19
Jun
2020
แรงบันดาลใจของผมที่จบแพทย์แล้วออกไปอยู่บ้านนอก-ตอนที่-3 Categories : สุขภาพ
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

ตอนที่ 1

 

เป็นทองหยกยากขาดแคลน
สถานีอนามัยชั้นหนึ่งของผมเมื่อแรกผมไปอยู่นั้น ได้ งบประมาณแผ่นดิน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อประชากรประมาณ ๑ แสนคน ตกแล้วประมาณคนละ ๑๐ สตางค์ ในปี ๒๕๑๕ นี้ก็เป็นอัตราส่วนที่ไม่เลวนัก สำหรับค่ายา ค่าใช้จ่ายทุก อย่างในการรักษาพยาบาล ๑๐ สตางค์ต่อคนต่อปี สำหรับ ประเทศด้อยพัฒนาและจนๆ อย่างเราก็คงจะเหมาแล้ว ถ้าจะ เอาไปเทียบกับประเทศ ฮอลันดา เขาให้ประมาณ ๒,๐๐๐ กิลเดอร์ คูณด้วย 6 บาทออกมาก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท
ต่อคนต่อปีเท่านั้นเอง โดยรัฐบาล จะออกเงินค่าพรีเมียม ครั้งแรก ๕๗๐ กิลเดอร์ ให้บริษัทประกันสุขภาพ ใครป่วย ก็ออกเงินให้หมอไปก่อนแล้วเอาใบเสร็จไปเบิกเงินคืนใน วงเงินชั้นต่ำสุดสำหรับชาวนา ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทต่อปี
ขอโทษที่เถอะครับ เผลอนิดเดียวกลายเป็นฟ้าเมือง นอกไป แล้วแต่อยากให้เห็นข้อแตกต่างนิดเดียวเท่านั้น คือ เมืองฮอลันดา ชาวนาทุกคนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น มี สิทธิพิเศษ อภิสิทธิ์กว่าเถอะที่จะเอาใบเสร็จไปเบิกเงินคืน จากกระทรวงการคลังของรัฐบาลได้ ส่วนข้าราชการและผู้มี รายได้สูงเกินระดับหนึ่งต้องจ่ายเงินเองให้บริษัทประกัน สุขภาพ
พูดง่าย ๆ ว่าคนจนรักษาฟรี คนรวยเสียเงินงั้นเถอะ ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเราที่ราชการเบิกเงินคืนได้ ส่วนชาวนา ต้องเสียเงิน
“เครื่องมือผ่าตัดแพงยิ่งกว่าทำด้วยทอง” หมอสหัส แพทย์รุ่นน้องบอกผม
“แพทย์ทุกคนอยากทำผ่าตัดทั้งนั้นแหละ” ผมเองก็ บ่นให้กระทรวงพังเพราะถ้าเอาแต่นั่งตรวจคนไข้ภายนอก หรือคนไข้นอก ทุก ๓๖๕ วัน ใน ๑ ปี ก็คงเหมือนเพื่อนที่ ร้านขายยา เออ ถ้าเราทำศัลยกรรมมาก ๆ หน่อยความ ภาคภูมิใจในความเป็นแพทย์ ที่ได้ช่วยเหลือคนเป็นไส้ติ่ง ได้เลื่อน นิ่ว กระเพาะทะลุ ถูกยิง ถูกแทง คงจะดีขึ้นนะ
อย่างไรก็ตามเราคิดว่าคุณลิขิต วัฒนปกรณ์ ยังมี เพื่อนอีกวงการหนึ่งซึ่งได้งบประมาณน้อยนิดเดียวแทบจะ ไม่พอซื้อยาหม่องทาแก้ปวดให้ตรวจด้วยซ้ำไป ผมไม่ได้ชื่อหมอกานต์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ผมออกไปทำงานบ้านนอกใหม่ๆ เพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกันมองผมเหมือนคนประหลาด แทนที่ จะทำเงินทาทองในกรุงเทพฯ หรือหากินในอเมริกา
“แคลิฟอร์เนีย มันก็ยังงั้นแหละว่ะ สู้เมืองไทยไม่ ได้หรอก ไปอยู่เหมือนคนถูกเนรเทศทำไม” ผมบอกกับ เพื่อน ๆ เมื่อผมไปทำปริญญาโททางวางแผนครอบครัว เพื่อน ๆ ผมมันเรียกชื่อผมแปลก ๆ
หมอตอนคน เพราะผมทำงานทางวางแผนครอบครัว หมอบ้านนอก เพราะอยู่ทุ่งกุลาร้องไห้
หมอกานต์
อันสุดท้ายนี้ผมบอกว่า ไม่ชอบอยู่ ๒ ตอน ทั้ง ๆ ที่ได้รับรางวัล ส.ป.อ. จนคุณสุวรรณี สุคนธา โด่งดัง ไม่ชอบตอนเมียกลับไปหารักที่กรุงเทพฯ กับตายตอนจบ หวาดเสียวมากเมื่อดูหนัง
วันหนึ่งผมกำลังใส่ห่วงอนามัยคนไข้อยู่
“หมอ ๆ ๆ รถคว่ำ เร็วหน่อยคนไข้จะตายแล้ว” ญาติร้องโวยวาย ผมรีบออกมาจากห้องตรวจภายในโดยยัง ไม่ทันล้างมือ
คนไข้ประมาณ ๑๐ คนเจ็บกันระนาว เพราะรถที่มา ทอดกฐินคำลงข้างทาง เนื่องจากสภาพรถมันเก่าแก่เต็มที่ และดันบรรทุกเข้าไปได้เกือบร้อยคน
กลิ่นเลือดเหม็นคาวคลุ้งไปหมดทั้งอนามัย ผสมกับ กลิ่นเหล้าขาวจากญาติโยมหนุ่ม ๆ จิกโก้ที่ไปทำงานโรงทอ ผ้าจากกรุงเทพฯ กลับมา
หญิงวัยกลางคนร้องให้ชื่อด้วยความเจ็บปวด
“คุณหมอช่วยด้วยฉันปวดจะตายอยู่แล้ว” ผมฉีดยา แก้ปวดให้ เอาไม้พันผ้าก๊อซมาตามไว้ชั่วคราวเพื่อใส่เผือก
วนถึงขน
ลูกชายอายุประมาณ ๒๒ ปี แต่งตัวดีกางเกงยีนรัด เปรียะ กลิ่นเหล้าขาวคลังออกจากปาก ปราดเข้ามาชี้หน้า ผม สำรากออกอย่างจริงใจว่า
“หมอ...ถ้าแม่ผมตาย หมอก็ตายด้วยนะ”

เงินทองหายากขาดแคลน

สถานีอนามัยชั้นหนึ่งของผมเมื่อแรกผมไปอยู่นั้น ได้งบประมาณแผ่นดิน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อประชากรประมาณ ๑ แสนคน ตกแล้วประมาณคนละ ๑๐ สตางค์ ในปี ๒๕๑๕ นี้ก็เป็นอัตราส่วนที่ไม่เลวนัก สำหรับค่ายา ค่าใช้จ่ายทุก อย่างในการรักษาพยาบาล ๑๐ สตางค์ต่อคนต่อปี สำหรับ ประเทศด้อยพัฒนาและจนๆ อย่างเราก็คงจะเหมาแล้ว ถ้าจะ เอาไปเทียบกับประเทศ ฮอลันดา เขาให้ประมาณ ๒,๐๐๐ กิลเดอร์ คูณด้วย 6 บาทออกมาก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท

ต่อคนต่อปีเท่านั้นเอง โดยรัฐบาล จะออกเงินค่าพรีเมียม ครั้งแรก ๕๗๐ กิลเดอร์ ให้บริษัทประกันสุขภาพ ใครป่วย ก็ออกเงินให้หมอไปก่อนแล้วเอาใบเสร็จไปเบิกเงินคืนใน วงเงินชั้นต่ำสุดสำหรับชาวนา ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทต่อปี

ขอโทษที่เถอะครับ เผลอนิดเดียวกลายเป็นฟ้าเมือง นอกไป แล้วแต่อยากให้เห็นข้อแตกต่างนิดเดียวเท่านั้น คือ เมืองฮอลันดา ชาวนาทุกคนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น มี สิทธิพิเศษ อภิสิทธิ์กว่าเถอะที่จะเอาใบเสร็จไปเบิกเงินคืน จากกระทรวงการคลังของรัฐบาลได้ ส่วนข้าราชการและผู้มี รายได้สูงเกินระดับหนึ่งต้องจ่ายเงินเองให้บริษัทประกัน สุขภาพ

พูดง่าย ๆ ว่าคนจนรักษาฟรี คนรวยเสียเงินงั้นเถอะ ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเราที่ราชการเบิกเงินคืนได้ ส่วนชาวนา ต้องเสียเงิน

“เครื่องมือผ่าตัดแพงยิ่งกว่าทำด้วยทอง” หมอสหัส แพทย์รุ่นน้องบอกผม

“แพทย์ทุกคนอยากทำผ่าตัดทั้งนั้นแหละ” ผมเองก็ บ่นให้กระทรวงพังเพราะถ้าเอาแต่นั่งตรวจคนไข้ภายนอก หรือคนไข้นอก ทุก ๓๖๕ วัน ใน ๑ ปี ก็คงเหมือนเพื่อนที่ ร้านขายยา เออ ถ้าเราทำศัลยกรรมมาก ๆ หน่อยความ ภาคภูมิใจในความเป็นแพทย์ ที่ได้ช่วยเหลือคนเป็นไส้ติ่ง ได้เลื่อน นิ่ว กระเพาะทะลุ ถูกยิง ถูกแทง คงจะดีขึ้นนะ

อย่างไรก็ตามเราคิดว่าคุณลิขิต วัฒนปกรณ์ ยังมี เพื่อนอีกวงการหนึ่งซึ่งได้งบประมาณน้อยนิดเดียวแทบจะ ไม่พอซื้อยาหม่องทาแก้ปวดให้ตรวจด้วยซ้ำไป ผมไม่ได้ชื่อหมอกานต์

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ผมออกไปทำงานบ้านนอกใหม่ๆ เพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกันมองผมเหมือนคนประหลาด แทนที่ จะทำเงินทาทองในกรุงเทพฯ หรือหากินในอเมริกา

“แคลิฟอร์เนีย มันก็ยังงั้นแหละว่ะ สู้เมืองไทยไม่ ได้หรอก ไปอยู่เหมือนคนถูกเนรเทศทำไม” ผมบอกกับ เพื่อน ๆ เมื่อผมไปทำปริญญาโททางวางแผนครอบครัว เพื่อน ๆ ผมมันเรียกชื่อผมแปลก ๆ

หมอตอนคน เพราะผมทำงานทางวางแผนครอบครัว หมอบ้านนอก เพราะอยู่ทุ่งกุลาร้องไห้

หมอกานต์

อันสุดท้ายนี้ผมบอกว่า ไม่ชอบอยู่ ๒ ตอน ทั้ง ๆ ที่ได้รับรางวัล ส.ป.อ. จนคุณสุวรรณี สุคนธา โด่งดัง ไม่ชอบตอนเมียกลับไปหารักที่กรุงเทพฯ กับตายตอนจบ หวาดเสียวมากเมื่อดูหนัง

วันหนึ่งผมกำลังใส่ห่วงอนามัยคนไข้อยู่

“หมอ ๆ ๆ รถคว่ำ เร็วหน่อยคนไข้จะตายแล้ว” ญาติร้องโวยวาย ผมรีบออกมาจากห้องตรวจภายในโดยยัง ไม่ทันล้างมือ

คนไข้ประมาณ ๑๐ คนเจ็บกันระนาว เพราะรถที่มา ทอดกฐินคำลงข้างทาง เนื่องจากสภาพรถมันเก่าแก่เต็มที่ และดันบรรทุกเข้าไปได้เกือบร้อยคน

กลิ่นเลือดเหม็นคาวคลุ้งไปหมดทั้งอนามัย ผสมกับ กลิ่นเหล้าขาวจากญาติโยมหนุ่ม ๆ จิกโก้ที่ไปทำงานโรงทอ ผ้าจากกรุงเทพฯ กลับมา

หญิงวัยกลางคนร้องให้ชื่อด้วยความเจ็บปวด

“คุณหมอช่วยด้วยฉันปวดจะตายอยู่แล้ว” ผมฉีดยา แก้ปวดให้ เอาไม้พันผ้าก๊อซมาตามไว้ชั่วคราวเพื่อใส่เผือกวนถึงแขน

ลูกชายอายุประมาณ ๒๒ ปี แต่งตัวดีกางเกงยีนรัด เปรียะ กลิ่นเหล้าขาวคลังออกจากปาก ปราดเข้ามาชี้หน้า ผม สำรากออกอย่างจริงใจว่า

“หมอ...ถ้าแม่ผมตาย หมอก็ตายด้วยนะ”

 

หน้าหลักบล็อก