งดซื้อ “นมรสหวาน” หลังพบทำเด็กอ้วน-โตเร็วเกิน

โดย
| |
อ่าน : 3,768

ชี้! เร่งเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แถมไขมันสะสมร่างกาย

 

 

          สุขุมพันธุ์สั่งงดซื้อนมรสหวานให้เด็ก กทม. บริโภค หลังพบทำเด็กอ้วน - โตเร็วเกิน ขณะที่พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์วัณโรคโลกปี 2552 หลังไทยติดอันดับ 18 จาก 22 ประเทศที่มีผู้ป่วย โดยใน กทม.พบผู้ป่วยในปี 2550 กว่า 1 พันราย

 

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า ในปีงบประมาณ 2552 กทม. โดยสำนักการศึกษาได้รับการจัดสรรงบอุดหนุนรัฐบาลเพื่อเป็นค่าอาหารเสริม (นม) เป็นเงิน 276,350,100 บาท และได้โอนงบประมาณไปให้ทั้ง 50 เขต เพื่อดำเนินการจัดซื้อรวมกับงบ กทม. 119,673,400 บาท รวมเป็นเงินในการจัดซื้อทั้งสิ้น 396,023,500 บาท ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ได้เห็นชอบราคากลางอาหารเสริม (นม) โรงเรียนโดยนมพาสเจอร์ไรซ์ ชนิดถุง 6.26 บาท และนมยูเอชทีชนิดกล่อง ราคา 7.55 บาท

 

          ซึ่งในปีงบประมาณ 2552 กทม. มีนโยบายที่จะจัดสรรงบในการจัดซื้อนมให้แก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทุกคนตามราคากลางจำนวน 230 วัน ขณะนี้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 ทุกคนจำนวน 200 วัน โดยคุณภาพนมที่ กทม. นำมาแจกให้กับเด็กนักเรียนนั้น กทม. ได้มีการตรวจสอบคุณภาพและควบคุมคุณภาพมาโดยตลอด

 

          อย่างไรก็ตาม กทม. มีนโยบายที่จะไม่จัดซื้อนมรสหวาน จะจัดซื้อเฉพาะนมรสจืดเท่านั้น เนื่องจากนมรสหวานจะเป็นตัวเร่งทำให้เด็กเข้าสู่วัยหนุ่ม - สาวเร็วกว่าปรกติ รวมทั้งมีไขมันสะสมในร่างกายสูงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

          ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหานมทั้งระบบ ตามที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีมติยกเลิกระบบการกำหนดเขตพื้นที่ (โซนนิ่ง) นมโรงเรียน และอนุมัติงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม จากงบกลางปีประจำงบประมาณปี 2552 วงเงิน 1,975 ล้านบาท เพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการจัดซื้อนมให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 - 6 ในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังเห็นชอบให้ปรับเพิ่มจำนวนวันการดื่มนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจาก 230 วันเป็น 260 วันต่อปีการศึกษา เป็นวงเงินงบประมาณ 2,579 ล้านบาท

 

          นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้สรุปว่า นมโรงเรียนจะเปลี่ยนนมพาสเจอร์ไรส์ เป็นนมยูเอชที ทั้งหมดหรือไม่ แต่เบื้องต้นเห็นว่า การเปลี่ยนเป็นนมยูเอชทีเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะสามารถเก็บได้เป็นเวลานานกว่านมพาสเจอร์ไรส์ ดังนั้นต้องเชิญผู้ประกอบการมาหารืออีกครั้ง เนื่องจากมีผู้ผลิตนมโรงเรียนแบบพาสเจอร์ไรส์ไม่กี่รายที่ไม่สามารถผลิตนมยูเอชทีได้

 

          ในที่ประชุมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับว่า การแก้ปัญหานมทั้งระบบ นอกจากจะมุ่งเน้นให้เด็กดื่มนมมากขึ้นแล้ว รัฐบาลยังต้องแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด แก้ปัญหาการทุจริตหรือการฮั้วด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ นมโรงเรียนต้องเป็นนมที่มีคุณภาพ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ดูแลเรื่องกระบวนการผลิต การตรวจสอบ และติดตามคุณภาพนมไม่ให้มีปัญหาเรื่องนมบูดหรือเน่าเสียนายพุทธิพงษ์กล่าว

 

          นายวงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า โดยหลักการแล้วอาหาร เครื่องดื่มที่มีรสหวานซึ่งเมื่อบริโภคเข้าไปในปริมาณที่เกินพอดี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กก็จะทำให้มีรูปร่างอ้วน ฟันผุ รูปร่างใหญ่ซึ่งเมื่อรูปร่างโตขึ้นก็จะทำให้การเจริญเติบโตในระบบอื่นๆ เร็วขึ้นไปด้วย

 

          โดยจะเห็นได้ว่าเด็กไทยในปัจจุบันนี้มีการเจริญเติบโตทางร่างกายเร็วขึ้น เช่น เด็กหญิงอายุเพียง 10 ปี ก็มีประจำเดือนแล้ว อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ที่เร็วขึ้นมีปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะด้านโภชนาการที่เด็กสมัยนี้ได้รับประทานอาหารที่ดีกว่าสมัยก่อนซึ่งนี่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

 

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์วัณโรคในพื้นที่ กทม. ด้วยว่า ขณะนี้วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยโรควัณโรคสูง 22 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 18 ซึ่งเมื่อปี 2550 กทม. สามารถค้นหาผู้ป่วยวัณโรคได้ 1,136 ราย รักษาหาย 887 ราย

 

          โดยศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง ค้นหาผู้ป่วยได้ 629 ราย รักษาหาย 544 ราย คิดเป็น 86.5% ขณะที่โรงพยาบาลสังกัดกทม.ค้นหาผู้ป่วย 507 ราย รักษาหาย 343 ราย คิดเป็น 80.87% โดยใช้การรักษาเป็นเวลา 6 เดือน

 

          ทั้งนี้ กทม. จะร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักวัณโรค สำนักงานควบคุมโรคเขต 1 กรมควบคุมโรคสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลเอกชน 79 แห่ง และโรงพยาบาลรัฐของหน่วยงานอื่นๆ อีก 22 แห่ง ร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์

 

          โดยในวันที่ 24 มี.ค. จัดการแถลงข่าวกิจกรรมรณรงค์วัณโรคโลกปี 2552 ภายใต้คำขวัญ รวมพลัง เร่งรัด หยุดยั้ง วัณโรค i am stopping tb ร่วมกับมูลนิธิ world vision ซึ่งในวันวัณโรคโลกจะมีการปล่อยขบวนรณรงค์รถจักรยานยนต์ มีการจัดรถเอกซเรย์เคลื่อนที่แก่ประชาชนในชุมชน และอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขจำนวน 600 คน

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์astv ผู้จัดการ

 

 

update 11-03-52

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การรับสมัครหรือเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ร่วมตอบแบบสอบถาม เรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพ -
  • NO Gift Policy งดรับของขวัญ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม