10
Dec
2021
เคลียร์ข้อสงสัย "ทานเป็ด-ไก่" ทำให้เป็น"เกาต์"จริงหรือไม่ Categories : สุขภาพ
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการสะสมของกรดยูริค (uric acid) ในเลือด และตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อนอย่างเฉียบพลัน ซึ่งระดับของกรดยูริคในเลือดสูงจะบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ ความดันสูง เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นิ่วในไต และไตวาย การรู้ระดับของกรดยูริคในเลือด..จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพยากรณ์โรคหลาย ๆ ชนิด

“ข้อนิ้วหัวแม่เท้า” ตำแหน่งฮิต...การอักเสบจากกรดยูริคสูง

เมื่อระดับของกรดยูริคสูงกว่า 6.8 มก/ดล ก็จะมีโอกาสตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็ม หากเกิดขึ้นตามข้อก็จะทำให้เกิดการอักเสบ ปวดแสบร้อน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยคือข้อนิ้วหัวแม่เท้า ในคนที่เป็นเกาต์เรื้อรังอาจพบอาการอักเสบได้หลายข้อ บางคนอาจมีก้อนของกรดยูริคสะสมอยู่ตามข้อเหล่านี้ เป็นปุ่มโปน ที่ วันดีคืนดีก็แตกออกมาเป็นแผลเรื้อรัง

คนไข้ (ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย)จะให้ประวัติว่าไปทานเลี้ยงกับเพื่อน มีการทานเนื้อสัตว์และเหล้า พอตกกลางคืน ก็สังเกตว่าหัวแม่เท้าบวมแดงเจ็บ เมื่อไปพบแพทย์...ตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดก็พบว่าเป็นเกาต์ และหลังทานยาอาการก็ดีขึ้น

ตำแหน่งโรคไม่แน่นอน..ทำให้มีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาด

ในบางครั้ง 'อาการปวดข้อ' อาจเกิดในตำแหน่งที่พบได้น้อยหรือเป็นหลายข้อ ทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อน ผู้เขียนมีคนไข้ซึ่งให้ประวัติปวดข้อสะโพกหลังการทานเบียร์กับสเต็ก ไปพบแพทย์ได้ยาแก้ปวด ซึ่งช่วยอาการได้เพียงชั่วคราว อาการปวดบวมลามมาที่ข้อเข่า แพทย์เจาะเข่าตรวจไม่พบผลึกของกรดยูริค จึงบอกคนไข้ว่าไม่ใช่เกาต์และให้แต่ยาแก้ปวดต่อเนื่อง อาการปวดเริ่มลามไปตามข้อทั้งสองข้าง ที่น่ากลัวก็คือ ผลการทานยาแก้ปวดต่อเนื่องอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ไตเริ่มมีปัญหา แต่ภายหลังจากการให้การรักษาโรคเกาต์ และทานยาช่วยลดระดับของกรดยูริค อาการก็ค่อยๆ ทุเลา และค่าไตที่ทรุดก็กลับมาเป็นปกติในที่สุด

เป็ด ไก่...กับโรคเกาต์

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการทานเป็ดไก่ หรือแม้แต่การทานยอดผัก ซึ่งความจริงแล้วอาหารที่เราทานเข้าไปเป็นเพียงอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจไปช่วยกระตุ้นให้เกิดโรคได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอาหารพวกเป็ดหรือไก่ ทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นได้ไม่เกิน 1 มก./ดล. จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้ว่าจะหยุดทานเป็ดไก่ล้ว แต่อาการเกาต์ก็ยังไม่หายขาดซะที ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นเกาต์จะทานเป็ดไก่ได้อย่างสบายใจ เพราะหากคุณเป็นคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกาต์อยู่แล้ว มีระดับของกรดยูริคสูงอยู่แล้ว การทานเป็ดไก่ก็อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของการทานยอดผักนั้นก็ไม่ได้ทำให้ระดับของกรดยูริคพุ่งขึ้นสูงแต่อย่างใด นั่นจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของโรคเกาต์นั่นเอง

เหล้า...กับโรคเกาต์

เหล้าเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกรดยูริคในเลือดสูงและโรคเกาต์ หลังทานเหล้าอาจมีอาการปวดบวมที่หัวแม่เท้าอย่างรุนแรง  ซึ่งอาการนั้นเกิดขึ้นเพราะเหล้าทำให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้น และยังทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้กรดยูริคตกตะกอนภายในข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ในขณะที่ ชนิดของเหล้าที่ดื่มจะมีผลต่อระดับยูริคไม่เท่ากัน เบียร์จะทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นมากกว่า วิสกี้ ส่วนไวน์ทำให้ระดับของกรดยูริคสูงขึ้นไม่มาก ดังนั้น สำหรับคนที่เป็นเกาต์ ถ้าหยุดเหล้าได้น่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม ก็แนะนำให้เลือกดื่มเป็นไวน์ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ให้ได้มากที่สุด

น้ำตาล...กับโรคเกาต์

น้อยคนที่จะรู้ว่าการทานน้ำตาลผลไม้ ที่เรียกว่า น้ำตาลฟรุคโตส เกินกว่า 50 กรัมต่อวัน ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกรดยูริคในเลือดสูง และตามมาด้วยการเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน และแหล่งของน้ำตาลฟรุคโตสที่น่ากังวลคือมาจาก..น้ำผลไม้กล่องและน้ำอัดลม งานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้กล่อง เกินวันละหนึ่งแก้วอยู่เป็นประจำ ก็สามารถส่งผลให้ระดับของกรดยูริคสูงถึงขั้นเป็นโรคเกาต์ได้แล้ว

เหตุผลที่การทานน้ำตาลผลไม้หรือฟรุคโตส ทำให้กรดยูริคในเลือดสูง เกิดจากการที่เวลาน้ำตาลฟรุคโตสจำนวนมากๆ ถูกเผาผลาญในร่างกาย จะก่อให้เกิดสารที่มีชื่อว่า เอ.เอ็ม.พี. (AMP) จำนวนมหาศาล ซึ่งสาร AMP นี้เองที่จะถูกร่างกายเปลี่ยนต่อให้เป็นกรดยูริคในเลือด ในขณะเดียวกันทางเข้า ufabet ภาษาไทย ความเชื่อที่ว่าทานอาหารที่มีกรดยูริคสูง ทำให้ยูริคสูงในเลือดนั้น..ไม่เป็นความจริงเสมอไป!เพราะการรับประทานอาหารที่ปราศจากกรดยูริค เช่น การดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้กล่องที่มีน้ำตาลฟรุคโตสจำนวนมาก ก็สามารถทำให้กรดยูริคสูงในเลือดได้มากกว่าการกินเป็ดไก่เสียด้วยซ้ำ

การป้องกันและรักษาภาวะยูริคสูง

การรักษาเกาต์ ในช่วงแรกคือการให้ยาลดการอักเสบแก้ปวด และเมื่ออาการปวดทุเลาก็จะมีการสั่งยาลดการสร้างกรดยูริค เพื่อควบคุมระดับของกรดยูริคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ คนไข้ปัจจุบันเข้าใจว่า เวลาปวดข้อก็ทานยาแก้ปวด เวลาไม่ปวดข้อก็ไม่ต้องทานยาอะไร โดยไม่สนใจตรวจดูระดับของกรดยูริคในเลือด โดยไม่ได้ตระหนักว่า การที่ระดับยูริคในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะเป็นพิษต่อหลอดเลือดและไต กว่าจะรู้ตัวก็ลงเอยเป็น โรคความดันสูงหรือไตวายไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากจะฝากบอกคนที่เป็นเกาต์ว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาลดระดับกรดยูริคอย่างต่อเนื่อง

ผู้เขียนแนะนำให้คนไข้ที่เป็นเกาต์ พกยาที่มีชื่อว่า โคลชีซีน (colchicine) ติดตัว หากไซไลมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน ก็ให้ทานยาทันทีหนึ่งเม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นภายในสองชั่วโมง สามารถทานได้อีกหนึ่งเม็ด ผลข้างเคียงของโคลชีซีนคือถ่ายเหลว ดังนั้นหากทานสองเม็ดแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อที่แพทย์จะได้สั่งยาลดการอักเสบที่แรงกว่าให้

ส่วนการทานยาโคลชีซีนต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการเกาต์นั้น..ไม่แนะนำ เพราะทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น ซึ่งการรักษาเกาท์ที่ถูกวิธี คือการควบคุมระดับของกรดยูริคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยการลดอาหารเนื้อสัตว์ เลี่ยงการดื่มเหล้า และน้ำอัดลม

มียาตัวหนึ่งที่สามารถป้องกันอาการเกาต์ได้อย่างปลอดภัย ก็คือ โซเดียมไบคาร์โบเนต หรือ โซดามินท์ สามารถทานครั้งละ  2-3 เม็ด วันละ 2-3 ครั้งได้อย่างปลอดภัย โซดามินท์จะช่วยป้องกันภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกตะกอนของกรดยูริคได้ ผู้เขียนถือว่า โซดามินท์ เป็นยาชะลอวัย ที่มีราคาถูกที่สุด เพราะเม็ดหนึ่งไม่ถึงบาท โซดามินท์ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเกาต์ แต่ยังเป็นยาลดกรดและป้องกันไตเสื่อมอีกด้วย

แต่สำหรับคนที่มีระดับของกรดยูริคสูงมาก ๆ อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ยาลดการสร้างกรดยูริค ที่มีชื่อว่า อัลโลพิวรินอล (allopurinol) เนื่องจาก ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ คือ ภาวะผิวหนังเปื่อยลอกทั้งตัว (Steven Johnson syndrome) แต่พบได้ไม่บ่อย จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถึงกระนั้น ด้วยความกลัวต่อผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้แพทย์หลายท่านไม่กล้าสั่งยาตัวนี้  ซึ่งผู้เขียนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอันที่จริงแล้ว ถ้าทานในขนาดต่ำเพียง 100 มก และแนะนำคนไข้ว่า ถ้ามีอาการแพ้ก็ให้หยุดยาทันที จากประสบการณ์พบว่า โอกาสที่จะแพ้ยาอย่างรุนแรงนั้น พบบาคาร่า ฟรีเครดิตได้น้อยมาก อัลโลพิวรินอล ไม่เพียงแต่เป็นยารักษาโรคเกาต์ แต่ยังมีรายงานถึงการชะลอไตเสื่อม และช่วยเสริมฤทธิ์ของยาลดความดันอีกด้วย อย่าลืมว่า การปล่อยให้กรดยูริคสูง ๆ โดยไม่ยอมทานยา เพราะกลัวว่าจะแพ้ยา (ทั้งที่อาจจะไม่แพ้) ก็คงจะลงเอยด้วย ปัญหาหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งอันตรายมาก

ยูริค ปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิค

พูดถึงเกาต์ ใคร ๆ ก็รู้จักว่า เป็นข้ออักเสบอันเกิดจากภาวะกรดยูริคสูง แต่ที่ไม่รู้ก็คือว่า ภาวะกรดยูริคสูง ไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคร้ายนานาชนิด เช่น ความดันสูง นิ่วในไต เบาหวาน รวมทั้งไตวายเรื้อรัง แต่เนื่องจาก การตรวจเลือดดูระดับของกรดยูริคในเลือด มักไม่มีในการตรวจโปรแกรมสุขภาพทั่ว ๆ ไป จึงอยากจะแนะนำให้เจาะตรวจด้วย เพราะมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชาย เนื่องจาก ผู้ชายมีระดับของกรดยูริคในเลือดสูงกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศหญิงจะเพิ่มการกำจัดกรดยูริคออกทางไต โรคเกาต์จึงเป็นโรคที่พบในผู้ชายมากกว่า ส่วนผู้หญิงที่เข้าวัยทอง และไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเสริม ก็จะสามารถเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน

สำหรับคนที่เคยไปรับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพ และได้รับการบอกว่ามีกรดยูริคในเลือดสูง ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะบอกแค่ว่า “กรดยูริคสูงนะ อย่ากินเป็ดไก่มากนัก เดี๋ยวจะเป็นเกาต์” ก็โปรดอย่าได้นิ่งนอนใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรเริ่มคุมอาหารลดแป้ง ออกกำลัง ลดน้ำหนักตัว หยุดเหล้า (หรือเลือกทานไวน์แทนเบียร์) และอย่าลืมว่า น้ำอัดลมและน้ำผลไม้กล่อง ทำให้กรดยูริคสูงได้

ขอย้ำว่า ยูริคสูงและโรคเกาต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่โรคข้อ..,รอให้เกิดแล้วทานยาเป็นพักๆ อาจจะลงเอยด้วยภาวะไตวาย หรือเส้นเลือดเสื่อมสภาพได้ มีคนไข้สูงอายุหลายรายไปพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่องกล้องก็ไม่พบจุดเลือดออกชัดเจน เหตุเป็นเพราะกรดยูริคเหล่านี้ ตกตะกอนในสภาวะที่เป็นกรด เกิดเป็นผลึกรูปเข็มทิ่มแทงเส้นเลือดที่เสื่อมสภาพ ซึ่งหากแพทย์ไม่ได้ตรวจระดับของกรดยูริค หรือไม่ได้รักษา (ด้วยการให้ โซเดียม ไบคาร์โบเนต หยดเข้าเส้นเลือด) ผู้ป่วยก็จะเลือดออกจนถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยบางรายก็ถูกตัดลำไส้ออกเกือบหมด และลงเอยด้วยการยังชีพโดยการให้สารอาหารทางหลอดเลือดชั่วชีวิต

คนทุกคน จึงจำเป็นต้องรู้ระดับของกรดยูริค เพื่อการป้องกันและรักษา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โรคเรื้อรัง ร้ายแรง รวมทั้งโรคไตวาย ก็จะตามมาอย่างแน่นอน

 

ผศ. ดร.นพ. พัฒนา เต็งอำนวย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2

สุขภาพ
Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก