สปสช. ออก 7 มาตราการเชิงรุกป้องกันโควิด-19 ระบาด

| |
อ่าน : 803

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

สปสช. ออก 7 มาตราการเชิงรุกป้องกันโควิด-19 ระบาด thaihealth

แฟ้มภาพ

 

เห็นชอบ 7 มาตรการเชิงรุก ควบคุมและป้องกันการติดเชื้อโควิด -19 เพิ่ม”หน่วยบริการเอกชนร่วมคัดกรองเชิงรุกในชุมชน” ตามประกาศเรื่องแนวทางการให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นอกสถานพยาบาล

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบ 7 มาตรการเชิงรุก ในการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ โควิด-19 ประกอบด้วย

1. ร่วมกับไปรษณีย์ไทย ในการส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ ใช้งบกองทุนบัตรทองปี 63 อัตราไม่เกิน 50 บาท/ครั้ง มีหน่วยบริการเข้าร่วม 349 แห่งทั่วประเทศ

2. ขยายโครงการรับยาใกล้บ้าน เพิ่มระบบ รพ.จัดสำรองยาที่ร้านยา/ระบบเติมยาให้ผู้ป่วยที่ร้านยา ซึ่งขณะนี้มีร้านยาเข้าร่วมโครงการ 1,071 ร้าน เป็นร้านที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีเภสัชกรประจำร้านยา 8 ชั่วโมงขึ้นไป

3. ผู้ป่วยเรื้อรังรับยาหรือบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นนอกหน่วยบริการประจำได้ ถือเป็นกรณีฉุกเฉินภายใต้สถานการณ์โรคระบาด

4. จ่ายชดเชยค่าบริการกรณีโรคโควิด-19 ให้หน่วยบริการนอกระบบบัตรทอง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อกรณีโรคติดเชื้อโควิด

5. จ่ายชดเชยค่าบริการกรณีโควิด-19 รพ.สนาม/หน่วยงานอื่นที่ผ่านการรับรองเกณฑ์ประเมิน และขึ้นนทะเบียนเป็นหน่วยบริการที่รับส่งต่อเฉพาะ “สปสช.มีมาตรฐานเดียวกันในการจ่ายเงินชดเชยให้ รพ.เอกชน และ รพ.รัฐจากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในราคา 3,000 บาท/เคส”

6. เสนอแก้ไขประกาศ สธ.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรับเงิน การจ่ายเงิน การรักษาเงิน และรายการของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องฯ พ.ศ.2559 ให้รายการค่าใช้จ่ายชดเชยค่าเสื่อมสิ่งก่อสร้าง/ครุภัณฑ์ ปีงบ 2563 ใช้ชื่อครุภัณฑ์ให่มกรณีโควิด-19 ได้ และเพิ่มอัตราจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผูให้บริการที่ได้รับความเสียหายกรณีโควิด-19 เป็น 2 เท่าจากเดิม

7. มอบเลขาธิการ สปสช.และประธานบอร์ด สปสช.พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข อัตราค่าใช้จ่าย และการจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่หน่วยบริการ เพื่อทันต่อสถานการณ์แพร่ระบาด

ส่วนการคัดกรองผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามสิทธิประโยชน์กองทุนบัตรทองที่ให้กับคนไทยทุกคน ที่ผ่านมา สปสช.ได้เพิ่ม”หน่วยบริการเอกชนร่วมคัดกรองเชิงรุกในชุมชน” ตามประกาศเรื่องแนวทางการให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นอกสถานพยาบาล

โดยสปสช.ได้ขึ้นทะเบียนหน่วยแล็บโควิด-19 จำนวน 92 แห่ง แบ่งเป็นหน่วยแล็บของรัฐ 74 แห่ง และหน่วยแล็บของเอกชน 18 แห่ง หน่วยบริการส่งเบิกค่าตรวจคัดกรองแล้ว 16 แห่ง เป็นการเบิกจ่ายค่าตรวจจำนวน 3,100 ราย 3,147 ครั้ง เป็นเงิน 7,989,500 บาท

ขณะที่ความคืบหน้า “กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) หรือ “กองทุนสุขภาพตำบล ในการร่วมแก้ปัญหาโควิด-19 ซึ่ง ณ วันที่ 16 เมษายน 2563 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดทำโครงการควบคุมและป้องกัน 3,264 แห่ง เป็นจำนวน 8,220 โครงการ รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 518.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ที่มี อปท.ดำเนินโครงการ 1,186 แห่งจำนวน 1,474 โครงการ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกภายใต้กองทุนบัตรทองที่ร่วมแก้ปัญหาโควิด-19

นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่จะลดลง แต่มาตรการ Work from Home ยังมีความจำเป็น ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มเห็นออกจากบ้านมากขึ้น น่าเป็นห่วง

“เราต้องตัดสินใจดีๆว่าเราจะอยู่กับโรคนี้อย่างไร ที่สำคัญยังมีคนไทยในต่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องกำลังทยอยเดินทางกลับมาประเทศไทยมากกว่า 350 คนทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังยิ่ง ถ้าไม่เข้มงวดในเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล ไม่เว้นระยะห่าง ไม่สวมหน้ากากอนามัย จะนำไปสู่การแพร่โรคติดเชื้อ”

สำหรับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นฤดูกาลของโรคไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออกนั้น ก็มีการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่แม้สถานการณ์จะดีขึ้น มีสถิติชัดเจนว่าโรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวมลดลง แต่ขณะที่ไข้เลือดออกถือว่าเป็นโรคประจำถิ่นของเราในช่วงหน้าฝน เพราะฉะนั้นการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการตัดวงจรการแพร่เชื้อ

ซึ่งโรงพยาบาล สถานพยาบาลต้องไม่ลืมว่าโรคไข้เลือดออกจะสามารถแทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา การวินิจฉัยโรคว่าผู้ป่วยอาจจะมาด้วยอาการไข้เลือดออกก่อนที่จะไปสงสัยว่าเป็นโควิดหรือไม่ เป็นเรื่องที่แพทย์ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ในการวิเคราะห์โรคและส่งแล็บที่เหมาะสม ถ้าสงสัยและมีประวัติเสี่ยงโควิดก็ต้องส่งสารคัดหลั่งไปตรวจ แต่ถ้าสงสัยไข้เลือดออกก็ต้องเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเป็นทั้ง 2 โรคพร้อมกันแต่น้อยมาก ซึ่งประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือ

 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • เรื่องโควิด-19 รู้ให้ชัวร์! -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • บทบาทและการปรับการดำเนินงานของ สสส. ในภาวะวิกฤติโควิด-19 -
  • แจ้งการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 -
  • ประกาศรายชื่อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย -
  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • เอตทัคคะและพระอริยสาวกในพระพุทธศาสนา -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม