สร้างภูมิคุ้มกัน หนุนเศรษฐกิจชุมชน

โดย
| |
อ่าน : 831

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สร้างภูมิคุ้มกัน หนุนเศรษฐกิจชุมชน thaihealth

แฟ้มภาพ

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในระดับมหภาคและระดับชุมชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่สำหรับคนที่มองหาโอกาสจากวิกฤติ แล้วโควิดอาจกลับกลายเป็นบทพิสูจน์ที่วัดความเข้มแข็งของชุมชน

โดยเฉพาะใจที่แข็งแรงของคนที่ยืนหยัดว่า วิกฤติแค่ไหนก็ไม่หวั่น ร่วมฟังชุมชนตัวอย่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านวิกฤติผ่านเสวนาออนไลน์ "ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งภูมิคุ้มกันชุมชน สร้างอาชีพ สร้างคน" จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.)

บัวตูมสร้างรายได้ลดรายจ่าย

แม้บึงกาฬจะเป็นหนึ่งในจังหวัดปลอดโควิด-19 แต่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากการที่รัฐประกาศเคอร์ฟิว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ ขณะเดียวกันชุมชนยังต้องรับรองการกลับมาของวัยแรงงานที่กลับบ้านเพราะถูกเลิกจ้างซึ่งมีประมาณร้อยละ 20 หรือกว่า 1,000 คนแต่ยังมีทุนทางสังคมและทรัพยากรในชุมชน ที่เน้นทำการเกษตรและยังมีอาชีพเสริมหลากหลายจากกลุ่มอาชีพที่รวมตัวทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการมากกว่า 30 กลุ่ม

อาทิ กลุ่มผลิตสินค้างานฝีมือ การทำไม้กวาด การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากขยะ กลายเป็นจุดแข็งมาช่วยเสริม สร้างรายได้เสริมในยามยาก และชุมชนยังสนับสนุนให้สมาชิกลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน แต่ละกลุ่มยังมีเงินกองทุนหมุนเวียนภายใน ที่สามารถนำมาใช้เป็นทุนสำรองในช่วงวิกฤติได้

"ยกตัวอย่างกลุ่มทำไม้กวาด มีเงินทุนสำรองหมุนเวียนที่มาจากการร่วมลงทุนของสมาชิกและเงินกำไร ในกลุ่มถึง 10 ล้านบาท และได้นำมาให้สมาชิกสามารถยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อซื้อวัตถุดิบได้ รวมถึง อบต.บัวตูมเองยังมอบเงินอุดหนุนให้แก่กลุ่มอาชีพเสริม ที่มีความเข้มแข็งและเป็นสมาชิกกลุ่มละ 10,000 บาท"

แม่ข่าเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

แม่ข่า  เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ปรับตัวได้เร็วเพราะเดิมมีวิถีชีวิตพึ่งพาตนเอง และยึดความพอเพียงเป็นหลักอยู่แล้ว สมนึก เดชโพธิ์ ปลัดเทศบาลตำบลแม่ข่า อำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า กลุ่มสมาชิกที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตร อาทิ ส้ม ลำไย ลิ้นจี่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายตามตลาดนัด กลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน และกลุ่มแรงงานที่กลับจากนอกพื้นที่ ทั้งนักศึกษาจบใหม่ และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง

"เมษายนเป็นช่วงเริ่มเจอผลกระทบหนัก เพราะส่งสินค้าเกษตรไปจำหน่ายตลาดค้าส่งได้น้อยลง ที่เดือดร้อนมากที่สุดคือกลุ่มสินค้าแปรรูปลำไย และลิ้นจี่เพราะเป็นฤดูกาลพอดี"

แต่เมื่อตลาดขายส่งถูกจำกัด สมาชิกจึงปรับตัวเอง โดยใช้วิธีขนผลิตผลขึ้นรถกระบะตระเวนจำหน่ายตามชุมชนใกล้เคียง คนรุ่นใหม่ที่กลับมาบ้านอีกประมาณ 300 คน มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรื่องการกระจายสินค้าและการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้เกษตรกรนำสินค้ามารวมกัน รับจองผ่านโซเชียลมีเดีย และจัดส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ ทำให้หลังคลายล็อก ช่องทางการตลาดดังกล่าวยังส่งผลให้สมาชิกได้ตลาดใหม่ๆ เพิ่ม

"การแก้ไขปัญหาต้องใส่ความร่วมมือจากคนทุกภาคส่วนในท้องถิ่น ซึ่งโควิดทำให้เห็นว่าความร่วมมือการทำงานร่วมกันมาช่วยแก้ปัญหาได้"

'ท่างาม'ปรับตัวไวไม่เจ็บ

ชินวุฒิ อาศนวิเชียร นักบริหารสวัสดิการสังคม อำนวยการท้องถิ่น อบต.ท่างาม อำเภออินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เล่าว่า ท่างามเจอปัญหาเรื่องภัยแล้งทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ปลูกกล้วยน้ำว้า ข้าว ได้รับผลกระทบ เดิมชุมชนเคยจำหน่ายสินค้าชุมชน ในธุรกิจศึกษาดูงานได้รับผลกระทบเพราะคนไม่มาดูงาน

"สถานการณ์นี้มีผลกระทบกลุ่มเกษตรกรหรือผู้ประกอบการอาชีพเสริม วิสาหกิจชุมชน แต่ทุกคนรู้จักปรับตัว สมาชิกส่วนหนึ่งผันตัวมาทำสินค้าหน้ากากผ้า เสริมรายได้ หรือเมื่อภัยแล้งทำให้กล้วยขาด ตลาด ชาวบ้านจึงหันมาแปรรูปวัตถุดิบอื่นแทน เปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าเฉพาะกิจในชุมชนเป็นช่วงเวลาแทนตลาดสดที่ปิด และไปเจรจาของซื้อสินค้าราคาพิเศษจากหน้าฟาร์มมาจำหน่ายให้สมาชิก อบต. ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่สมาชิก 1,219 ครัวเรือนละ 1,000 บาท รวมถึงให้พักชำระหนี้ได้

ท่างาม มีคนรุ่นใหม่ที่เคยทำธุรกิจค้าขายช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว อบต.จึงจัดวิธีการไลฟ์สด ขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊ค เพื่อช่วยระบายสินค้าทั้งในชุมชนเอง และจำหน่ายนอกชุมชน สถานการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ที่อยากให้ทุกชุมชนเรียนรู้และหันมาเตรียมความพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือหากมีสถานการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ในอนาคต

4 เครื่องมือสู้วิกฤติ

รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาวะชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า วิกฤติครั้งนี้สะท้อนว่าชุมชนท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการปรับตัวใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การเพิ่มทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มอาชีพก็มีทักษะใหม่ในการแปรรูป การกระจายสินค้า การตลาดก็ต้องมีทักษะการขายของออนไลน์ 2.เน้นการใช้ทุนสังคมที่มีอยู่ 3.ในเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ควรใช้ทรัพยากรที่มีในชุมชนและมีวิถีการอยู่ร่วมกัน 4.การมีสถาบันการเงินของชุมชนเองจะเข้ามาช่วยให้ชุมชนรับมือและปรับตัวได้ทันท่วงที

ด้านดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ให้มุมมองว่า ชุมชนท้องถิ่นต้องเท่าทันและเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ อาทิ การค้าขาย การทำตลาด โดยต้องสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งชุมชนท้องถิ่นมีต้นทุนเรื่องนี้ เพราะมีเครือข่ายกว่า 2,000 ตำบลทั่วประเทศที่ควรมาร่วมสร้างเศรษฐกิจชุมชนร่วมกัน

"วิกฤติโควิดจะทำให้เรารู้จักฝึกทักษะ รู้จักหาทางออก แม้แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเลิกจ้าง มองว่าเป็นผลดีเพราะทำให้มีแรงงานกลับบ้าน ซึ่งทำให้ชุมชนมีแรงงานรุ่นใหม่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งมองว่าทุกชุมชนทำได้ หากแต่ต้องเริ่มจากการมีผู้นำที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ" ดวงพร กล่าวทิ้งท้าย

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม