หน้าแรก
หน้าแรก

“ลดเค็ม” เพื่อคนไทย ไตแข็งแรง

1 ใน 4 ของคนไทยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า ตามที่ WHO แนะนำการบริโรคโซเดียมต่อวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม

“มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการบริโภคเกลือหรือโซเดียมที่มากเกินไปนั้นเป็นจะเพิ่มระดับความดันโลหิต เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และยังทำให้เกิดโรคไต กระดูกเปราะ และมะเร็งกระเพาะอาหาร” ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ให้ข้อมูล ในการประชุมความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดโซเดียมในประเทศไทย ซึ่งจัดโดยองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เครือข่ายลดการบริโภคเค็ม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เครือข่ายลดการบริโภคเค็ม สสส. รวมถึงสถาบันวิจัย กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มผู้บริโภค ร่วมกันตั้งเป้าหมายให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 รวมถึงการสื่อสารที่เข้มข้นกับประชาชน โดยการให้ความรู้ คำแนะนำในการลดโซเดียมลง พร้อมทั้งขอความร่วมมือร้านอาหารที่จะต้องช่วยกันรับผิดชอบเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคด้วย

​ด้าน นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม กล่าวถึงมาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย ว่า มีการดำเนินการ 4 มาตรการตามที่ WHO แนะนำคือ 1. ร่วมมือกับภาคภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร 2. ติดฉลากแสดงปริมาณโซเดียมเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภค 3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 4.รณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันมีคนไทย 22 ล้านคน ป่วยเป็นโรคสัมพันธ์กับการกินเค็ม และมีผู้ใหญ่เป็นโรคไต 8 ล้านคน  ผู้ป่วยกว่า 1 แสนคน ต้องรักษาด้วยการฟอกเลือดและล้างไตผ่านหน้าท้อง แต่ละปีมีคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่ม 15% การกินเค็มต่อเนื่องก่อโรคความดันโลหิตสูง และเสี่ยงเกิดโรคไตในอนาคต หากป้องกันสามารถชะลอความเสื่อมของไต  พ.อ.นพ.อดิสรณ์ ลำเพาพงศ์ คณะกรรมการบริหาร สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และแพทย์โรคไตในเด็ก ได้ย้ำผลกระทบที่เกิดขึ้น

แนวโน้มในประเทศไทยพบว่า “เด็ก” ป่วยโรคไตมากขึ้น  เพราะกินเค็ม ติดรสเค็มแต่เล็ก เกิดจากการกินขนมขบเคี้ยว ขนมกรุบกรอบ รวมไปถึงการปรุงเค็มเพิ่มในมื้ออาหาร ซึ่งเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ถึง 5 เท่า ทำให้เด็กเป็นโรคความดันโลหิตสูง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน รวมถึงเมื่อเด็กกินเค็มเกิน จะหิวน้ำ มีการดื่มน้ำหวานทำให้เกิดโรคอ้วนลงพุง

สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมในทุกปี เป็นเป็นวัน International Federation of Kidney Foundation และ International Society of Nephrology และได้กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” (World Kidney Day) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการดูแลรักษาสุขภาพไต สำหรับกิจกรรมในปีนี้นั้น สมาคมโรคไตฯ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข  จัดกิจกรรมในวันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2562 ณ Atrium Zone ชั้น 1 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ภายใต้คำขวัญ “ทุกคนทั่วไทย ไตแข็งแรง”  โดยกิจกรรมในปีนี้จะให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการป้องกันอย่างเหมาะสม สำหรับผู้สนใจและประชาชนทั่วไป

หากเราสามารถช่วยกันลดเค็มลงได้ ก็เท่ากับลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลงได้ เพราะทุกวันนี้เราสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการกินเค็มถึง 98,976 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวเราเองที่ต้องตระหนักรู้ถึงโทษของการ “กินเค็ม”

Share on facebook
Share on google
chit

chit

LEAVE AND REPLAY