งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7

| |
อ่าน : 529

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

สสส.-สถาบันการเดินและการจักรยานไทย ประชุมใหญ่รับวันคาร์ฟรีเดย์ Bike and Walk Forum ระบุ 44% ขี่จักรยานเดินทางรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต 41% ชี้สภาพพื้นผิวไม่เหมาะสม หนุนร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อ เดิน-ปั่น ในชีวิตประจำวัน หวังเพิ่มกิจกรรมทางกายให้คนไทยบรรลุเป้า อย่างน้อยอีก 15% ในปี 2571 

วันที่ 21 กันยายน 2562 ที่อาคารเคเอกซ์ กทม. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันการเดินและการจักรยานไทย จัดประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 7 The 7th Thailand Bike and Walk Forum ในหัวข้อ “Think Globally, Bike – Walk Locally” ส่งเสริมเดิน ปั่น เพิ่มกิจกรรมทางกาย ระดับท้องถิ่น สร้างสุขภาพดีให้เมืองให้โลก นำเสนองานวิจัยและงานปฏิบัติการจากระดับพื้นที่ ที่ส่งเสริมให้คนในเมือง ในชุมชน เลือกเดินทางด้วยการเดินหรือการใช้จักรยาน

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในวิถีชีวิตประจำวัน เป็นหนึ่งในเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง รวมถึงแก้ไขปัญหาในมิติอื่น ๆ ทั้งมิติด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม ที่ควรส่งเสริมสนับสนุนจากทางภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการตื่นตัวและสร้างการรับรู้ในภาคประชาสังคม ตอบโจทย์รูปแบบการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ (United Nations; UN) ที่มุ่งเน้นความสำคัญและกำหนดให้มีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals; SDGs)

“การมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity; PA) มีความหมายกว้างกว่าการออกกำลังกายทั่วไป คือ การขยับเคลื่อนไหวร่างกายทั้งหมดในชีวิตประจำวันทั้งในการทำงาน (Active at Work) การเดินทาง (Active Travel) โดยการเดินหรือการปั่นจักรยาน และกิจกรรมนันทนาการ (Active Creation) องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้มีคำแนะนำประชากรที่มีอายุ 18-59 ปี ควรมีกิจกรรมทางกาย (ระดับปานกลาง) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือ 75 นาทีสำหรับระดับความหนักมาก ส่วนวัยทำงานควรมีกิจกรรมทางกาย ระดับกลาง-หนัก 150 นาที/สัปดาห์  ในส่วนของกลุ่มเด็กและวัยรุ่น 6-17 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายสะสมอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เช่น การเดินเท้า ใช้เวลา 15 นาที ได้ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร และถ้าปั่นจักรยาน ใช้เวลา 15 นาที ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร คนวัยทำงาน ถ้าเลือกการเดินทางด้วยเดินเท้า หรือปั่นจักรยาน ไปต่อรถสาธารณะ”   ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งเป้าบรรลุผลสำเร็จให้ได้ในปี พ.ศ. 2573 โดยมีแผนปฏิบัติการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย (Global Action Plan on Physical Activity 2018-2030; GAPPA) ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 1) Active Societies  2) Active Environments 3) Active People และ 4) Active Systems และ 20 แผนงาน ในการส่งเสริมให้พลเมืองมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 15 ในปี 2571  โดยการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมการใช้จักรยาน ในชีวิตประจำวัน นั้น มีแนวทางการทำงาน 4 ด้าน คือ  นโยบายการผลักดันการขับเคลื่อนภาคนโยบาย, การจัดการความรู้ (นวัตกรรม)  การส่งเสริมใช้จักรยานในวิถีชีวิต, สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ และ การพัฒนาขีดความสามารถ

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ ประธานมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่น่าสนใจ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ Active Societies การมุ่งสร้างบรรทัดฐานและทัศนคติเชิงบวกต่อการมีกิจกรรมทางกายด้วยการเดินและการใช้จักรยานในสังคมด้วยความรู้และความเข้าใจ Active Environments การจัดการกายภาพและโครงสร้าง พื้นฐานทางสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยาน เพิ่ม PA ด้วยความเท่าเทียมต่อคนทุกคนและทุกเพศทุกวัยในสังคม Active People การสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกายในทุกช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ชุมชน และ Active Systems นโยบาย มาตรการของภาครัฐส่วนกลาง และท้องถิ่น ที่สนับสนุนให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ด้วยการเดิน และจักรยาน ซึ่งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ประเด็นหลัก ใน 10 พื้นที่ตัวอย่าง การจัดการเพื่อส่งเสริมชุมชน เมือง ให้เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยาน ประกอบด้วย เมืองขนาดเล็ก (เทศบาลตำบลบางคล้า  เทศบางตำบลนาทวี และ เทศบาลตำบลเชียงคำ), เมืองขนาดกลาง  (เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์  เทศบาลเมืองระนอง เทศบาลเมืองน่าน)  และเมืองขนาดใหญ่ คือ (เทศบาลเมืองพิจิตร  เทศบาลเมืองหาดใหญ่ เทศบาลนครพิษณุโลก)  และกรุงเทพฯ (เขตสาทร) กทม. 

นายจำรูญ กล่าวต่อว่า ผลการวิจัย พฤติกรรมการใช้จักรยานของประชาชนในชุมชนเขตเทศบาลนครพิษณุโลก (เมืองขนาดใหญ่) ประมาณ 500 คน พบว่า แรงจูงใจที่ทำให้เลือกใช้จักรยาน เพราะต้องการมีสุขภาพแข็งแรง ร้อยละ 71.4 รองลงมาเลือกความชื่นชอบการขี่จักรยาน คิดเป็นร้อยละ 30.6  , วัตถุประสงค์ เป็นพาหนะเดินทางเพื่อท่องเที่ยว คิดเป็นร้อยละ 33.4 รองลงมาไปทำงาน คิดเป็นร้อยละ 13.8 และไปเรียนหนังสือ คิดเป็นร้อยละ 7.4 การขี่จักรยานสามารถช่วยลดต้นทุน เกิดความคุ้มค่านั้น พบว่า การขี่จักรยานเป็นการการลดต้นทุน คิดเป็นร้อยละ 74.4 ส่วนอุปสรรคที่สำคัญ ของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน คือ ร้อยละ 44.9 ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ร้อยละ 41.9 เลือกบอกสภาพพื้นผิวไม่เหมาะสม และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามน้อยที่สุด เลือกไม่มีช่องทางเดินรถ คิดเป็นร้อยละ 37.8

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

งานประชุมการส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันครั้งที่ 7  thaihealth

 

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม