21
Feb
2016
สร้างลูกน้อยให้เป็นนักอ่าน กันเถอะ Categories : LINE เปลี่ยนโลก เปลี่ยนชีวิต
1 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

 

ถึงเวลาปิดฉากวาทกรรมที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด เมื่อล่าสุด อุทยานการเรียนรู้ TK park ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจครั้งใหม่ที่พบว่าคนไทยร้อยละ 81.8 หรือกว่า 50 ล้านคนอ่านหนังสือวันละ 37 นาที แม้ตัวเลขสถิติจะออกมาในเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญคือทุกภาคส่วนควรนำผลสำรวจไปต่อยอดหาแนวทางส่งเสริมการอ่านให้เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ให้ทัศนะว่า p
TK park เล็งเห็นถึงข้อจำกัดดังกล่าวเช่นกัน จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ไปทั่วประเทศ รวมถึงเร่งขยายการเปิดอุทยานการเรียนรู้ในภูมิภาคให้รวดเร็วทันท่วงทียิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และคนไทยสามารถเข้าถึงหนังสือที่ดี มีคุณภาพ และทันสมัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากเชิงปริมาณ คือ 37 นาทีต่อวัน สถิติดังกล่าวยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจในด้านคุณภาพการอ่าน โดยพบว่าหนังสือที่คนไทยอ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 73.7) ตามมาด้วยวารสารและหนังสือที่ให้ความรู้ (ร้อยละ 55.1 และ 49.2 ตามลำดับ) นิตยสาร (ร้อยละ 45.6) หนังสือเกี่ยวกับศาสนา (ร้อยละ 41.2) ส่วนหนังสือเพื่อความบันเทิง มีผู้อ่านร้อยละ 38.5 และแบบเรียน ร้อยละ 29.5
นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บรรณาธิการจุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มองว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะการอ่านหนังสืออะไรก็ตามย่อมให้ประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย
“ผมคิดว่าวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ สังเกตได้จากอันดับหนังสือขายดีของสำนักพิมพ์ต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือแนววัยรุ่นทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าการอ่านของคนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น... แม้ใครจะบอกว่าหนังสือที่วัยรุ่นอ่านไม่ค่อยมีสาระ แต่ผมคิดว่าตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ผมมองว่านี่คือเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ติดตัวไปในอนาคตมากกว่า เมื่อคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาก็จะเปลี่ยนไปอ่านหนังสืออีกแนวหนึ่งที่มีเนื้อหาสาระมากขึ้นตามวัยของเขา ซึ่งเป็นผลพวงจากการปลูกฝังให้รักการอ่านนับตั้งแต่เป็นวัยรุ่นนั่นเอง”
สำหรับเทคนิคการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา นายแพทย์และนักเขียน เจ้าของผลงานวิทยาศาสตร์อ่านง่ายอย่าง “เรื่องเล่าจากร่างกาย” และ “500 ล้านปีของความรัก เล่ม 1 และ 2” ให้แนวทางไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ในแง่วิทยาศาสตร์ การอ่านไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการดูและการฟัง การจะทำให้การอ่านกลายเป็นนิสัย เราต้องฝึกสมองให้ชินกับการอ่านตั้งแต่เด็ก เมื่อสมองเคยชินกับการอ่าน ก็จะสามารถอ่านได้นานขึ้น สนุกมากขึ้น จากนั้นเราก็ต้องผูกประสบการณ์ของการอ่านในวัยเด็กเข้ากับความรู้สึกดีๆ เช่น อ่านแล้วสนุก ตื่นเต้น หรือทำให้การอ่านเป็นเรื่องของความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว เช่น อ่านหนังสือกับลูก แลกเปลี่ยนสิ่งที่อ่านระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น เมื่อเด็กโตขึ้นการอ่านหนังสือจะกลายเป็นนิสัย เป็นเรื่องของความสุขและการพักผ่อน”
           
               สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจครั้งใหม่ที่พบว่าคนไทยร้อยละ 81.8 หรือกว่า 50 ล้านคนอ่านหนังสือวันละ 37 นาที  แต่อย่างไรก็ตาม คงยังไม่สามารถปิดฉากวาทกรรมที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด ลงได้อย่างที่คิด
             นอกจากเชิงปริมาณ คือ 37 นาทีต่อวันแล้ว สถิติดังกล่าวยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจในด้านคุณภาพการอ่าน อีกด้วยว่าหนังสือที่คนไทยอ่านมากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 73.7) ตามมาด้วยวารสารและหนังสือที่ให้ความรู้ (ร้อยละ 55.1 และ 49.2 ตามลำดับ) นิตยสาร (ร้อยละ 45.6) หนังสือเกี่ยวกับศาสนา (ร้อยละ 41.2)
             ส่วนหนังสือเพื่อความบันเทิง มีผู้อ่านร้อยละ 38.5 และแบบเรียน ร้อยละ 29.5
              อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการอ่านหนังสือของไทยนับว่ายังน้อย  เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่บางประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม โดยเฉพาะสิงคโปร์ซึ่งประชาชนอ่านหนังสือมากถึงปีละ 40-50 เล่ม
             จากสถิติพบว่ายังมีคนไทยอีกประมาณ 11.3 ล้านคน หรือร้อยละ 18 ที่ไม่อ่านหนังสือ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนไม่อ่านหนังสือหรืออ่านหนังสือน้อย

           หนึ่งในนั้น คือ การเข้าไม่ถึงหนังสือเนื่องจากราคาที่สูงเกินไปหรือไม่

               
               ห้องสมุดประชาชนของเราไม่เพียงพอ หนังสือที่มีอยู่ไม่เหมาะสม ไม่ทันสมัย หรืออาจไม่ตอบสนองตรงต่อความต้องการอยากจะอ่าน

              ในแง่วิทยาศาสตร์  นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา นายแพทย์และนักเขียน ให้ความคิดว่า การอ่านไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการดูและการฟัง การจะทำให้การอ่านกลายเป็นนิสัย เราต้องฝึกสมองให้ชินกับการอ่านตั้งแต่เด็ก
               เมื่อสมองเคยชินกับการอ่าน ก็จะสามารถอ่านได้นานขึ้น สนุกมากขึ้น จากนั้น ผู้ปกครอง หรือพ่อ แม่ ต้องรู้จักผูกประสบการณ์ของการอ่านในวัยเด็กเข้ากับความรู้สึกดีๆ เช่น อ่านแล้วสนุก ตื่นเต้น หรือทำให้การอ่านเป็นเรื่องของความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว
              เมื่อเด็กโตขึ้นการอ่านหนังสือจะกลายเป็นนิสัย เป็นเรื่องของความสุขและการพักผ่อนไปโดยปริยาย
             ดังนั้นตัวเลข 37 นาที ชี้ให้เห็นแนวโน้มเชิงบวกในแง่ปริมาณที่ยังไม่อาจวัดถึงคุณภาพในสิ่งที่อ่านได้ จึงต้องเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันยกระดับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านให้ทัดเทียมนานาชาติ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสังคมการเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของคนไทยในระดับสากล ต่อไป
                 
          นั่นคือ การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กให้ติดตัวไปในอนาคต
การอ่าน หนังสือ สมอง เด็ก พ่อ แม่
Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก