ขับรถ 80 กม/ชม. อันตรายเทียบ “เมาแล้วขับ”

โดย
| |
อ่าน : 6,041

ปรับลดจำกัดความเร็วเซฟชีวิตคนไทย

 

 

           เผยขับเร็วเกินอัตรากฎหมายกำหนดเป็น 1 ใน 3 เหตุหลักเกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตและทรัพย์สิน ชี้ชัดการกำหนดกฎหมายความเร็วแบบหลวมๆ กว้างๆ 80 กม./ชม.ในเขตเมือง ไม่ต่างจากเมาแล้วขับ

 

           นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่าจากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปี 2545-2549 พบว่า การขับรถเร็วเกินอัตรากำหนดเป็นสาเหตุอันดับแรกของการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งพบสูงถึงร้อยละ 20 หรือ  1 ใน 5 ของอุบัติเหตุทั้งหมด และถ้าเป็นถนนของกรมทางหลวงพบว่า 3 ใน 4 ของอุบัติเหตุเกิดจากขับรถเร็วและยิ่งมีช่องจราจรมากก็ยิ่งมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุที่มาจากความเร็วเพราะคนขับมีพื้นที่เร่งความเร็วมากขึ้น

 

            ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาลจากการขับเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายประเทศไทยทั้ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ยังจำกัดความเร็วแบบหลวมๆ กว้างๆ โดยความเร็วในเขตเทศบาลกำหนดไว้ 80 กม./ชม. ส่วนความเร็วนอกเขตเทศบาล 90 กม./ชม. ขณะที่ต่างประเทศกำหนดไว้ต่ำกว่ามาก โดยเฉพาะความเร็วในเขตเมืองหรือเทศบาลสำหรับรถมอเตอร์ไซด์ โดยประเทศออสเตรเลีย 50 - 60 กม./ชม. บราซิล 40 - 60 กม./ชม. อังกฤษ 50 กม./ชม. และญี่ปุ่น 40 - 60 กม./ชม. ขณะที่ไทยกำหนดไว้สูงถึง 80 กม./ชม.

 

           นพ.ธนะพงศ์กล่าวต่อว่า จากการศึกษาอัตราความเร็วที่เหมาะสมสำหรับรถมอเตอร์ไซต์ในเขตเทศบาล โดยเก็บข้อมูลความเร็วรถมอเตอร์ไซด์ในเขตเทศบาล 8 จังหวัดทั่วประเทศพบว่า มีคนขับขี่เพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้นที่เลือกใช้ความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด ขณะร้อยละ 85 เลือกใช้ความเร็วต่ำกว่า 50 กม./ชม.ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นการกำหนดอัตราความเร็วของกฎหมายไทยในปัจจุบันจึงสูงเกินความเป็นจริงมาก ควรปรับลดลงให้สอดคล้องกับนานาประเทศ  

 

           อุบัติเหตุจากการขับขี่รวดเร็วบนท้องถนนส่วนใหญ่มักเกิดกับยานพาหนะขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งเป็นพาหนะสุดอันตราย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในแต่ละปี สอดคล้องกับข้อมูลอุบัติเหตุของกรมทางหลวงช่วงปี 2544 - 2549 ที่พบว่าในจำนวนอุบัติเหตุทางหลวงทั้งสิ้น 70,820 ครั้ง เกิดจากขับเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดถึงร้อยละ 75

 

            การขับเร็วจึงก่ออันตรายไม่น้อยกว่าการเมาแล้วขับ เพราะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุตามมาไม่น้อยกว่ากัน จากการศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า ถ้าขับรถเร็ว 65 กม./ชม. เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 60 กม./ชม. จะมีโอกาสเสี่ยงประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ 2 เท่า ถ้าเพิ่มเป็น 70 กม./ชม. โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และถ้าเพิ่มเป็น 75 กม./ชม. โอกาสเสี่ยงจะสูงถึง 10 เท่า เทียบเท่าความเสี่ยงจากการขับขี่รถที่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 0.5, 0.8 และ 1.2 ตามลำดับ

 

           นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่าข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (who) ระบุว่าระดับความรุนแรงจากการบาดเจ็บจะเพิ่ม 3 เท่าถ้าความเร็วขณะชนเพิ่มจาก 32 กม./ชม. เป็น 48 กม./ชม. และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ถ้าความเร็วขณะชนเพิ่มเป็น 64 กม./ชม. ส่วนคนเดินเท้าจะมีโอกาสรอดสูงถึงร้อยละ 90 ถ้าถูกรถชนที่ความเร็ว 30 กม./ชม. แต่โอกาสรอดชีวิตจะลดต่ำกว่าร้อยละ 50 ถ้าความเร็วรถเพิ่มเป็น 45 กม./ชม.

 

            การดำเนินการปรับเปลี่ยนอัตราความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ให้สอดคล้องกับอัตราความเร็วในหลายประเทศ จึงเป็นหนึ่งวิธีการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยจากการขับขี่เร็ว อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรให้ความเร็วในเขตเทศบาลและเมืองสูงถึง 80 กม./ชม. ขณะเดียวกันท้องถิ่นที่เป็นเขตเมืองควรติดตั้งป้ายจำกัดความเร็วบนถนนของตนเองเพื่อให้ประชาชนรับทราบให้มากขึ้น

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

update 16-06-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2022  -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2566 - หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2566
  • วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย -
  • ข้อมูลประกอบการประเมินพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุน                                                                                                                                          การสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 -
  • การรับฟังความคิดเห็นประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ -
  • คู่มือและชุดความรู้เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนไทย -
  • ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC) - ขอแจ้งประชาสัมพันธ์การเปิดใช้ระบบบริการศูนย์ข้อมูลข่าวสารครบวงจร (THCC)
  • ขอเชิญชวนส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ใน วารสารการสร้างเสริมสุขภาพไทย Thai Health Promotion Journal -
  • PERSONA HEALTH คัดข้อมูลสุขภาพที่ใช่ ให้ตรงกับตัวคุณ -
  • ไทยรู้สู้โควิด -
  • คู่มือ การจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) -
  • คู่มือแยกกักตัวที่บ้าน เรื่องควรรู้ที่คุณหมอรวบรวมมาให้ -
  • ชัวร์โควิดและวัคซีน -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาอังกฤษ -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาลาว -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษาพม่า -
  • คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับภาษากัมพูชา -
  • คู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) -
  • คู่มือ การบริหารจัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ประกาศเตือนภัย -
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! - เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์!
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 - บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 - แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย - ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม