ผลลัพธ์ MOU ช่วยคนไทยไร้สถานะทางทะเบียน

| |
อ่าน : 412

ที่มา : มติชน

ผลลัพธ์ MOU ช่วยคนไทยไร้สถานะทางทะเบียน thaihealth

แฟ้มภาพ

แม้ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพของไทยซึ่งมีอยู่ 3 ระบบ คือ ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง จะครอบคลุมประชาชนแทบทุกคนในประเทศแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขตั้งต้นที่ต้องมีสถานะเป็นคนไทย ทำให้ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงสิทธิเหล่านี้ โดยเฉพาะคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พ่อแม่ไม่ไปแจ้งเกิดตั้งแต่ยังเด็ก หรือทำบัตรประชาชนหายแล้วไม่ได้ไปทำบัตรใหม่ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ในระยะ 1-2 ปี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงมีนโยบายเน้นพัฒนาการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลของคนกลุ่มนี้มากขึ้น โดยล่าสุด วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อบูรณาการความร่วมมือดูแลประชาชนกลุ่มที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนให้เข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าบทบาทของ สปสช.คือหน่วยงานด้านสาธารณสุข แต่จุดเริ่มต้นในการมีสิทธิรักษาพยาบาลจะต้องมีสถานะความเป็นคนไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ มท. ที่ผ่านมา การช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้มีบัตรประชาชนมักเป็นบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนที่คอยให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งช่วยหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย แต่การดำเนินการแบบนี้ช่วยได้จำนวนน้อย เพราะกำลังของภาคเอกชนมีจำกัด อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บางรายไม่มีพยานยืนยัน บิดามารดาเสียชีวิตทำให้ไม่สามารถตรวจ DNA ยืนยันสายเลือดกันได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ไม่กล้าหรือไม่มั่นใจที่จะออกบัตรประชาชนให้ เป็นต้น

การทำเอ็มโอยูเพื่อบูรณาการความร่วมมือกันของหลายๆ หน่วยงานในครั้งนี้จึงนับเป็นความคืบหน้าไปอีกก้าวใหญ่ในการช่วยเหลือบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนให้มีบัตรประชาชน และสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้

ตะวัน กล้าหาญ เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี เพิ่งได้ทำบัตรประชาชนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือตัวอย่างผลลัพธ์จากเอ็มโอยูนี้ ตะวันเกิดที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และถูกแม่ทิ้ง ต้องอยู่กับยายและพ่อที่ทำอาชีพรับจ้างก่อสร้าง ต้องย้ายไปหลายจังหวัดไม่เป็นหลักแหล่ง จนเมื่ออายุ 13 ปี ไปอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี และได้รับการอุปการะจากผู้อำนวยการโรงเรียนท่าหวี ได้เข้าเรียนชั้น ป.1 เมื่ออายุ 13 ปี ระหว่างที่เรียน ผู้อำนวยการพยายามช่วยเหลือผลักดันให้ตะวันมีบัตรประชาชน พาไปคุยกับปลัดอำเภอหาช่องทางช่วย แต่ปลัดอำเภอยืนยันว่าต้องตรวจ DNA ซึ่งต้องใช้เงินมาก โรงเรียนจึงช่วยออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเจ้าตัวต้องหามาจ่ายเอง เรื่องจึงเงียบไป

ต่อมา ตะวันได้พบกับอาสาสมัครจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิช่วยผลักดันการทำบัตรประชาชนอีกครั้ง จนได้ตรวจ DNA เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 แต่เมื่อได้ผลตรวจแล้วก็ยังต้องสอบประวัติ สอบพยานต่างๆ ทั้งผู้อำนวยการ ครู ภารโรง เจ้าบ้านที่จะแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้าน สอบไปสอบมาก็ยังทำบัตรไม่ได้สักที กระทั่งมีการทำเอ็มโอยู และหน่วยงานส่วนกลางได้ช่วยประสานงานกับพื้นที่ให้ จนในที่สุดตะวันก็ได้บัตรประชาชน

"พอได้บัตรแล้วรู้สึกดี ว่าจะไปไหนก็ได้โดยไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว จะทำอะไรก็สะดวกขึ้น เช่น ไปหาหมอ ถ้าไม่มีบัตรประชาชน ไปหาหมอก็เสียเงิน แต่มีบัตรแล้วก็ใช้หลักประกันสุขภาพ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ก่อนไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ ขอดูบัตรประชาชนอย่างเดียว พอมีบัตรประชาชนแล้วทำอะไรได้ง่ายขึ้นเยอะ" ตะวันกล่าว

วิฑูรย์ สิรินุกูล นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี กล่าวว่า เคสของตะวันเจ้าตัวไม่มีหลักฐานใดๆ เลย แต่เมื่อมีเอ็มโอยูก็ช่วยให้ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การสื่อสารข้อมูลประวัติของผู้ยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยเร็วมากขึ้น

"การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ตะวันเข้ามาขอสัญชาติไทยจนถึงได้รับอนุมัติสัญชาติ ระยะเวลาสั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการหาพยานหลักฐาน การตรวจ DNA ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาในการได้เอกสารคืนกลับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดพร้อมที่จะให้ข้อมูลทันท่วงที เมื่อก่อนขอวันนี้ อีกอาทิตย์ถึงจะได้ แต่ตอนนี้ไปวันนี้ พรุ่งนี้ได้แล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความมั่นใจให้แก่นายทะเบียน เพิ่มความมั่นใจว่าเขาเป็นคนไทยจริงๆ" วิฑูรย์กล่าว

ขณะที่ ศุภพิชญ์ สงภักดิ์ หัวหน้าศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 สาขาจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวถึงความร่วมมือภายใต้เอ็มโอยูว่า ถ้าเป็นคนไทยแต่ไม่มีสถานะความเป็นคนไทย ไม่มีบัตรประชาชน ในเชิงปฏิบัติก็ยื่นคำร้องที่อำเภอ สอบสวนว่าเป็นใคร พ่อแม่คือใคร น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้ายังยืนยันว่าเป็นคนไทยก็ตรวจ DNA แล้วเพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียน แล้วได้สถานะความเป็นคนไทย มีเอ็มโอยูนี้ดีมาก เพราะโดยปกติกรมการปกครองจะไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เดือดร้อนเรื่องอะไร เช่น อาจไม่สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาล แต่ถ้ามีข้อมูลจากภาคี หรือ สปสช.แจ้งไปทางสำนักทะเบียน เทศบาล หรืออำเภอ ว่าเป็นคนไทยที่ตกหล่นทางทะเบียน สำนักทะเบียนจะได้รู้จุดของปัญหาและเร่งรัดให้กรณีพิเศษ

"เรื่องนี้ถือว่าดีมาก เพราะถ้าเขารู้ว่ามีหน่วยงานหนังสือพิมพ์มติชนรายวันใดที่ให้ความช่วยเหลือ หมายถึงว่า เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และมีความมั่นใจที่จะติดต่อหน่วยงานราชการมากขึ้น แรกๆ เขาอาจไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร ไม่รู้จะไปให้ใครรับรอง หรือจะมีหน่วยงานไหนยื่นมือเข้ามาช่วย หลังจากนี้ถ้ามีเจ้าภาพแล้ว ก็จะเป็นแรงผลักดันให้เขาไปยื่นเรื่องต่อภาครัฐ หลังจากนี้ตัวเลขน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น" ศุภพิชญ์กล่าว

ด้าน วิชาญ อุ่นนอก อาสาสมัครมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (กาญจนบุรี) กล่าวว่า คนไร้บ้านเป็นอีกกลุ่มที่ไม่มีบัตรประชาชน เพราะเวลานอนตามที่สาธารณะสิ่งของมักจะถูกขโมย เมื่อหายบ่อยๆ เขาไม่อยากไปทำบัตร เพราะทำบัตรแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย สุดท้ายกลายเป็นคนไม่มีบัตร และเข้าไม่ถึงสิทธิ เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็ลำบาก สิทธิในการรับการเยียวยาต่างๆ จากรัฐก็ไม่ได้ ถ้าเป็นเคสบัตรหาย ก็ทำใหม่ง่าย แต่ถ้าไม่เคยทำบัตรเลย หาต้นตอไม่ได้ ญาติไม่มี พ่อแม่ก็ตาย แบบนี้ยาก ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมาได้ช่วยเหลือไปแล้ว 12 ราย และยังมีอีก 3-4 ราย ที่ยังทำบัตรไม่ได้

วิชาญกล่าวว่า กรณีของตะวันนั้นได้บัตรประชาชนมาเพราะเอ็มโอยูครั้งล่าสุด เมื่อมีเอ็มโอยูก็มีคำสั่งจากส่วนกลางว่าถ้า DNA ตรงกัน ก็ไม่ต้องไปตรวจอย่างอื่น อำเภอจึงออกบัตรประชาชนให้

วิชาญกล่าวอีกว่า การมีเอ็มโอยูฉบับนี้ยังช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นมาก เพราะงานแบบนี้มีความเสี่ยง คนอาจจะมองว่าอาสาสมัครของมูลนิธิเป็นใคร เป็นพวกค้ามนุษย์หรือไม่ ทำบัตรสวมสิทธิหรือไม่ ฉะนั้นการทำงานร่วมกับ สปสช.ก็เป็นทางออกหนึ่งที่ทำให้มีสถานะในการไปพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐ อำเภอ หรือเทศบาล สามารถอ้างถึงได้ว่ามีความร่วมมือนี้อยู่ ไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไป

ด้าน นพ.แสวง หอมนาน ที่ปรึกษา สปสช.เขต 5 ราชบุรี กล่าวว่า หลังจากที่ สปสช.ทำเอ็มโอยูกับหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เชื่อว่าแนวโน้มการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยไร้บัตรประชาชนดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุดจะทำให้ได้รับสถานะคนไทย ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะสิทธิของ สปสช.ต้องมีเลข 13 หลัก หรือต้องมีบัตรประชาชน เมื่อมีบัตรก็จะทำให้เข้าถึงสถานบริการได้

"กรณีของตะวันเป็นตัวอย่างที่ดี สปสช.เน้นทำงานแบบมีส่วนร่วม มีทีมศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพทุกจังหวัด เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของบัตรทอง ก็เป็นวิธีใหม่ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน" นพ.แสวงกล่าว betder เครดิตฟรี

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม