เตือน "หญิงท้อง" นวดเสี่ยงแท้งได้

| |
อ่าน : 791

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

เตือน

แฟ้มภาพ

กรมอนามัย เตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงการนวด ชี้ 3 เดือนแรกไม่ควรนวดเลย หลังท้อง 6 เดือนควรนวดกับหมอ ย้ำหากรู้สึกปวดเมื่อย ใช้วิธีการออกกำลังกายเบาๆ แทน

          พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีหญิงตั้งครรภ์ 6 เดือน ใช้บริการร้านนวดแล้วเกิดช็อกหมดสติ ส่งผลให้แท้งลูก กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราและเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้นว่า หญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาขณะตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ไม่ควรนวด เพราะการนวดจะกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัว อาจทำให้แท้งได้ส่วนอายุครรภ์ 4-6 เดือน สามารถนวดได้ แต่ต้องนวดกับผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วเท่านั้น สำหรับหญิงที่อายุครรภ์6 เดือนขึ้นไป มดลูกจะไปกดเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดงในท้อง ไม่ควรนวดร้านทั่วไป แต่หากจำเป็นควรนวดผ่านหมอแผนไทยที่เรียนมาไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมง หรือเพื่อความปลอดภัย หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดเมื่อย หรือต้องการผ่อนคลายภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาควรหันมาใช้วิธีการออกกำลังกายเบาๆ แทนจะดีกว่า เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจและกล้ามเนื้อ ช่วยให้นอนหลับสนิทและช่วยให้คลอดบุตรง่าย

          พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนควรทำเมื่ออายุครรภ์ได้ 2 เดือน ส่วนผู้ที่มีประวัติการแท้งง่ายติดต่อกันหากต้องการออกกำลังกาย แนะนำให้เริ่มหลังจากตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนไปแล้ว โดยให้เริ่มออกกำลังกายจากเบาไปหนักหรือช้าไปเร็ว เช่น ทำงานบ้าน การเดิน โดยเริ่มออกกำลังกายต่อเนื่องวันละ 10 - 15 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาจนครบวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ไม่ควรหักโหม หรือออกกำลังกายติดต่อกันนานเกินไป ควรแบ่งทำเป็นช่วง ช่วงละ 15 นาที

          “สำหรับหญิงที่อายุครรภ์ 4 เดือนไปแล้ว ไม่ควรออกกำลังกายในท่านอนหงายนานเกิน 5 นาที หรือท่าเบ่งหรือกลั้นหายใจ เพราะทำให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลงและเป็นลมได้ ควรดื่มน้ำอย่างเพียงพอระหว่างออกกำลังกาย และหลังจากออกกำลังกายทุกครั้งควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Cool down) ด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 3 - 5 นาที เพื่อป้องกันการหดตึงของกล้ามเนื้อที่จะส่งผลทำให้เกิดการบาดเจ็บและที่สำคัญขณะ ออกกำลังกาย หากมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง หายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด จะเป็นลม มีเลือดออกทางช่องคลอด ต้องหยุดออกกำลังกายในขณะนั้นทันทีและควรไปพบแพทย์ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

          นพ.อุดม อัศวุตมางกุร ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งหญิงตั้งครรภ์ควรมีการเตรียมความพร้อม โดยให้สังเกตร่างกายตนเองก่อนและขอเน้นย้ำหากมีอาการปวดท้อง อ่อนเพลีย หน้ามืดจะเป็นลม มีเลือดออกทางช่องคลอด ในวันนั้นควรเลี่ยงออกกำลังกาย หากอากาศร้อนและชื้นเกินไปควรออกกำลังกายในระดับเบา เช่น การเดิน ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับการ ออกกำลังกาย เช่น สวมใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อรองรับน้ำหนักลดแรงกระแทก ใสกางเกงพยุงท้อง เสื้อผ้าที่ไม่รุ่มร่าม ใส่สบายเพื่อป้องกันการหกล้ม และก่อนออกกำลังกายทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกายโดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Warm up) ครั้งละ3 - 5 นาที และไม่ควรกินอาหารมื้อหนักก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง เพราะจะทำให้เกิดการ จุกเสียดแน่นท้องได้

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม