิทานเชื่อมโยงเหตุการณ์รอบๆ ตัว อาทิ อ่านนิทานเรื่องการไปเที่ยวสวนสัตว์ ก่อนที่จะพาลูกสาวไปสวนสัตว์จริงๆ เพื่อที่จะปูพื้นฐานให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตัวเมื่อไปสวนสัตว์ เป็นต้น หรือจะอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอนตั้งแต่เล็ก สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเรื่องกันไปให้หลากหลาย เพื่อปลูกฝังให้ลูกรู้สึกว่า โลกของหนังสือมีอะไรมากกว่าตัวอักษร โดยไม่ได้พึ่งสื่ออื่นๆ ส่วนลูกๆของ ภญ.หรรษา ได้ความรู้จากการอ่านเยอะมากอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ขณะอ่านจะเป็นการอ่านเพื่อความสนุก ไม่ได้อ่านเอาเนื้อหา หรืออ่านเอาความรู้แบบจริงๆ จังๆ แต่มันช่วยเปิดโลกของลูกให้กว้างขึ้นได้เป็นอย่างดี พอไปโรงเรียนจึงทำให้เค้าเข้าใจสิ่งที่เรียนได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นลูกยังได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตทางอ้อม เพราะการอ่านนิทาน อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครในนิทาน มันก็เป็นสิ่งที่สอนใจผู้อ่านได้และทำให้ลูกได้คิดตาม คุณอุรศา เสริมว่า ในวัยก่อนเข้าเรียน นิทานมีบทบาททำให้เด็กสามารถมองภาพออกว่าชีวิตประจำวันในโรงเรียนเป็นอย่างไร นิทานที่มีตัวละครซึ่งมีพฤติกรรมที่หลากหลายจะปูพื้นฐานและเตรียมพร้อมให้เด็กสามารถรับมือกับสังคมที่เปิดกว้างขึ้น รู้จักการปฏิบัติตัว การเข้าสังคม นอกจากนี้นิทานยังสามารถสอน ผิด-ถูก ชั่ว-ดี เบื้องต้นในใจเด็กๆ ได้ ตลอดจนสอนขนบวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทยไปในตัวด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนิทานที่ผู้ปกครองเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้ซึมซับพฤติกรรมที่ดีงาม

6.ความอบอุ่นในครอบครัว

ทุกครอบครัวล้วนเห็นตรงกันว่าช่วงเล่านิทานคือช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว ในขณะที่ลูกสนุกกับนิทานที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง พ่อแม่เองก็ยังได้ผ่อนคลายจากการทำงาน และรู้สึกดีที่ลูกรอคอยเวลาเล่านิทานก่อนนอนและตั้งใจฟังเสมอ นอกจากนั้นการเล่าไปคุยไป ชวนคุยชวนคิด ยังได้เห็นความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก บางคนมีความรู้รอบตัวดี บางคนภาษาอังกฤษดี บางครั้งเด็กๆ ได้ฟังนิทานแล้วก็เกิดความคิดและจินตนาการต่อไปอีก นับเป็นช่วงเวลาทองที่ทุกคนในครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกัน รู้จักกันมากขึ้นผ่านนิทานที่เล่าและเวลาที่ใช้ร่วมกัน

เมื่อถูกถามว่า ผู้ปกครองควรใช้นิทานเพื่อพัฒนาเด็กอย่างไร เมื่อไหร่ บ่อยแค่ไหน น้าเมฆมักจะแนะนำพ่อแม่ทุกท่านเสมอว่าเล่านิทานให้ลูกฟังยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ต้องรอให้ลูกโตจนอ่านหนังสือเองได้ ส่วนความถี่นั้น เล่าได้ทุกที่ทุกเวลา เล่ากี่เรื่องก็ได้ แต่มักจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ “ถ้าออกไปเล่านิทานตามโรงเรียน ผมมักจะบอกคุณครูว่าถ้าเลือกได้ ผมชอบไปเล่านิทานรอบเช้าเพราะเด็กๆ เปิดรับเต็มที่ สมองปลอดโปร่ง แต่ถ้าจะเล่าให้ลูกฟัง ผมชอบเล่านิทานให้เขาฟังตอนกลางคืน เพราะนั่นหมายถึง เขาต้องอาบน้ำ ใส่ชุดนอนแล้ว เตรียมเข้านอน ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวครับ” ภญ.หรรษาช่วยย้ำว่า พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ทุกวัน อ่านได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับเสียงของพ่อแม่ จะอ่านตอนไหนก็ได้ตามสะดวกไม่จำเป็นต้องเฉพาะก่อนนอนก็ได้ นอกจากนั้นคุณอุรศาเสริมว่าให้เลือกใช้นิทานให้เหมาะกับช่วงเวลาและเหตุการณ์รอบๆ ตัว รวมถึงใช้นิทานเป็นสื่อช่วยปรับพฤติกรรมตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่น เมื่อตอนที่ลูกไม่ยอมเก็บของเล่น ก็จะเล่านิทานที่ทำให้ลูกรู้จักระเบียบมากขึ้น เป็นต้น

เรียกได้ว่า “นิทาน” นอกจากจะสร้างความสนุกให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารชั้นเยี่ยมที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่างๆให้เด็กได้ดีภายใต้พื้นฐานการเลือกนิทานให้เหมาะกับช่วงวัยและการจัดสรรเวลาคุณภาพให้กับสมาชิกตัวน้อยของครอบครัว