"นวดไทย" รักษาโรคนักกีฬา

โดย
| |
อ่าน : 5,025

ช่วยผ่อนคลายหายปวดเมื่อยจากการลงแข่งขันได้

การนวดไทย นับเป็นภูมิปัญญาของชาติที่รับใช้สังคมไทยมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ จนมาถึงปัจจุบันได้เกิดวิวัฒนาการก้าวสำคัญของการนวดไทยที่สามารถประยุกต์ใช้ไม่ใช่แค่ดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วไป แต่ยังเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้นักกีฬาผ่อนคลายหายปวดเมื่อยจากการลงแข่งขันกีฬา ซึ่งการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ฤดูร้อน ครั้งที่ 24 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 8-18 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกรู้จักการแพทย์วิถีไทยอย่างแท้จริง และประสบความสำเร็จอย่างสูง

              การนวดไทยแบบราชสำนักซึ่งเปิดให้บริการโดย โรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักกีฬา เจ้าหน้าที่ต่างชาติรวมถึงคนไทย

             เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ.2541 ก็มีบริการนวดแบบไทยๆ ให้บริการเหมือนกัน

             จากความสำเร็จของสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่สืบต่อกันมา มีความเป็นมาอย่างยาวนาน

             รศ.นพ.ทวี เลาหพันธ์หัวหน้าสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ย้อนที่มาของการนวดไทยให้ฟังว่า ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ ปรมาจารย์ท่านหนึ่งของศิริราชผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาไทย ได้อุทิศตน ทุ่มเทกำลังใจและกายฟื้นฟูการแพทย์แผนไทยอีกครั้ง โดยวางแนวทางจัดการเรียนการสอนวิชาแพทย์แผนไทยใหม่ กล่าวคือในหลักสูตรมีการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และศาสตร์เบื้องต้นทางการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วย มีจุดประสงค์เพื่อให้แพทย์แผนไทยสามารถประยุกต์ความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์แผนปัจจุบันในการอธิบายและพัฒนาการแพทย์แผนไทย ช่วยคัดกรองโรค/ภาวะที่สมควรส่งต่อให้แพทย์แผนปัจจุบันดูแลรักษา ตลอดจนให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันส่งต่อให้รักษาด้วยการแพทย์แผนไทยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งถือได้ว่าเป็นปรัชญาของการแพทย์แผนไทยประยุกต์

             ศ.นพ.อวยได้ก่อตั้ง โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย เพื่อจัดการเรียนการสอนการแพทย์แผนไทยตามแนวคิดนี้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2525 หลักสูตรในระยะนั้นเป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ต่อมาในปี พ.ศ.2546 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลได้รับโอนย้ายโรงเรียนเข้ามาเป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะเรียกว่า สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ได้ปรับปรุงหลักสูตรเป็นระดับปริญญาตรีคือ "หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต" เริ่มรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 มีนักเรียนสนใจสมัครเข้าศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลักสูตร ในชั้นปีที่ 1 ศึกษาวิชาที่เป็นพื้นฐานสำคัญของสาขาวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ, ปีที่ 2-3 ศึกษารายวิชาทางการแพทย์แผนไทยควบคู่กับรายวิชาพื้นฐานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน, ชั้นปีที่ 4 ศึกษาและฝึกปฏิบัติงานทางด้านการแพทย์แผนไทยในคลีนิคอายุรเวทฯและโรงพยาบาลในภูมิภาคที่เป็นสถานฝึกปฏิบัติทางด้านการแพทย์แผนไทย

             หลังจากสำเร็จการศึกษาและสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ได้แล้ว แพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิตเป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ปฎิบัติงานทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ให้การบำบัดดูแลรักษา ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย, ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยประยุกต์ในหน่วยงานของรัฐและเอกชน, ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย หรือประกอบอาชีพส่วนตัว สามารถเปิดคลีนิค ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังสามารถศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา เช่น ทางด้านสมุนไพร, การบริหารจัดการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา

             ขณะนี้สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์เปิด "คลีนิคอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์" ที่ตึกอดุลยเดชวิกรม ภายในโรงพยาบาลศิริราช ให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ผู้ป่วยที่มาใช้บริการจะมีแพทย์แผนปัจจุบันตรวจอาการก่อนที่จะส่งต่อมารักษาที่คลีนิค หรือได้รับการตรวจโรคร่วมกันจากทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์อายุรเวท (แพทย์แผนไทยประยุกต์) มีผู้ป่วยหลายโรคที่มารักษา เช่น ปวดหลัง, ปวดคอ, ปวดสะโพก, ข้อเคล็ด และเจ็บเข่า ค่าบริการพร้อมการประคบสมุนไพร 320 บาทต่อชั่วโมง โดยงานบริการครอบคลุมการตรวจรักษาทางด้านเวชกรรมแผนไทย, เภสัชกรรมแผนไทย, หัตถเวชกรรมแผนไทย และการดูแลหญิงหลังคลอด

             สำหรับการนวดแบบราชสำนัก แตกต่างจากการนวดที่เปิดกันอย่างดาษดื่นทั่วไปในเวลา โดยการนวดแบบราชสำนักเป็นการนวดและกดไปตามแนวเส้นและจุดต่างๆ ตามทฤษฎี มีการวิเคราะห์แนวกล้ามเนื้อ, ใช้แรงกดมากน้อยต่างกัน ตำแหน่งจุดกดก็ต่างกันในการรักษาแต่ละโรค นอกจากนี้ ยังมีการประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพร จุดประสงค์หลักของการนวดคือ การรักษาโรค เช่น ปวดศีรษะ, คอ, บ่า,ไหล่, หลัง, แขน, ข้อมือ, ขา, เข่า, ข้อเท้า, ส้นเท้า และปวดเมื่อยทั่วร่างกาย

            ถึงกาลเวลาจะผ่านไปไม่ว่ายุคใดสมัยใด ของไทยๆ ก็ไม่น้อยหน้าใคร!

 

 

ที่มา

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์มติชน

ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th


 

update 16-11-50

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม