หน้าแรก
หน้าแรก

‘เป็นหวัด เจ็บคอ’ ไม่เห็นต้องง้อยา

ใครเคยไปซื้อยาแก้อักเสบ (ยาปฏิชีวนะ) ตอนเป็นหวัด ยกมือขึ้น !!! ถ้าหากเป็นแบบนั้น หยุดเถอะ เพราะอาการหวัดส่วนใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย คุณไม่ควรซื้อยาแก้อักเสบกิน

นับว่าเป็นปัญหาระดับโลก สำหรับเชื้อดื้อยา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาราวๆ ปีละ 700,000 คน และคาดว่าจะพุ่งถึง 10 ล้านคน ในปี 2593 สำหรับประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มีผู้ติดเชื้อแยคทีเรียดื้อยาปีละประมาณ 80,000 ราย เสียชีวิตประมาณปีละ 38,000 ราย ซึ่งทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท

ปัญหาดังกล่าวทำให้แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ที่สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนและรณรงค์สร้างความเข้าใจสำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธีอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และร่วมมือกับภาคีเครือข่ายผลักดันจนเกิดเป็น “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564” ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลายๆ กระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร ฯลฯ โดยมีเป้าหมาย 4 ด้าน คือ 1. การป่วยจากเชื้อดื้อยาลดลงร้อยละ 50 2. การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ 3. ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และ 4. ประเทศไทยมีระบบจัดการ การดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

“การกินยาต้านแบคทีเรียเมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ นอกจากไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น ยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นในร่างกาย” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการ กพย. เริ่มต้นเล่าให้ฟัง และอธิบายต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีความเข้าใจผิดในเรื่องการใช้ยาอยู่มาก บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นหวัดเจ็บคอ ต้องกินยาต้านแบคทีเรียถึงจะหาย จริงๆ แล้วอาการหวัด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งวันข้างหน้ามีอาการป่วยหนักจากการติดเชื้อในอวัยวะที่สำคัญ จะทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่ประชาชนเรียกติดปากว่ายาแก้อักเสบ ไม่ได้ผลและส่งผลอันตรายถึงชีวิต

เมื่อเป็นหวัด เจ็บคอ ผู้จัดการ กพย. แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ดังนี้ 1.ดื่มน้ำเยอะๆ 2.กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ 3.ล้างจมูก 4.พักผ่อนให้เพียงพอ 5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 6.กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ 7.ใส่หน้ากากอนามัย เพียงเท่านี้เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยา ที่อาจทำให้เราเกิดการสะสมเชื้อดื้อยาในร่างกายแล้ว

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา ยังชวนเปิดประเด็นว่า ที่ต้องระวังและต้องให้ประชาชนรับรู้เลย คือ ปัจจุบันมีการพบยาปฏิชีวนะทั้งในเนื้อสัตว์และผัก ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า อาหารที่เรากินเข้าไปนั้นมียาปฏิชีวนะ รวมไปถึงสารเคมีที่ตกค้างหรือไม่

“เราจำเป็นต้องรู้แหล่งที่มาของอาหารว่าปลูก หรือเลี้ยงจากที่ไหน ใช้สารเคมี หรือมีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะหรือไม่ ดังนั้นถ้าประชาชนเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ทาง กพย. สสส. และภาคีต่างๆ กำลังรวบรวมเครือข่ายอาหารปลอดภัย และปักหมุดไปให้ได้ทั่วประเทศ ประชาชนจะได้เข้าถึงได้ง่าย”

ด้าน ผู้สนับสนุนหลักอย่าง สสส. ทพ.ศิริเกียรติ   เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เล่าถึงสถานการณ์เชื้อดื้อยาในปัจจุบันว่า ยาต้านเชื้อแบคทีเรียใช้ได้ผลแค่ 10% เพราะเชื้อเกิดการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งปัจจุบันเราตรวจพบยาปฏิชีวนะทั้งในสัตว์และผัก ทำให้คนกินเข้าไปเกิดเชื้อดื้อยามากขึ้นไปอีก การให้ความรู้และความตระหนักในเรื่องนี้ จึงเป็นด่านแรกที่สามารถป้องกันการใช้ยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่สมเหตุสมผลได้ ซึ่ง 3 โรคที่ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะและต้องย้ำกับประชาชน  คือ หวัด ท้องเสีย และแผลสด

คงจะดีกว่าหากวันนี้ เราสามารถ “ป้องกันและดูแล” ตัวเอง ก่อนที่จะใช้เงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตเพื่อ “รักษา”  ในวันที่สายเกินไป

Share on facebook
Share on google
chit

chit

LEAVE AND REPLAY