คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนพฤษภาคม 2558)

โดย
| |
อ่าน : 4,015

สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกท่าน

 

 

          วันที่ 1 พค.นี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกลไกการผลิตของประเทศ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญและประกาศให้เป็นวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน

          ในโอกาสนี้จะขอเล่าสถานการณ์การทำงานในกลุ่มผู้พิการ ซึ่งนับว่ามีปัญหาอย่างมาก โดยพบว่าคนพิการในวัยแรงงาน กว่าเจ็ดแสนคนแต่มีงานทำเพียง 3 แสนคนและคนที่มีงานทำนั้นมีเพียง 24,604 คนเท่านั้นที่ได้ทำงานในที่ทำงานเหมือนคนปกติ และมีคนพิการที่ไม่มีงานทำมากถึงเกือบ 4 แสนคน ซึ่งคนพิการเหล่านี้ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก หลายคนถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามยถากรรมไร้ผู้ดูแลและมีชีวิตที่ลำบากแสนสาหัส เกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้ นโยบายการจ้างงานผู้พิการในสถานประกอบการที่กำหนดให้บริษัทที่มีการจ้างงาน 100 คน ต้องทำการจ้างผู้พิการ 1 คน ซึ่งตามกฎหมายจะต้องมีการจ้างคนพิการจำนวน 47,000 คน แต่ในสถานการณ์จริงนั้น บริษัทจำนวนมากต้องการจ้างผู้พิการ แต่ก็ไม่มีผู้พิการที่มีความพร้อมเพียงพอที่จะมาทำงาน และค่าแรงที่ได้รับประมาณเดือนละประมาณ 9,000 บาทนั้น น้อยเกินกว่าที่คนพิการจะย้ายถิ่นฐาน จากบ้านมาทำงานในเมืองได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องเสีย ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง และค่าอาหาร 

          จากปัญหาดังกว่า สสส. มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมมือกันในการหาทางเลือกใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองของปัญหาจากการดึงคนพิการจากชุมชนเข้ามาในเมือง เป็นการนำงานเข้าไปหาคนพิการในชุมชนแทน จากการทดลองนำร่องการจ้างงานผู้พิการจำนวนกว่า 200 คนพบว่า สามารถแก้ปัญหาคนพิการได้เป็นอย่างดี คนพิการสามารถมีงานทำ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คนพิการหลายคนบอกว่าเหมือนการพลิกฟื้นชีวิตจากที่สิ้นหวังให้กลับมาคุณค่าอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความสำเร็จดังกล่าว สสส. และกระทรวงแรงงานจะขยายผลการดำเนินงานให้มากยิ่งขึ้น โดยความมุ่งหวังว่าจะสามารถทำให้คนพิการทุกคนมีงานทำ และนำมาซึ่งสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ผลอย่างไรจะนำมาเล่าให้พวกเราได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง

          นอกจากนี้ในเดือนที่ผ่านมา สสส.ยังได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เปิดมหกรรม “รองเมือง เรืองยิ้ม” ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ชุมชนวัดดวงแข (ข้างสถานีรถไฟหัวลำโพง) เคยมีสภาพที่เสื่อมโทรม เป็นพื้นที่ที่มียาเสพติด เด็กในชุมชนไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรม มีเพียงพื้นที่ริมฟุตบาทที่อันตรายและก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เมื่อชุมชนร่วมกันคิดสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้เด็กในชุมชนได้เล่นได้ทำกิจกรรม จึงเกิดการพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ขึ้นได้ ซึ่งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชนครั้งนี้ใช้แนวคิดของเมือง 3 ดี คือ 1) สื่อดี หากคนในชุมชนรู้จักการสร้างสื่อที่ดี ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างคนในชุมชน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เกิดการร่วมกันคิดร่วมกันทำได้ 2) พื้นที่ดี  การสร้างพื้นที่ดีจะทำให้คนในชุมชนมีโอกาสได้เข้ามาพัฒนาร่วมกัน และ 3) ภูมิดี โดยในแต่ละชุมชนล้วนมีประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา ความสามารถของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชุมชน และร่วมกันบูรณาการดูแลรักษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้

          ซึ่งในปีที่ผ่านมา สสส.ได้การดำเนินการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ 107 พื้นที่ใน 38 จังหวัดรวมถึงการปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัว เช่น ชุมชนสะพานปลา จ.สมุทรปราการ พัฒนา จากพื้นที่ทิ้งขยะเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชน โดยการดำเนินงานในระยะต่อไปของ สสส. จะร่วมกับภาคีเครือข่ายฯ ทำงานเชิงรุกเชื่อมกับทุกภาคส่วน เพื่อขยายพื้นที่สร้างสรรค์เมือง 3 ดี ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศต่อไป

 

 

อย่าลืมเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตามช่องทางเดิม ดังนี้
facebook : www.facebook.com/kunkris
twitter : www.twitter.com/kunkris
email : ceo@thaihealth.or.th

 

 


ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ