ห้ามขายน้ำอัดลมในร.ร.ป้องกันเด็กเป็นโรคอ้วน

โดย
| |
อ่าน : 8,749

สสส. ระบุอีก 6 ปี เพิ่ม 20%

 

          กทม. เตรียมห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์เด็กไทยไร้พุง พร้อมกำหนดอาหารห้ามขายรอบโรงเรียนก่อนเปิดเทอมใหม่ ด้าน สสส. ระบุอีก 6 ปีข้างหน้าเด็กไทยจะอ้วนเพิ่มขึ้นอีก 20%

 

          นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. ถึงความคืบหน้าโครงการเด็กไทยไร้พุงว่าจากผลการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการในโรงเรียนสังกัด กทม. ระหว่างปี 2548-2551 พบเด็กมีอัตราภาวะโภชนาการเกินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 9.55 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 10.43 ในปี 2551 โดย กทม. เห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. จึงกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การสร้างเด็กไทยไร้พุง 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การจัดทำระบบข้อมูลพัฒนาการทาง กายของนักเรียน 2.การปรับปรุงการบริการด้านโภชนาการ 3.การส่งเสริมให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ 4.การสร้างแนวร่วมเป็นพลังสู่ความยั่งยืน

 

          สำหรับแนวทางในการดำเนินการจะจัดอบรมครูแกนนำผู้ดำเนินโครงการของโรงเรียน อบรมครูโภชนาการของโรงเรียนและ แม่ครัว จัดระบบงานครัวและอาหารในโรงเรียน การกำกับดูแลและติดตามผล การจัดทำเอกสาร คู่มือ หนังสือ เพื่อเผยแพร่ความ รู้และเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการให้กับโรงเรียน การสร้างเครือข่ายแนวร่วมโรงเรียนและผู้ปกครอง และร่วมกันรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

 

          รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือจากสำนักเทศกิจให้ดูแลร้านค้าที่ขายอาหารบริเวณหน้าโรงเรียน และตรวจตราให้จำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีประโยชน์กับเด็ก ซึ่งสินค้าที่จะไม่ให้มีการจำหน่ายอย่างเด็ดขาดคือน้ำอัดลม เนื่องจากเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆ อาทิ โรคอ้วน และฟันผุ ส่วนสินค้าชนิดอื่นๆกำลังหาข้อสรุปว่าห้ามขายสินค้าชนิดใดบ้าง คาดว่าจะได้ข้อสรุปก่อนปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 และจะเริ่มใช้ในปีการศึกษาหน้า

 

          ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า สถานการณ์โรคอ้วนของไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง ทั้งการบริโภคอาหารเกินความจำเป็น มีพฤติกรรมกินหวานเพิ่มขึ้น ซึ่งนำมาสู่สาเหตุการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน และความดันเลือดสูง

 

          ในอนาคตอีก 10-20 ปี รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาอาการแทรกซ้อนจากโรคกินเกิน เป็นเงินมหาศาล สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าปัญหาสุขภาพที่ เลวร้ายซึ่งเกิดจากพฤติกรรม 3 อันดับแรกคือ 1.พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศนำไปสู่การติดเชื้อเอสไอวี 2.การสูบบุหรี่ที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ และ 3.โรคอ้วนที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ

 

          ด้าน ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรมอนามัยคาดว่าในอีก 6 ปีข้างหน้าความชุกของเด็กอ้วนจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียน และ 1 ใน 10 ของเด็กในวัยเรียน หรือมีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 20% หากไม่จัดการกับการกินเกินความจำเป็น จากข้อมูลของโรงพยาบาลศิริราชปี 2550 เด็กอ้วนอายุ 6-18 ปี จำนวน 125 ราย พบว่า 1 ใน 5 รายเริ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปรกติ และ 100 รายเป็นเบาหวาน 3 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กและวัยรุ่นทั่วไป

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

 

 

 

update: 25-11-52

อัพเดทเนื้อหาโดย: อัญณิกา กฤษสมัย

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม