9
Mar
2019
'8 สิ่งควรรีบทำ' เมื่อเห็น 'สัญญาณเตือนเสี่ยงฆ่าตัวตายในโลกโซเชียล' Categories : Variety
1 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะนำ '8 สิ่งควรรีบทำ' เมื่อเห็น 'สัญญาณเตือนเสี่ยงฆ่าตัวตายในโลกโซเชียล'

จากเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ระยะเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว มีนักศึกษาฆ่าตัวตายมากถึง 6 คน โดยนิสิต-นักศึกษาได้ก่อเหตุกระโดดจากอาคารเรียน และหอพักจำนวน 6 รายด้วยกัน

เริ่มจาก... นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กระโดดจากอาคารหอพัก ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส, นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระโดดลงมาจากอาคารคณะนิติศาสตร์ ภายในมหาวิทยาลัย เสียชีวิต, นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กระโดดลงมาจากอาคารรัตนพิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสียชีวิต, นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กระโดดลงมาจากอาคารเรียนเสียชีวิต, ล่าสุด นศ.หนุ่มเพิ่งเรียนจบได้กระโดดหอพัก เสียชีวิตอีกราย

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เผยหลังทราบถึงเหตุการณ์ฆ่าตัวตายต่อเนื่องของนิสิต-นักศึกษาว่า

"ตนในฐานะจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น พบว่าช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์นักเรียน นักศึกษา กระโดดตึกและเสียชีวิต เรื่องนี้ควรให้ความสำคัญที่เรื่องสุขภาพจิต ซึ่งปัญหาสุขภาพจิต เป็นความเจ็บป่วยทางจิต ไม่ใช่เรื่องว่าเครียดหรือไม่เครียดอย่างเดียว และผู้ที่ป่วยโรคซึมเศร้า เมื่อมีอาการจะมาบอกให้เขาคิดดีๆ คิดบวก ไม่ได้ผล เนื่องจากสารเคมีในสมองหลั่งออกมาเขาก็จะคิดแต่เรื่องลบ จะต้องได้รับการบำบัดรักษาที่ถูกต้อง

ปัจจุบัน เด็กส่วนใหญ่ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น และมีความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพจิต ส่วนจำนวนเด็กและเยาวชนที่ป่วยโรคซึมเศร้ามีมากหรือไม่นั้น ตนไม่มีข้อมูล แต่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดในการเรียน ดังนั้น สถานศึกษาทุกระดับตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงมหาวิทยาลัย ควรต้องมองเห็นความสำคัญในมิติสุขภาพจิตโดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เข้ามาร่วมกันสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเด็กในโรงเรียน

ที่ผ่านมาผมได้พยายามสื่อสารเรื่องนี้ไปที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย แต่ไม่สำเร็จง่ายๆ เพราะเวลาคนมองเรื่องนี้ ก็มองว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น เครียด หรือทำไมอ่อนแอ แต่จริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องมองให้ลึกซึ้งในเรื่องของสุขภาพจิต เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัย ก็ต้องให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิต ครูเองก็ต้องคอยสังเกต เพราะคนที่คิดจะฆ่าตัวตายทุกคน 3 ใน 4 จะบอกคนใกล้ชิด จะแสดงออกว่าจะทำ หรือทิ้งร่องรอย

ดังนั้น ถ้าจับสังเกตคนใกล้ชิดได้ ต้องกล้าถามว่าเขามีความคิดนี้หรือไม่ เมื่อได้คำตอบก็รีบช่วย ขณะเดียวกันก็สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ไม่ยอมกินข้าว แยกตัวไม่เข้าสังคม กิจกรรมอะไรก็ไม่ทำให้มีความสุข ถ้าเป็นแบบนี้ต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ต้องคอยดูแล หรือถ้าใช้คำพูด เช่น โลกนี้ไม่น่าอยู่ อยากตาย มีการเตรียมตัว เหล่านี้ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงทางการแพทย์ก็จะมีกระบวนการดูแล ซึ่งพ่อแม่ หรือคนกว้างๆ อาจจะไม่รู้"

ขณะที่ โฆษกกรมสุขภาพจิต ระบุว่า ครอบครัว อาจารย์ และเพื่อน สามารถสังเกตพฤติกรรมของคนใกล้ชิด เช่น เก็บตัว แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน ไม่ร่าเริง ซึมเศร้าผิดปกติ ไม่ไปเรียน เหม่อลอย หรือมีการโพสต์ข้อความเชิงตัดพ้อลงโซเชียลมีเดีย ถือเป็นสัญญาณเตือนเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

หากพบว่าบุคคลใกล้ชิดมีพฤติกรรมดังกล่าว ให้พยายามเข้าไปรับฟังปัญหาด้วยท่าทีใส่ใจ และห่วงใย เพื่อให้มีการระบายความทุกข์ในใจออกมา แต่หากไม่รู้วิธีพูดคุย แนะนำให้พาไปพบจิตแพทย์ทันที

ส่วนกรณีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายผ่านสื่อต่างๆ โฆษกกรมสุขภาพจิต ยอมรับว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชน ไม่นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายแบบละเอียด ทั้งวิธีการฆ่าตัวตาย การบรรยาย ห้วงอารมณ์ของผู้ก่อเหตุ และไม่เจาะลึกสาเหตุที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย

หากมีความเครียดไม่สามารถหาทางออกได้ หรือพบว่าบุคคลใกล้ตัวมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย สามารถโทรศัพท์ไปปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง.

ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต ได้เผยแพร่ Infographic '8 สิ่งควรรีบทำ' เมื่อเห็น 'สัญญาณเตือนเสี่ยงฆ่าตัวตายในโลกโซเชียล' เพื่อให้เพื่อนนิสิต-นักศึกษา ผูคนในสังคม และผู้พบเห็นเหตุการณ์ได้สังเกตุ และช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วย.

Source : boldista

ฆ่าตัวตาย,มหาวิทยาลัย,นิสิต,นักศึกษา
หน้าหลักบล็อก