ห่วงวัยรุ่นซึมเศร้ารุนแรง เสี่ยงฆ่าตัวตาย!!

โดย
| |
อ่าน : 3,108

ชี้คนไทยป่วยเกือบ 2 ล้านเข้ารักษาแค่ 4%

 

 

          กรมสุขภาพจิตเผย คนฆ่าตัวตายสำเร็จ 30% ป่วยโรคซึมเศร้า ห่วงวัยรุ่นซึมเศร้ารุนแรงมากกว่าวัยอื่น นำสู่การฆ่าตัวตายได้ง่าย คนไทยป่วยเกือบ 2 ล้านคน ผู้ป่วยเข้าถึงบริการแค่ 4% เหตุไม่รู้ - ไม่ยอมรับว่าป่วย แนะคัดกรองเบื้องต้นตอบคำถามใน 2 ข้อ ถ้ามีอาการเซ็ง เศร้า สนใจสิ่งรอบตัวน้อยติดต่อนานเกิน 1 เดือน รีบพบแพทย์

 

          นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าประมาณ 3% ของประชากรไทย หรือประมาณ 1.9 ล้านคน พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และวัยรุ่น ตามลำดับ ซึ่งโรคซึมเศร้าจะสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 30% จะมีอาการของโรคซึมเศร้ามาก่อน นอกจากนั้น เป็นผลจากโรคจิตเวชอื่นๆ ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ติดสุราและปัญหารุมเร้า

 

          ปัญหาที่สำคัญของโรคนี้ในปัจจุบัน คือ ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการ มีเพียง 4% ของจำนวนผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับการรักษา อาจเป็นเพราะประชาชนและคนรอบข้างไม่รู้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ หรือรู้แต่ไม่ยอมรับทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะรุนแรงมากกว่าในวัยอื่น เพราะจะมีอาการควบคู่กับอารมณ์หุนหันพลันแล่น ขาดสติในการคิดตัดสินใจสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ ทำให้นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ง่าย นพ.วชิระ กล่าว

 

          นพ.วชิระ กล่าวด้วยว่า สาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดูในวัยเด็กที่เด็กได้รับความเก็บกด และประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับการสูญเสีย ทั้งสูญเสียคนรัก ทรัพย์สิน เสียหน้า ถูกทำให้อับอายขายหน้า โดยอาการของผู้ป่วยโรคนี้ที่คนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นได้ คือ หดหู่ เก็บตัวอยู่กับตนเอง สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวน้อยลง ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ

 

          สามารถคัดกรองโรคเบื้องต้นด้วยการตั้งคำถามกับตนเองหรือคนรอบข้าง 2 ข้อ คือ 1. ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอารมณ์เบื่อหน่าย เซ็ง เศร้าหรือไม่ และ 2. รอบสัปดาห์พฤติกรรมที่แสดงออกนั้นสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือทำกิจกรรมต่างๆ น้อยลงหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้ติดต่อกันประมาณ 1 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถรักษาให้หายได้เฉลี่ยภายใน 6 เดือน

 

          หากพบเห็นคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดควรเข้าไปให้กำลังใจ พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา และช่วยหาทางออกในเรื่องต่างๆ ส่วนสิ่งที่ควรระวัง คือ อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดที่มีปัญหาอยู่เพียงลำพังคนเดียว เนื่องจากอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ขาดสติ ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการขอรับคำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพจิตสามารถโทรสอบถามได้ที่สายด่วน 1323 และ 1667นพ.วชิระ กล่าว

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์astv ผู้จัดการ

 

 

update 27-05-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

 

 

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม