Editor's talk

สวัสดีค่ะเราจะมาแนะนำการออกกำลังการกับข่าวสาระต่างๆมานำเสอนให้ท่านได้รู้เกียวกับสุขภาพให้ทุกท่านได้มีสุขภาพแข็งแร็งไปกับชีวิตที่ยาวนานค่ะ

Editor's talk ก่อนหน้า
21
Jun
2019
เวทเทรนนิ่ง กับพื้นฐานการเล่นที่ควรรู้ Categories : สุขภาพ
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

เวทเทรนนิ่ง เป็นการบริหารร่างกายแบบฝึกหัดกล้ามประเภทหนึ่งที่อาศัยการใช้น้ำหนักเพื่อกำเนิดความต้านทาน โดยบางทีอาจใช้วัสดุอุปกรณ์ฟรีเวท (Free Weight) ซึ่งเขยื้อนได้อย่างอิสระ อาทิเช่น บาร์เบล ดัมเบล หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือขนาดใหญ่ (Weight Machine) ยางยืดบริหารร่างกาย หรือจะใช้น้ำหนักร่างกายตัวเองก็ได้ โดยการฝึกฝนเวทเทรนนิ่งนี้จะได้ผลเป็นแรงตึงต่อกล้าม นำมาซึ่งการทำให้กล้ามมีการปรับพฤติกรรมแล้วก็แข็งแรงขึ้นท้ายที่สุด

เวทเทรนนิ่ง

จุดเด่นของการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่ง

การฝึกหัดกล้ามจำพวกเวทเทรนนิ่งสามารถทำเป็นทุกเพศทุกวัย โดยไม่เพียงแต่ลดมวลไขมัน ทำให้รูปร่างรวมทั้งรูปทรงดูดีขึ้น แต่ว่ายังมีผลเป็นอย่างมากต่อความแข็งแรงของร่างกายในช่วงอายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุว่ามวลกล้ามที่ไม่มีไขมันนั้นจะเบาๆน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น ถ้าเกิดว่าไม่มีการบริหารร่างกายเพิ่มกล้ามตอบแทนส่วนที่สูญเสียไป สิ่งที่จะมาชดเชยก็คือไขมันนั่นเอง
ผลการมีมวลกล้ามเพิ่มมากยิ่งกว่าเดิมยังส่งผลให้สามารถชูข้าวของต่างๆได้ง่ายและก็เป็นระยะเวลานาน สำหรับหญิงที่เสี่ยงมีปัญหาความหนาแน่นของกระดูกต่ำลงเมื่อแก่ การเวทเทรนนิ่งจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยเหมือนกัน นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นแบบการบริหารร่างกายที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึงแม้ว่าจะในขณะที่ร่างกายกำเนิดแนวทางการซ่อม ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากหยุดการเวทเทรนนิ่งไปแล้วตรงเวลาหลายชั่วโมง เพิ่มวิธีการเผาผลาญตลอดทั้งวัน ต่างกับการบริหารร่างกายประเภทอื่นที่จะนำมาซึ่งการเผาไหม้เฉพาะขณะบริหารร่างกายแค่นั้น
เริ่มเวทเทรนนิ่งยังไงดี
การบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายอย่างยิ่ง ถ้าทำอย่างแม่นยำรวมทั้งสมควร แต่ทว่าถ้าทำแบบไม่ถูกๆก็สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เป็นต้นว่า อาการกลยุทธ์ กล้ามฉีก หรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกหักได้เหมือนกัน เพื่อคำตอบที่เหมาะสมที่สุดควรจะกระทำตามเบื้องต้นสำหรับเพื่อการเริ่มเวทเทรนนิ่ง ดังต่อไปนี้
ศึกษาเคล็ดลับที่สมควร สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งมาก่อน ควรจะได้รับข้อแนะนำจากเทรนเนอร์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับต้นแบบการเล่นที่ถูกแล้วก็สมควรก่อนที่จะทดลองฝึกหัดด้วยตัวเองลำพัง เพื่อปกป้องการบริหารร่างกายไม่ถูกท่าซึ่งจะมีผลให้มีการเจ็บตามมา และก็แม้ว่าจะเคยชินกับการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งมาครู่หนึ่งรวมทั้งยังจำเป็นต้องถามไถ่ผู้ที่มีความชำนาญเป็นระยะ เพื่อมั่นใจว่าตัวเองใช้แนวทางถูก หรือรู้ว่าควรจะเปลี่ยนจุดไหน ด้วยเหตุว่าจนถึงนักกีฬาที่เคยมีประสบการณ์การฝึกฝนมาก่อนแล้วหลังจากนั้นก็ยังจะต้องทวนความสามารถเวทเทรนนิ่งเป็นบางครั้งบางคราวด้วยเหมือนกัน
เริ่มอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป สำหรับคนที่พึ่งเริ่มบางทีอาจยังกีฬายกน้ำหนักได้ไม่มากเท่าไรนัก ซึ่งก็ไม่สมควรฝ่าฝืนชู ควรจะเริ่มจากน้ำหนักเบาๆก่อนใน 3-4 อาทิตย์แรก เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยกล้าม เอ็นกล้าม แล้วก็เอ็นจะเริ่มเคยชินแล้วก็ปรับพฤติกรรมจนกระทั่งกีฬายกน้ำหนักได้มากขึ้นเอง การเริ่มกีฬายกน้ำหนักระดับหนึ่งได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเป็นสัญญาณชี้ความพร้อมเพรียงสำหรับเพื่อการเพิ่มน้ำหนักในระดับถัดไปได้แล้ว โดยการเพิ่มน้ำหนักของเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้นั้นจะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามไปอีกขั้น แม้กระนั้นแม้ไม่เพิ่มน้ำหนัก กล้ามก็จะมีความแข็งแรงอยู่ในระดับเหมือนเดิม ตราบเท่าที่ยังมีการเวทเทรนนิ่งเสมอๆ
เลือกใช้ชนิดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง ควรจะเริ่มด้วยเครื่องมือน้ำหนักซึ่งสามารถชูได้อย่างสบายๆ12-15 ครั้ง แต่ว่าก็ควรจะหนักพอที่จะก่อให้กล้ามเริ่มล้าหลังจากชูบ่อยๆไปแล้วราว 12-15 ครั้งด้วย
วอร์มร่างกายก่อนเสมอ การไม่จัดแจงร่างกายให้พร้อมก่อนอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บมากเพิ่มขึ้น ทางที่ดีก่อนเริ่มชูเวทหรือฝึกฝนใช้น้ำหนักประเภทอื่นๆควรจะอบอุ่นกล้ามด้วยการเดินเร็วๆหรือบริหารร่างกายแบบแอโรบิกก่อนสัก 5-10 นาที
ใช้ลีลาที่ถูก ผู้เล่นควรศึกษาเรียนรู้การฝึกหัดกล้ามโดยใช้น้ำหนักอย่างถูกทางจากผู้รอบรู้ เพราะว่ายิ่งลีลาสมควรมากแค่ไหนก็ยิ่งส่งผลที่ดียิ่งขึ้น แล้วก็มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บลดลง ซึ่งลีลาการเวทเทรนนิ่งที่ถูกนั้นควรขยับเขยื้อนข้อได้จนกระทั่งสุด ดังนี้ ถ้าเกิดไม่อาจจะอาจจะอิริยาบถที่ถูกตลอดจนสำเร็จการออกกำลังได้ ชี้แนะให้ลดความอ้วนที่ใช้หรือลดปริมาณครั้งที่ทำลงมา
หายใจอย่างบรรเทา ผู้เล่นบางรายบางทีอาจเผลอกลั้นใจในตอนที่ชูเครื่องใช้ไม้สอยน้ำหนัก แม้กระนั้นตามที่เป็นจริงแล้วการเวทเทรนนิ่งที่ถูกน่าจะหายใจออกขณะออกแรงกีฬายกน้ำหนัก รวมทั้งหายใจเข้าในขณะที่เบาแรงกล้ามลง
เริ่มด้วยวิธีการทำซ้ำเพียงแต่ 1 เซตก็บางทีอาจพอเพียง แม้ว่าจะมีความคิดกันว่าการเวทเทรนนิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือวิธีการทำซ้ำหลายๆครั้ง เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ว่าก็มีการศึกษาค้นคว้าชี้ว่าการทำใหม่เพียงแค่ 1 เซต เซตละ 12 ครั้ง โดยใช้น้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองสำหรับการเวทเทรนนิ่งแต่ละครั้งนั้นอาจมีคุณภาพสำหรับในการสร้างกล้ามเทียบเท่าการทำทั้งสิ้น 3 เซต เมื่อกล้ามเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้วจึงเบาๆเพิ่มน้ำหนักเพิ่ม นอกเหนือจากนั้น ข้างหลังการเวทเทรนนิ่งแต่ละส่วนยังควรจะพักกล้ามสักประเดี๋ยว อย่ารีบร้อนทำต่อเนื่องกันกระทั่งเกินความจำเป็น
รักษาสมดุลสำหรับการฝึกหัด โดยบากบั่นฝึกฝนการใช้กล้ามหลักอย่างเท่าๆกันทุกส่วน ดังเช่นว่า กล้ามท้อง ทรวงอก บั้นท้าย ข้างหลัง หัวไหล่ แขน แล้วก็ขา พากเพียรฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามที่อยู่ตรงกันข้ามกันอย่างเสมอภาค เป็นต้นว่า กล้ามข้างหน้าและก็ข้างหลังของแขน ฯลฯ เหตุเพราะการให้ความเอาใจใส่กับส่วนใดส่วนหนึ่งมากยิ่งกว่าส่วนอื่นๆอาจจะก่อให้กำเนิดความไม่ดุลแล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับลีลาตามมาได้
รู้จักแบ่งเวลาพัก เพื่อกล้ามได้ฟื้น ควรจะหาเวลาพักสัก 24 ชั่วโมงเต็มระหว่างการฝึกหัดกล้ามในแต่ละส่วน การฝึกฝนที่สมควรควรที่จะทำการเลือกฝึกฝนกล้ามหลักทั้งหมดทั้งปวงร่วมกันในคราวเดียว 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ หรือคิดแผนฝึกหัดกรุ๊ปกล้ามเฉพาะส่วนในทุกๆวัน เป็นต้นว่า วันจันทร์ฝึกฝนกล้ามแขนรวมทั้งหัวไหล่ วันอังคารฝึกฝนกล้ามขา วันต่อๆมาก็ฝึกหัดกล้ามส่วนอื่นๆสลับกันไป แม้กระนั้นควรจะหลบหลีกการฝึกฝนกล้ามส่วนเดียว 2 วันต่อเนื่องกัน
อย่ารู้สึกว่าลักษณะของการเจ็บไม่จำเป็น การบริหารร่างกายจำพวกใดก็ตาม ถ้าหากทำแล้วรู้สึกเจ็บควรจะพักผ่อนวัก 2-3 วัน เพื่อรอคอยให้กล้ามที่เจ็บได้พักฟื้น หรือทดลองลดหุ่นของเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้ลง
ใส่รองเท้ากีฬา รองเท้าบริหารร่างกายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไม้สอยสำคัญที่จะช่วยปกป้องรักษาเท้า ช่วยลดแรงลาก กันการลื่นล้มหรือเจ็บขณะฝึกฝนเวทเทรนนิ่งได้
เวทเทรนนิ่งเท่าไรก็เลยจะได้ผล
การฝึกหัดกล้ามด้วยการใช้น้ำหนักอย่างเวทเทรนนิ่งไม่ต้องใช้เวลาในห้องบริหารร่างกายแต่ละวันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยจะได้ผลลัพธ์ โดยสำหรับคนส่วนมาก การเวทเทรนนิ่งเพียงแต่ตอนระยะสั้นๆเพียงแค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ทีละ 20-30 นาที ได้ผลดีอย่างชัดเจนเจน ซึ่งก็นับว่าเป็นช่วงเวลาสำหรับการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งที่พอเพียงสำหรับคนแก่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงโดยปกติ โดยกิจกรรมบริหารร่างกายในแต่ละอาทิตย์นั้นเสนอแนะให้มีการฝึกฝนกล้ามหลักทุกส่วนของร่างกายอย่างต่ำ 2 ครั้งต่ออาทิตย์ด้วย

จุดเด่นของการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่ง


การฝึกหัดกล้ามจำพวกเวทเทรนนิ่งสามารถทำเป็นทุกเพศทุกวัย โดยไม่เพียงแต่ลดมวลไขมัน ทำให้รูปร่างรวมทั้งรูปทรงดูดีขึ้น แต่ว่ายังมีผลเป็นอย่างมากต่อความแข็งแรงของร่างกายในช่วงอายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุว่ามวลกล้ามที่ไม่มีไขมันนั้นจะเบาๆน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น ถ้าเกิดว่าไม่มีการบริหารร่างกายเพิ่มกล้ามตอบแทนส่วนที่สูญเสียไป สิ่งที่จะมาชดเชยก็คือไขมันนั่นเอง


ผลการมีมวลกล้ามเพิ่มมากยิ่งกว่าเดิมยังส่งผลให้สามารถชูข้าวของต่างๆได้ง่ายและก็เป็นระยะเวลานาน สำหรับหญิงที่เสี่ยงมีปัญหาความหนาแน่นของกระดูกต่ำลงเมื่อแก่ การเวทเทรนนิ่งจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยเหมือนกัน นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นแบบการบริหารร่างกายที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึงแม้ว่าจะในขณะที่ร่างกายกำเนิดแนวทางการซ่อม ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากหยุดการเวทเทรนนิ่งไปแล้วตรงเวลาหลายชั่วโมง เพิ่มวิธีการเผาผลาญตลอดทั้งวัน ต่างกับการบริหารร่างกายประเภทอื่นที่จะนำมาซึ่งการเผาไหม้เฉพาะขณะบริหารร่างกายแค่นั้น


เริ่มเวทเทรนนิ่งยังไงดี


การบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายอย่างยิ่ง ถ้าทำอย่างแม่นยำรวมทั้งสมควร แต่ทว่าถ้าทำแบบไม่ถูกๆก็สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เป็นต้นว่า อาการกลยุทธ์ กล้ามฉีก หรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกหักได้เหมือนกัน เพื่อคำตอบที่เหมาะสมที่สุดควรจะกระทำตามเบื้องต้นสำหรับเพื่อการเริ่มเวทเทรนนิ่ง ดังต่อไปนี้


ศึกษาเคล็ดลับที่สมควร สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งมาก่อน ควรจะได้รับข้อแนะนำจากเทรนเนอร์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับต้นแบบการเล่นที่ถูกแล้วก็สมควรก่อนที่จะทดลองฝึกหัดด้วยตัวเองลำพัง เพื่อปกป้องการบริหารร่างกายไม่ถูกท่าซึ่งจะมีผลให้มีการเจ็บตามมา และก็แม้ว่าจะเคยชินกับการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งมาครู่หนึ่งรวมทั้งยังจำเป็นต้องถามไถ่ผู้ที่มีความชำนาญเป็นระยะ เพื่อมั่นใจว่าตัวเองใช้แนวทางถูก หรือรู้ว่าควรจะเปลี่ยนจุดไหน ด้วยเหตุว่าจนถึงนักกีฬาที่เคยมีประสบการณ์การฝึกฝนมาก่อนแล้วหลังจากนั้นก็ยังจะต้องทวนความสามารถเวทเทรนนิ่งเป็นบางครั้งบางคราวด้วยเหมือนกัน


เริ่มอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป สำหรับคนที่พึ่งเริ่มบางทีอาจยังกีฬายกน้ำหนักได้ไม่มากเท่าไรนัก ซึ่งก็ไม่สมควรฝ่าฝืนชู ควรจะเริ่มจากน้ำหนักเบาๆก่อนใน 3-4 อาทิตย์แรก เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยกล้าม เอ็นกล้าม แล้วก็เอ็นจะเริ่มเคยชินแล้วก็ปรับพฤติกรรมจนกระทั่งกีฬายกน้ำหนักได้มากขึ้นเอง การเริ่มกีฬายกน้ำหนักระดับหนึ่งได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเป็นสัญญาณชี้ความพร้อมเพรียงสำหรับเพื่อการเพิ่มน้ำหนักในระดับถัดไปได้แล้ว โดยการเพิ่มน้ำหนักของเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้นั้นจะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามไปอีกขั้น แม้กระนั้นแม้ไม่เพิ่มน้ำหนัก กล้ามก็จะมีความแข็งแรงอยู่ในระดับเหมือนเดิม ตราบเท่าที่ยังมีการเวทเทรนนิ่งเสมอๆ


เลือกใช้ชนิดน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเอง ควรจะเริ่มด้วยเครื่องมือน้ำหนักซึ่งสามารถชูได้อย่างสบายๆ12-15 ครั้ง แต่ว่าก็ควรจะหนักพอที่จะก่อให้กล้ามเริ่มล้าหลังจากชูบ่อยๆไปแล้วราว 12-15 ครั้งด้วย


วอร์มร่างกายก่อนเสมอ การไม่จัดแจงร่างกายให้พร้อมก่อนอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บมากเพิ่มขึ้น ทางที่ดีก่อนเริ่มชูเวทหรือฝึกฝนใช้น้ำหนักประเภทอื่นๆควรจะอบอุ่นกล้ามด้วยการเดินเร็วๆหรือบริหารร่างกายแบบแอโรบิกก่อนสัก 5-10 นาที


ใช้ลีลาที่ถูก ผู้เล่นควรศึกษาเรียนรู้การฝึกหัดกล้ามโดยใช้น้ำหนักอย่างถูกทางจากผู้รอบรู้ เพราะว่ายิ่งลีลาสมควรมากแค่ไหนก็ยิ่งส่งผลที่ดียิ่งขึ้น แล้วก็มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บลดลง ซึ่งลีลาการเวทเทรนนิ่งที่ถูกนั้นควรขยับเขยื้อนข้อได้จนกระทั่งสุด ดังนี้ ถ้าเกิดไม่อาจจะอาจจะอิริยาบถที่ถูกตลอดจนสำเร็จการออกกำลังได้ ชี้แนะให้ลดความอ้วนที่ใช้หรือลดปริมาณครั้งที่ทำลงมา


หายใจอย่างบรรเทา ผู้เล่นบางรายบางทีอาจเผลอกลั้นใจในตอนที่ชูเครื่องใช้ไม้สอยน้ำหนัก แม้กระนั้นตามที่เป็นจริงแล้วการเวทเทรนนิ่งที่ถูกน่าจะหายใจออกขณะออกแรงกีฬายกน้ำหนัก รวมทั้งหายใจเข้าในขณะที่เบาแรงกล้ามลง


เริ่มด้วยวิธีการทำซ้ำเพียงแต่ 1 เซตก็บางทีอาจพอเพียง แม้ว่าจะมีความคิดกันว่าการเวทเทรนนิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือวิธีการทำซ้ำหลายๆครั้ง เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ว่าก็มีการศึกษาค้นคว้าชี้ว่าการทำใหม่เพียงแค่ 1 เซต เซตละ 12 ครั้ง โดยใช้น้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองสำหรับการเวทเทรนนิ่งแต่ละครั้งนั้นอาจมีคุณภาพสำหรับในการสร้างกล้ามเทียบเท่าการทำทั้งสิ้น 3 เซต เมื่อกล้ามเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้วจึงเบาๆเพิ่มน้ำหนักเพิ่ม นอกเหนือจากนั้น ข้างหลังการเวทเทรนนิ่งแต่ละส่วนยังควรจะพักกล้ามสักประเดี๋ยว อย่ารีบร้อนทำต่อเนื่องกันกระทั่งเกินความจำเป็น


รักษาสมดุลสำหรับการฝึกหัด โดยบากบั่นฝึกฝนการใช้กล้ามหลักอย่างเท่าๆกันทุกส่วน ดังเช่นว่า กล้ามท้อง ทรวงอก บั้นท้าย ข้างหลัง หัวไหล่ แขน แล้วก็ขา พากเพียรฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามที่อยู่ตรงกันข้ามกันอย่างเสมอภาค เป็นต้นว่า กล้ามข้างหน้าและก็ข้างหลังของแขน ฯลฯ เหตุเพราะการให้ความเอาใจใส่กับส่วนใดส่วนหนึ่งมากยิ่งกว่าส่วนอื่นๆอาจจะก่อให้กำเนิดความไม่ดุลแล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับลีลาตามมาได้


รู้จักแบ่งเวลาพัก เพื่อกล้ามได้ฟื้น ควรจะหาเวลาพักสัก 24 ชั่วโมงเต็มระหว่างการฝึกหัดกล้ามในแต่ละส่วน การฝึกฝนที่สมควรควรที่จะทำการเลือกฝึกฝนกล้ามหลักทั้งหมดทั้งปวงร่วมกันในคราวเดียว 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ หรือคิดแผนฝึกหัดกรุ๊ปกล้ามเฉพาะส่วนในทุกๆวัน เป็นต้นว่า วันจันทร์ฝึกฝนกล้ามแขนรวมทั้งหัวไหล่ วันอังคารฝึกฝนกล้ามขา วันต่อๆมาก็ฝึกหัดกล้ามส่วนอื่นๆสลับกันไป แม้กระนั้นควรจะหลบหลีกการฝึกฝนกล้ามส่วนเดียว 2 วันต่อเนื่องกัน


อย่ารู้สึกว่าลักษณะของการเจ็บไม่จำเป็น การบริหารร่างกายจำพวกใดก็ตาม ถ้าหากทำแล้วรู้สึกเจ็บควรจะพักผ่อนวัก 2-3 วัน เพื่อรอคอยให้กล้ามที่เจ็บได้พักฟื้น หรือทดลองลดหุ่นของเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้ลง


ใส่รองเท้ากีฬา รองเท้าบริหารร่างกายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไม้สอยสำคัญที่จะช่วยปกป้องรักษาเท้า ช่วยลดแรงลาก กันการลื่นล้มหรือเจ็บขณะฝึกฝนเวทเทรนนิ่งได้


เวทเทรนนิ่งเท่าไรก็เลยจะได้ผล UFABET 


 

การฝึกหัดกล้ามด้วยการใช้น้ำหนักอย่างเวทเทรนนิ่งไม่ต้องใช้เวลาในห้องบริหารร่างกายแต่ละวันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยจะได้ผลลัพธ์ โดยสำหรับคนส่วนมาก การเวทเทรนนิ่งเพียงแต่ตอนระยะสั้นๆเพียงแค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ทีละ 20-30 นาที ได้ผลดีอย่างชัดเจนเจน ซึ่งก็นับว่าเป็นช่วงเวลาสำหรับการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งที่พอเพียงสำหรับคนแก่สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงโดยปกติ โดยกิจกรรมบริหารร่างกายในแต่ละอาทิตย์นั้นเสนอแนะให้มีการฝึกฝนกล้ามหลักทุกส่วนของร่างกายอย่างต่ำ 2 ครั้งต่ออาทิตย์ด้วย

 

หน้าหลักบล็อก