14
September
2021
เรียนออนไลน์กับลูกอย่างไนให้สุขภาพจิตไม่พัง Categories : international-secondary-school-niva-ac-th
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

 

เรียนออนไลน์กับลูกอย่างไนให้สุขภาพจิตไม่พัง
ในช่วงที่ทั้งประเทศล็อกดาวน์และโรงเรียนยังไม่เปิดให้เด็กนักเรียนได้เข้าไปเรียนในโรงเรียน กิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาต่างๆต้องหยุดชะงักลง ไม่เพียงแต่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียนเอกชนทุกแห่งและโรงเรียนนานาชาติที่มีหลักสูตรต่างๆ และทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็น เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา Secondary school มัธยมศึกษา จนกระทั่งระดับอุดมศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย ก็ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องมาจากความกังวลของภาครัฐและเอกชน ที่เมื่อเด็กๆกลับไปเรียนแล้ว และส่วนมากยังไม่ได้รับวัคซีน อาจจะเกิดการระบาดตามมาได้ 
ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเตรียมการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งก็มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดี ก็คือการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคและเชื้อไวรัส สามารถเรียนที่บ้านได้ ไม่ต้องออกไปข้างนอก และถ้าครอบครัวหรือบ้านไหนมีอินเตอร์เน็ทที่ดี ก็จะไม่มีอุปสรรคใดๆในการเรียน ข้อเสียนั้นก็มีไม่น้อยเลย เพราะบางวิชาและกิจกรรมไม่สามารถเรียรออนไลน์ได้ ต้องลงมือปฎิบัติถึงจะสามารถเข้าใจเนื้อหาบทเรียนต่างๆได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกบ้านและทุกครอบครัวที่มีอินเตอร์เน็ทและเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในการเรียนออนไลน์อย่างครบครัน ปัญหาที่ตามาอีกอย่างคือ สุขภาพจิตของทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองพ่อแม่จะต้องคอยดูแลเด็กๆในช่วงเรียนออนไลน์ ให้เด็กๆเหล่านั้นมีสมาธิและตั้งใจเรียน ส่วนความกดดันและความเครียดนั้นก็ไปตกที่ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องมาคอยกำกับดูแลบุตรหลาน ซึ่งเว็บไซต์ megawecare ได้แชร์บทความไว้ว่า เพื่อช่วยให้เด็กๆ ที่ต้องเรียนออนไลน์ มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรยื่นมือเข้าไปช่วยให้ลูกหลานกลับมามีวิถีชีวิตที่สมดุล หรือใกล้เคียงกับสภาวะปกติให้ได้มากที่สุด โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับปัญหาสุขภาพที่เด็กๆ ต้องเผชิญ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและดูแลเขาได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กในยุคที่ต้องเรียนออนไลน์นั้น เป็นแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) เด็กขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง เพราะต้องนั่งเรียนหน้าคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตตลอดทั้งวัน หรือครั้งละหลายๆชั่วโมงติดต่อกัน เกิดภาวะสมองล้าเพราะต้องจดจ่อและใช้พลังงานมากขึ้น นอกจากนี้แสงสีฟ้าจากการจ้องจอยังทำให้ตาแห้งตาล้า เพิ่มความเสี่ยงการเกิดปัญหาสายตาสั้น หรือเสี่ยงต่อการเป็นคอมพิมเตอร์วิชั่นซินโดรม การเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับสุขภาพกายเท่านั้น แต่การที่เด็กๆ จำเป็นต้องกักตัวอยู่แต่ในบริเวณบ้าน ไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอกอย่างที่เคย ขาดการเล่นอย่างสร้างสรรค์และมีอิสระ ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ยังส่งผลให้เด็กเกิดความเครียด บางคนมีอาการซึมเศร้า โดยจากข้อมูลพบว่าเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นถึง 37% สุขภาพโดยรวมแย่ลงเพราะทานอาหารที่มีโภชนาการที่ไม่สมดุล และอีกหลายปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต
Secondary school 
https://niva.ac.th/enrollment-procedure/
international-secondary-school-niva-ac-th

 

ในช่วงที่ทั้งประเทศล็อกดาวน์และโรงเรียนยังไม่เปิดให้เด็กนักเรียนได้เข้าไปเรียนในโรงเรียน กิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาต่างๆต้องหยุดชะงักลง ไม่เพียงแต่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียนเอกชนทุกแห่งและโรงเรียนนานาชาติที่มีหลักสูตรต่างๆ และทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็น เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา Secondary school มัธยมศึกษา จนกระทั่งระดับอุดมศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย ก็ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องมาจากความกังวลของภาครัฐและเอกชน ที่เมื่อเด็กๆกลับไปเรียนแล้ว และส่วนมากยังไม่ได้รับวัคซีน อาจจะเกิดการระบาดตามมาได้ 


ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการเตรียมการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งก็มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดี ก็คือการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคและเชื้อไวรัส สามารถเรียนที่บ้านได้ ไม่ต้องออกไปข้างนอก และถ้าครอบครัวหรือบ้านไหนมีอินเตอร์เน็ทที่ดี ก็จะไม่มีอุปสรรคใดๆในการเรียน ข้อเสียนั้นก็มีไม่น้อยเลย เพราะบางวิชาและกิจกรรมไม่สามารถเรียรออนไลน์ได้ ต้องลงมือปฎิบัติถึงจะสามารถเข้าใจเนื้อหาบทเรียนต่างๆได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกบ้านและทุกครอบครัวที่มีอินเตอร์เน็ทและเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในการเรียนออนไลน์อย่างครบครัน ปัญหาที่ตามาอีกอย่างคือ สุขภาพจิตของทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองพ่อแม่จะต้องคอยดูแลเด็กๆในช่วงเรียนออนไลน์ ให้เด็กๆเหล่านั้นมีสมาธิและตั้งใจเรียน ส่วนความกดดันและความเครียดนั้นก็ไปตกที่ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องมาคอยกำกับดูแลบุตรหลาน ซึ่งเว็บไซต์ megawecare ได้แชร์บทความไว้ว่า เพื่อช่วยให้เด็กๆ ที่ต้องเรียนออนไลน์ มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรยื่นมือเข้าไปช่วยให้ลูกหลานกลับมามีวิถีชีวิตที่สมดุล หรือใกล้เคียงกับสภาวะปกติให้ได้มากที่สุด โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับปัญหาสุขภาพที่เด็กๆ ต้องเผชิญ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและดูแลเขาได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กในยุคที่ต้องเรียนออนไลน์นั้น เป็นแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) เด็กขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง เพราะต้องนั่งเรียนหน้าคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตตลอดทั้งวัน หรือครั้งละหลายๆชั่วโมงติดต่อกัน เกิดภาวะสมองล้าเพราะต้องจดจ่อและใช้พลังงานมากขึ้น นอกจากนี้แสงสีฟ้าจากการจ้องจอยังทำให้ตาแห้งตาล้า เพิ่มความเสี่ยงการเกิดปัญหาสายตาสั้น หรือเสี่ยงต่อการเป็นคอมพิมเตอร์วิชั่นซินโดรม การเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับสุขภาพกายเท่านั้น แต่การที่เด็กๆ จำเป็นต้องกักตัวอยู่แต่ในบริเวณบ้าน ไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอกอย่างที่เคย ขาดการเล่นอย่างสร้างสรรค์และมีอิสระ ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ยังส่งผลให้เด็กเกิดความเครียด บางคนมีอาการซึมเศร้า โดยจากข้อมูลพบว่าเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นถึง 37% สุขภาพโดยรวมแย่ลงเพราะทานอาหารที่มีโภชนาการที่ไม่สมดุล และอีกหลายปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต





 

 

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก