ประลองไอเดียวัยทีน สู่นวัตกรรมใช้จริง

โดย
| |
อ่าน : 403

ที่มา : เว็บไซต์มติชน

ประลองไอเดียวัยทีน สู่นวัตกรรมใช้จริง thaihealth

แฟ้มภาพ

การส่งเสริมไอเดียสร้างสรรค์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาทักษะ ความเป็นนวัตกรของเด็กและเยาวชนไทย นำความรู้มาทดลอง สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมได้

การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเติบโตยั่งมั่นคงและยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) หรือที่เรียกว่า แฟ้บแล็บ (FabLab) ซึ่งเป็นกลไกในการ เพื่อยกระดับความรู้วิทยาศาสตร์สู่การลงมือทำในเชิงวิศวกรรม

นางอ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2561 คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณให้ สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ FabLab เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย ได้ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้ "โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม" ในสถานศึกษาทั้งโรงเรียนที่มีการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา และวิทยาลัยเทคนิครวมจำนวน 150 แห่ง กระจายใน 68 จังหวัดในประเทศ เพื่อให้เยาวชนมีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ และเครื่องมือช่าง ตามนโยบายวิทย์สร้างคน เพื่อพัฒนากำลังคนด้านสะเต็ม (STEM) โดยสร้างพื้นฐานให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา มีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำความรู้มาทดลอง สร้างนวัตกรรม สร้างเส้นทางอาชีพสู่วิศวกรวิจัย วิศวกรออกแบบ และนักนวัตกรต่อไปใน อนาคต

ล่าสุด โรงเรียนศึกษานารี ใน 150 สถานศึกษาที่อยู่ในโครงการ ได้ขยายห้อง FabLab และจัดสรรเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยได้งบประมาณสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนศึกษานารีกว่า 1.5 ล้านบาท

นายขจิตพันธ์ สุวรรณสิริภักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษานารี กล่าวว่า โรงเรียนศึกษานารี ทั้งครูและผู้ปกครองได้เห็นประโยชน์ของห้อง FabLab ที่เน้นที่การฝึกเด็กให้ปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนรู้ในตำราเพียงอย่างเดียว ซึ่งการสร้างห้อง FabLab และมีเครื่องมือต่างๆ ที่ทันสมัย ทั้งเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องเลเซอร์คัต อุปกรณ์ทางด้านออกแบบวิศวกรรมต่างๆ นั้น ล้วนส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด และกล้าลงมือปฏิบัติชิ้นงานต่างๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมไอเดียให้ออกมาเป็นความจริงได้

"เครื่องมือในห้อง FabLab นั้น นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการคำนวณทางวิศวกรรมแล้ว เขายังได้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากไอเดียของเขา เมื่อจบไปเรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็จะมีประสบการณ์จากการนำกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติจริงนี้ ไปต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัยและการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไป อย่างไรก็ดีต้องขอบคุณ ทาง สวทช. ที่สนับสนุนโครงการนี้ให้มาสู่การเรียนในระดับมัธยมให้เด็กได้นำไอเดียของตัวเองออกมาเป็นผลงานได้ดี ขณะเดียวกันก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ช่วยเป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงในการทำให้ความคิดของเด็กและเยาวชนเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้งานจริงสังคม" นายขจิตพันธ์ กล่าว

นายมานะ อินทรสว่าง ครูชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนศึกษานารี กล่าววว่า เครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ เครื่องออกกำลังกายแบบแกว่งแขน และเครื่องทำผัดไทยอัตโนมัติ ต่างเป็นผลงานที่เป็นฝีมือของเด็กมัธยมโรงเรียนศึกษานารี ที่สำคัญเหล่าเยาวชนสตรีโรงเรียนศึกษานารี ยังใช้เครื่องมือได้คล่องแคล่ว เพื่อแปลง ไอเดียจากสมอง ออกแบบผ่านคอมพิวเตอร์ เขียนโปรแกรมผ่านแอพพลิเคชั่นและผลิตเป็นชิ้นงานต้นแบบที่ใช้ได้จริงแล้ว

"เครื่องทำผัดไทยอัตโนมัติ ใช้การควบคุมผ่านแอพพลิเคชั่นในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้รับรางวัลชมเชย การประกวดนวัตกรรมอาหารอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.เครื่องออกกำลังกายแบบแกว่งแขน (Smart Swing Arm) เป็นเครื่องออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนแล้วสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวละครในเกมผ่านเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และ 3.ระบบติดตามกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นเครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ ที่สามารถบันทึกพฤติกรรมสุขภาพและความดันโลหิตผ่านแอพพลิเคชั่นและมีการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบคลาวด์ โดยชิ้นงานสุดท้ายนี้ได้เหรียญเงิน การประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงานวัน นักประดิษฐ์ ปี 2563 และยังผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 22 อีกด้วย" นายมานะ กล่าว

เวลานี้ ห้องเรียนในสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ที่มีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานอยู่แล้วกว่า 150 แห่ง ได้ผนวกเอาองค์ความรู้ ด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรมเข้าไปช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เรียนรู้กว้างขึ้น เพื่อเติมเต็มทักษะที่หลากหลายให้กับเยาวชนไทย กำลังหลักสำคัญของประเทศในการพัฒนาอุตสาหกรรมยุค 4.0 ให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้แข็งแรงต่อไป

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม