สป.เปิดเวทีถก “พรบ.สินค้าที่ไม่ปลอดภัย”

โดย
| |
อ่าน : 2,671

ยันคนไทยต้องได้รับการคุ้มครองเท่าเทียมต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป. )จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับ “ร่างพรบ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ...” โดยมีนพ.ประวิทย์ สี่สถาพร ประธานคณะทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค สป. ร่วมกับ นางสาวดวงใจ คูห์ศรีวินิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย และนายชัยรัตน์ แสงอรุณ คณะทำงานฯ สป. ร่วมแถลงการณ์ในครั้งนี้ ณ. ห้องประชุม 5 ชั้น 26 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาคารพญาไทพลาซ่า

            นพ.ประวิทย์ สี่สถาพร ประธานคณะทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค สป. กล่าวว่า กระบวนผลักดันร่าง พรบ. ความรับผิดต่อความเสียหายฯ ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมให้ผู้ผลิตตระหนักในการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐาน และรอบคอบในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ พรบ.ดังกล่าวอนุญาตให้อำนาจคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) หรือหน่วยงานรัฐ ฟ้องร้องแทนผู้บริโภคได้ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม และให้เป็นภาระของผู้ประกอบการในการพิสูจน์ต่อศาลว่าสินค้าตนมีปัญหา หรือสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคหรือไม่

            ในส่วนของการดำเนินการที่ผ่านมา นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า อันที่จริง พรบ.ฉบับนี้จะต้องมีผลบังคับใช้มานานแล้ว เพราะได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และกำลังอยู่ในขั้นพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภา แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้ร่างพรบ.นี้ยังไม่มีการประกาศใช้ และในที่สุด รัฐบาลปัจจุบันได้กรุณาหยิบยกเอาร่างนี้ขึ้นมานำเสนอต่อสภาใหม่ด้วยเห็นความสำคัญว่ามีประโยชน์สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

            พรบ.ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในวันที่ 13 ธันวาคม และถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้จริง จะไม่ก่อผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน ตรงกันข้ามกับช่วยให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เพราะ สินค้าที่ไม่มีมาตรฐานจะเข้ามาในตลาดไม่ได้ ต่างชาติจะเชื่อมั่นต่อสินค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น ขณะที่ด้านสังคม คนไทยจะได้รับสิทธิที่ขาดหายไป คือได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้บริโภคเท่าเทียมกับประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งต่างก็มีกฎหมายลักษณะนี้ใช้แล้ว

            นายชัยรัตน์ แสงอรุณ คณะทำงานฯ สป. เปิดเผยว่า เมื่อดูจากพรบ.ฉบับนี้ สิ่งที่เพิ่มขึ้น ประการแรก คือ มีการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคชัดเจนขึ้น ผู้บริโภคสะดวกที่จะไปเรียกร้องสิทธิต่อศาลเมื่อตนได้รับความเสียหายจากสินค้า และ ประการที่ 2 คือ ผู้บริโภคจะได้รับค่าชดเชยความเสียหายด้านจิตใจ ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนในระบบกฎหมายไทย โดยปัญหาทางด้านจิตใจดังกล่าว เช่น ความตื่นตระหนก ตกใจ ความวิตกกังวล ความหวาดกลัวจากการใช้สินค้าอันนั้น ซึ่งจะมีศาลเป็นผู้พิจารณาตีราคาค่าเสียหายดังกล่าว โดยสามารถกำหนดได้ถึง 4 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง และสิ่งนี้ก็คือ ลักษณะเชิงการลงโทษของพรบ.ฉบับนี้นั่นเอง

            การที่สภาอุตสาหกรรมอ้างว่า ต้องมีองค์กรกลางรองรับ พรบ.ฉบับนี้จึงจะเป็นกลางนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะ ประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่น และมาเลเซีย ก็มีกฎหมายนี้ ทั้งๆที่ไม่มีองค์กรกลาง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไม่ควรจะกังวลในพรบ.นี้ เพราะ กฎหมายนี้เบาบางมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

            ทางด้าน นางสาวดวงใจ คูห์ศรีวินิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. ที่บังคับใช้ในขณะนี้ ไม่สามารถให้การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยังพบว่า มีเครื่องหมาย มอก.ปลอมกลาดเกลื่อนอยู่ในสินค้า ที่ไม่มีการระบุที่มาชัดเจน และบทลงโทษก็มีเพียงให้รัฐเอาผิดกับผู้จำหน่าย ขณะที่ผู้บริโภคได้ถูกกระทำหรือได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปแล้ว แต่ในส่วนของ พรบ.ความรับผิดต่อความเสียหายฯนี้ นอกจากจะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการในการพิสูจน์ต่อศาลว่าสินค้าตนปลอดภัยด้วย ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมจะสนับสนุนกฎหมายนี้อย่างแน่นอน

            “ถ้าเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าเรามีความถูกต้อง ปลอดภัยตามมาตรฐานก็เป็นขั้นตอนที่เราควรจะพิสูจน์ในศาล” นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทยกล่าว

            ผู้บริโภคที่มาฟ้องต่อศาลจะต้องพิสูจน์ได้ว่า ตนได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้าตามปกติ จากนั้นศาลจะพิจารณาให้ผู้ประกอบการมาพิสูจน์ว่า สินค้าตนเองเป็นสินค้าที่ปลอดภัยจริงรึเปล่า ถ้าพิสูจน์ได้ก็จะพ้นผิด ซึ่งผู้ประกอบการจะมีเวลาเตรียมตัว 1 ปี พรบ.นี้ถึงจะมีผลบังคับใช้

            การพิสูจน์ดังกล่าวของผู้ประกอบการ ถือว่า เป็นการพิสูจน์เชิงบวก ซึ่งสังคมก็สามารถรับรู้ได้ถึงคุณภาพสินค้า จึงกล่าวได้ว่า เป็นวิธีประชาสัมพันธ์วิธีหนึ่ง และทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่า สินค้านี้ ศาลยังรับฟังและยอมรับในคุณภาพเลย

            ดังนั้น พรบ.ความรับผิดฯนี้ จึงเป็นเครื่องมือในการยกระดับสินค้าในประเทศไทย ซึ่งคุณค่าไม่ได้อยู่ที่ตัวมูลค่าการชดเชย แต่อยู่ที่คำพิพากษาและกระบวนการพิสูจน์มากกว่า และทางกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือสมาคมที่ทำงานด้านนี้ ควรช่วยกันขยายผลคำพิพากษาให้สังคมรู้ว่า สินค้านั้นเป็นอันตรายหรือไม่ เพื่อให้เกิดความตื่นตัวและเฝ้าระวัง

            “การที่พบว่าสินค้านั้นอันตราย มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการจะจ่ายค่าปรับมากหรือน้อย แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เป็นการทำให้ผู้บริโภคทุกคนรู้เท่ากัน และทุกคนก็จะเป็นผู้ที่ตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเอง” นพ.ประวิทย์ กล่าว

 

ที่มา :
เรื่อง/ภาพประกอบ :  อินทุกานต์ เธียรเจริญ  และ ณัฐยา ปัดภัย
team content www.thaihealth.or.th

update 17-12-50

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม