20
Jul
2021
การขึ้นรูปโลหะ แบ่งเป็นกี่ประเภทและมีกระบวนการอย่างไร Categories : เครื่องปั๊มโลหะ
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

การขึ้นรูปโลหะ (Metal Forming) เป็นกระบวนการผลิตประเภทหนึ่งที่เปลี่ยนรูปร่างของโลหะในขณะที่อยู่ในสภาวะของแข็ง ให้กลายเป็นชิ้นงานที่มีรูปแบบตามความต้องการ โดยใช้แม่พิมพ์หรือเครื่องมือเฉพาะ (Die หรือ Forming Tool) ชิ้นงานจะถูกเปลี่ยนรูปร่างโดยไม่มีการเพิ่มหรือหายไปของเนื้อโลหะ กล่าวได้ง่ายๆว่ากระบวนการขึ้นรูปโลหะชนิดใดก็ตาม

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบมวลภายในของวัสดุ(โลหะ)นั้น ๆ การขึ้นรูปโลหะนี้ถือเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการขั้นต้นจำพวกการสกัด การหล่อและการบดอัดผงโลหะ และเมื่อผ่านการขึ้นรูปโลหะแล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการเจียร การขัด การทาสี และการประกอบเป็นลำดับถัดไป กระบวนการขึ้นรูปโลหะถูกใช้ในการผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างและส่วนประกอบที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ อากาศยาน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ

 

หากสนใจเกี่ยวกับการ ปั๊มโลหะ อยู่ล่ะก็ ทาง Pisit metal work ของเรามี โรงงานปั๊มโลหะ คอยให้บริการนะครับ หากสนใจ สามารถคลิกเข้าไปเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

 

โลหะแผ่น (Sheet Metal Forming Process)

 

เหล็กแผ่น

 

          1.กระบวนการตัด เฉือน (Shearing Process) 

                         เป็นวิธีการตัดแผ่นโลหะด้วยพั้นซ์ (punch)หรือใบมีด และดาย (die) ให้ได้รูปร่างตามที่ต้องการเพื่อนำไปใช้งานในกระบวนการต่อไป

 

          2.กระบวนการพับขึ้นรูป (Bending Process) 

                   เป็นประบวนการขึ้นรูปโลหะด้วยการพับโลหะขึ้นจากแกนเส้นตรงหนึ่งๆจนโลหะมีลักษณะโค้งงอ ซึ่งทำให้โลหะมีการแปรรูปไปอย่างถาวร

 

 

          3.กระบวนการลากขึ้นรูปลึก (Deep Drawing Process)

                   กระบวนการนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแผ่นโลหะด้วยเครื่องมือสำคัญสามอย่างได้แก่ พั้นช์ (punch) ดาย (die) และแผ่นจับชิ้นงาน (Blank Holder) เป็นการทำให้แผ่นโลหะมีความลึกมากกว่าหรือเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของชิ้นงาน ตัวอย่างเช่นกระป๋องบรรจุน้ำอัดลม กระป๋องบรรจุอาหาร เป็นต้น

 

โลหะก้อน (Bulk Metal Forming Process)

 

เหล็กก้อน

 

          1.กระบวนการทุบขึ้นรูป (Forging Process)          

                   เป็นกระบวนการแปรรูปโลหะให้กลายเป็นชิ้นงานโดยการใช้แรงทุบ ตี ซึ่งกระบวนการนี้สามารถแยกได้เป็น การตีด้วยค้อน (hammering) เป็นกรรมวิธีโบราณซึ่งอาศัยแรงจากคนเป็นส่วนใหญ่ การตีกระแทก (drop forging) การตีขึ้นรูปด้วยวิธีการนี้จะใช้แบบดายที่มีลักษณะเป็นแบบดายปิด (closed - impression dies) การตีบีบ (upset forging) เป็นกรรมวิธีที่ใช้ในการผลิตชิ้นงานที่มีรูปร่างเป็นบ่าหรือขอบโดยการเตรียมชิ้นงานให้มีขนาดใกล้เคียงกับแบบดายที่จะใช้ในการขึ้นรูป

 

          2.กระบวนการอัดรีดขึ้นรูป (Extrusion Process)

                   ในกระบวนการนี้ชิ้นงานจะถูกบีบอัดหรือดันเข้าไปในช่องเปิดของแม่พิมพ์แบบดาย (die) และถูกผลักออกโดยใช้เครื่องอัดแบบกลไกหรือไฮดรอลิก ซึ่งลักษณะพื้นผิวหน้าตัดของชิ้นงานจะขึ้นอยู่กับดาย (die) ที่ใช้ วิธีนี้สามารถทำให้โลหะที่ขึ้นรูปมีหน้าตัดที่ซับซ้อนและสม่ำเสมอตลอดความยาว

 

          3.กระบวนการรีดขึ้นรูป (Rolling Process)          

                   เป็นกระบวนการลดความหนาของวัสดุ หรือเปลี่ยนขนาดพื้นที่หน้าตัดของวัสดุ โดยอาศัยแรงกด (compressive forces) ผ่านทางลูกรีด (roller) โลหะจะถูกส่งเข้าไประหว่างลูกรีดที่หมุนม้วนตลอดเวลา ทำให้เกิดการบีบอัดลงบนวัสดุ การรีดขึ้นรูปมีสองแบบคือการรีดขึ้นรูปแบบแบน(Flat Rolling) และการรีดขึ้นรูปแบบเป็นรูปทรง(Shape Rolling) ทำให้ได้วัสดุเป็นรูปต่างๆตามต้องการ เช่น I-beam หรือรูปแบบราง เป็นต้น

 

          4.กระบวนการดึงขึ้นรูป (Wire and Bar Drawing)

                   กระบวนการนี้คล้ายกับการอัดขึ้นรูปยกเว้นว่าชิ้นโลหะจะถูกเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นก่อนจะถูกดึงให้เคลื่อนตัวผ่านแม่พิมพ์(die) ในแนวตัดขวาง เพื่อให้ได้ชิ้นงานตามที่ต้องการ  ชิ้นงานที่ผลิตด้วยวิธีการนี้ ได้แก่เส้นลวด (wires)  เหล็กเส้น (bars) เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก