3
Feb
2016
จอมบึงมาราธอน สนามฮาฟฯ ที่สามของชีวิต Categories : วิ่งเปลี่ยนชีวิต
5 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

 

จอมบึงมาราธอน เป็นสนามที่ถูกเรียกว่า "งานวิ่งชาวบ้าน มาตรฐานสากล" เสียงลือ และเสียงเล่าอ้างจากนักวิ่งที่ไปสนามนี้มาต่างเทใจและพูดเป็นเสียงเดียวว่า นักวิ่งไม่ควรพลาดสนามจอมบึง เพราะบรรยากาศของชาวบ้านจอมบึงที่ลุกขึ้นมารอเชียร์นักวิ่งหน้าบ้าน หน้าตำบล ตั้งเวทีเชียร์ในแบบชาวจอมบึงกันตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ต่างสร้างความประทับใจให้นักวิ่งอย่างไม่มีวันลืม
.
ระยะฮาฟมาราธอน หรือ ระยะ 21.1 กม. คือระยะที่เราเลือกจะไปพิสูจน์ความอดทนของร่างกาย ช่วงแรกๆ กะวิ่งชิว ให้เข้าก่อนเวลา 3.00 ชม. ก็น่าจะพอใจ แต่เมื่อ...เราผ่านสนามมาระดับนึง เจอนักวิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ รวมถึงมีโค้ชที่เทรนให้ เลยขยับเป้าหมายเรื่องเวลา ซึ่งตั้งใจว่าจะเข้าก่อน 2.30 ชม. ให้ได้ (สถิติเดือนกันยายน ที่ริเวอร์แควในระยะ 21 กม. คือ 2.54 ชม.)
.
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายแล้ว ได้คุยกับโค้ชจริงจังเรื่องการซ้อมประมาณเกือบๆ 1 เดือนกว่าๆ ก่อนจะวิ่งงานจอมบึง เราเริ่มซ้อมการวิ่งขึ้นลงบันไดเกือบ 500 ขั้น | ปั่นจักรยานทั้งแบบนั่งปั่นและยืนปั่น 30 นาที | วิ่งความชันสูงสุดอย่างน้อย 30 นาที ถ้าแรงเหลือก็ทำ 2 เซต | squart | plank จัดโปรแกรมฝึกเองตามแต่ละวัน และวิ่งบนทางราบในสวนลุมบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะซ้อมความชันมากกว่า เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ท้าทายตัวเองพอสมควร เพราะความเหนื่อยในแต่ละครั้งนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แต่ก็พยายามฝึกเพื่อลงสนามสอบตามเป้าหมายที่ตั้งใจ
.
"ใช้ใจเท่านั้น ร่างกายมันเป็นเรื่องที่รองลงมา ให้ใจนำทางเราไปสู่เป้าหมาย" คำพูดที่โค้ชพูดก่อนจะลงสู่สนามจอมบึง วันที่แข่ง...เราว่าเราพร้อมหมดทุกอย่างแล้วทั้งกายและใจ เพราะเชื่อมั่นในการซ้อม และเชื่อมั่นในใจของตัวเอง เราคำนวนความเร็วในการวิ่งแต่ละระยะไว้คร่าวๆ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย...
.
เมื่อสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น...
ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดการวิ่งในครั้งนี้ กายและใจทยานไปข้างหน้าอย่างร่าเริง และคุมความเร็วไปตามแผนที่วางไว้ ด้วยบรรยากาศ 2 ข้างทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ และความอบอุ่นของกองเชียร์ ทำให้กิโลเมตรที่ 2 หรือ 3 นี่ล่ะ น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว และบอกกับตัวเอง ณ ขณะนั้นว่า จะไม่ยอมแพ้ให้กับอะไรทั้งนั้น จะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ขาทั้งสองข้างพาตัวเองไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความเร็วที่เพซ 6.4 -7.0 โดยที่ไม่เร่งตัวเองจนเกินไป และไม่ปล่อยให้ความเร็วตกไปจากนี้
.
ทั้งสองข้างทาง นอกจากนักวิ่งจะยิ้มแย้มให้กันเองแล้ว เสน่ห์ของหมู่บ้านจอมบึงที่เลื่องลือคือ ชาวบ้านที่คอยออกมาต้อนรับ เด็กๆ ออกมาเต้นสะบัดพู่เชียร์พี่ๆ น้ำและผลไม้ไม่ขาดเลย และยังอุ่นใจด้วยหน่วยพยาบาลที่ดูแลนักวิ่งตลอดทุกระยะ เราวิ่งเข้าไปจับมือเด็กๆ และป้าๆ อาๆ ชาวจอมบึงทุกคนที่มาเชียร์ พร้อมกล่าวคำขอบคุณทุกจุด และนั่นคือจุดที่เติมพลังให้หัวใจทันที
.
ในขณะที่วิ่ง คำพูดโค้ชลอยเข้ามาในหัวว่า "ตอนที่เรายังมีลมหายใจ เราอยากแข่งวิ่งและทำมันให้เต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ในครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อแก่ตัวไปและความจำเสื่อม การวิ่งที่เราตั้งใจ อาจเป็นความทรงจำเดียวที่เราไม่ลืมก็ได้" โค้ชชอบเล่าให้ฟังเรื่องการวิ่งบ่อยๆ และนั่นก็เป็นข้อคิดอย่างดีเลยทีเดียว ที่ทำให้เรามีแรงผลักดันไปในทุกๆ สนามที่ลง
.
ความเร็วที่ระดับ 6.4- 7.0 ยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 2 กิโลเมตรสุดท้าย ก้มมองนาฬิกาแล้วประเมินดูเวลาที่เหลือ คำนวณคร่าวๆ ว่ายังไงก็จบก่อนเวลา 2.30 ชม. แน่นอน หลังจากนั้นใส่ไม่ยั่ง ไม่มีถอย ไม่มีการชนกำแพง ไม่มีคำว่าพลังหมด ไม่มีการทะเลาะกับตัวเอง ยิ่งใกล้เส้นชัย เสียงเชียร์ยิ่งดัง ยิ่ง 300 เมตรสุดท้าย หัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก จังหวะการวิ่งถูกเร่งโดยไม่รู้ตัว และเข้าเส้นชัยที่ 2.27 ชม. ผลการแข่งขันอยู่อันดับที่ 202 นับว่าเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง
.
บันทึกนี้ค่อนข้างจะยาว และอยากเขียนไว้เพื่อวันนึงเราย้อนกลับมาอ่าน มันจะเป็นความทรงจำที่สมบูรณ์แบบและน่าภูมิใจ เป้าหมายในปี 2559 นี้จะลงระยะฮาฟฯ และวิ่งในเวลาที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ต้นปี 2560 จะกลับมาลงระยะ 42.195 ในสนามจอมบึงอีกครั้ง
.
สุดท้ายแล้ว การวิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น มันเกิดขึ้นระหว่างการซ้อมต่างหาก การลงสนามจริงคือวันที่เรามาสอบจากการที่ซ้อมอย่างเต็มที่ และการซ้อมเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้
.
ท้ายที่สุด...การวิ่งเพื่อสุขภาพเราว่า เรามาไกลเกินคำนั้นไปนานแล้ว....
อาร์ม 239runnerteam

 

วิ่งสู่ชีวิตใหม่, จอมบึงมาราธอน, วิ่งเปลี่ยนชีวิต
Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก