เส้นทางสู่ "Green City" พื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคนในเมือง

| |
อ่าน : 926

ที่มา : เว็บไซต์ไทยโพสต์

ภาพประกอบจากเว็บไซต์ไทยโพสต์

เส้นทางสู่

ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฏาคมนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หน่วยงานในสังกัด และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงาน ‘ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019’ งานแสดงนวัตกรรมทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี มีการแสดงนิทรรศการ ผลงาน การออกร้านจำหน่ายสินค้า ฯลฯ

ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้จัดประชุมทางวิชาการ เพื่อนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและชนบท การจัดการสิ่งแวดล้อม เมืองสีเขียว ฯลฯ โดยมีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน

โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม มีการเสวนาเรื่อง ‘Green City พื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคนในเมือง’ ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งผู้แทนจากชุมชนในเมืองและชนบท มีผู้เข้าร่วมการเสวนาประมาณ 170 คน ในช่วงท้ายของการเสวนา เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่มาร่วมงานได้ร่วมกัน “ประกาศเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง”

การประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเมืองสีเขียว ทำที่ดินรกร้างใต้ทางด่วนเป็นแปลงเกษตร

นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการส่วนผังเมืองรวม สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า คนไทยอยู่กับต้นไม้มานานแล้ว จารึกสุโขทัยกล่าวไว้ว่า “มีป่าลาน ป่าหมาก” ส่วนนอกเมืองเป็นโซนที่เป็นป่าเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าเมืองไทยมีลักษณะพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว ในสมัยอยุธยาก็มีพื้นที่สีเขียว ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ปลูกต้นตะเคียน โดยให้ปลูกไว้ในกำแพงเมือง ปัจจุบันยังเหลืออยู่แต่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อยู่ใกล้กับคลองหลอด ปัจจุบัน กทม.ยังมีนโยบายสีเขียวอยู่เหมือนเดิม ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบันอยากให้ปลูกต้นไม้ 1 แสนต้น โดยผู้ว่าฯ ลงไปปลูกด้วย เพื่อทำให้เมืองมีพื้นที่สีเขียว ผังเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวจะทำให้คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดร.ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยบูรณาการภาคพื้นที่และสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ตนอยากเห็นกลไกที่จะทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน เพื่อการสันทนาการและคุณภาพชีวิต เราจะทำอย่างให้พื้นที่สวนสาธารณะ 70 ไร่ ทำให้กระจายไปในชุมชน 1 งาน 2 งาน พาลูกหลานออกมาเดินเล่นได้ ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายหรือสันทนาการได้ ไม่ต้องใช้เวลานานในการเดินทางเพื่อออกมาทำกิจกรรม

เส้นทางสู่

“เราต้องมองเรื่องข้อจำกัดเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำอย่างไรที่ดินรกร้าง ที่ดินเอกชน ให้เกิดการใช้ประโยชน์ หากตั้งเป้าหมายแบบนี้จะทำให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ตัวอย่างที่ประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าประเทศ 66 เท่า เพราะนับพื้นที่สีเขียวทั้งที่โล่งและไม่โล่ง ส่วนประเทศไทย มีพื้นที่ว่างบนหลังคา หากเราเห็นพื้นที่เปล่า ๆ จะทำอย่างไรให้เกิดความคิดที่สามารถควบรวมและใช้พื้นที่สีเขียวให้มีกิจกรรมในเมืองได้” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว และเสนอความเห็นว่า หากบริษัทเอกชนขออนุญาตก่อสร้างอาคารหรือเช่าที่ดินรัฐและกำหนดพื้นที่สีเขียวเอาไว้ รัฐควรสนับสนุน เช่น ลดเรื่องภาษี หรือให้สิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งท้องถิ่นต้องอุดหนุนส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สีเขียว

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 5 กล่าวว่า พื้นที่สีเขียว คือ พื้นที่ที่ให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ สสส.พยายามที่จะให้คนมีสุขภาพดีทุกมิติ เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างได้ มีผลต่อเราทั้งนั้น งานวิจัยหลาย ๆ เรื่องบอกว่า คนที่อยู่ในพื้นที่สีเขียวอาชญากรรมลดลง 50% อยู่ในพื้นที่สีเขียวทำให้เรายิ้มได้

“สสส.เลือกทำโมเดลดี ๆ และส่งต่อเป็นพื้นที่ที่อื่นได้ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน เดิมเป็นที่จอดรถ ตอนนี้ไปพัฒนาใหม่ทำเป็นลานกีฬาและแปลงเกษตร เช่น ที่ใต้ทางด่วนเพลินจิต แถวเยาวราช ตลาดน้อย พยายามเชื่อมโยงให้เห็นประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ มีบ้านคน ประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าตากสิน ศิลปะเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เราเชื่อมวัฒนธรรมชุมชนกับเมือง อยากให้เดิน ขี่จักรยานออกกำลังกาย และมีกรณีโพธาราม จังหวัดราชบุรี จัดชมรมเชื่อมโยงกิจกรรมปั่นจักรยาน” ดร.นพ.ไพโรจน์ ยกตัวอย่าง

เทศบาลตำบลนาอ้อ จ.เลย ลดขยะ-สร้างพื้นที่สีเขียวที่กินได้

เส้นทางสู่

นายก้าน ฤณะวงษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาอ้อ อ.เมือง จ.เลย กล่าวว่า ประชากรนาอ้อผลิตขยะวันละ 4 ตัน จึงควรนำมาใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ เริ่มจากคิดคนเดียว เริ่มจากใกล้ตัว ขยะในครัวเรือนหากจัดการได้ ขยะที่จะทิ้งจริง ๆ มีไม่มาก เหลือเป็นขยะเปียก นำกลับมาใช้ได้ ทำเป็นปุ๋ย ตอนนี้ลดขยะเหลือเพียงวันละ 2 ตัน และมีเป้าหมายจะให้เหลือเพียง 1 ตัน โดยนำวัสดุเหลือใช้ เหล็กเก่า เชื่อมเป็นแปลงยกพื้นที่ นำดินคลุกเคล้ากับวัชพืช ลงแปลงและปลูกผักทุกอย่างที่กินได้ ปลูกในกระถาง ปลูกผักแนวตั้ง ใช้ปุ๋ยคอก ต้นไม้เมื่อนำมากินแล้วมีราก ใบ นำมาเป็นอาหารของไส้เดือน ไส้เดือนกินแล้วจะถ่ายมูล เป็นปุ๋ยให้แก่พืชผัก ทำให้สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี

“ผัก ผลไม้บางอย่างนำไปทำน้ำหมัก ผสมน้ำรดต้นไม้ ทำให้ผักกรอบ หวาน ถั่วฝักยาวฝักใหญ่ขึ้น ปลูกกล้วย 40-50 ต้น เราปลูกเองรู้ว่าเป็นผักปลอดสารเคมี นำมาทำกล้วยตาก ทำให้ได้อาหารปลอดสารพิษ อาหารออร์แกนิคล้วน ๆ นอกจากนี้ยังทำกลุ่มเผาถ่าน ได้น้ำส้มควันไม้ ผสมน้ำสะเดา ป้องกันแมลง และส่งเสริมให้พี่น้องชุมชนปลูกผักสวนครัว ผมทำเป็นตัวอย่าง ทำที่บ้านให้ดูว่าปลูกต้นไม้บนพื้นคอนกรีตได้ ทำให้พี่น้องในชุมชนสุขภาพดี มีพืชผักปลอดสารพิษ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน ร่ำรวยสุขภาพดี ดีกว่าร่ำรวยเงินทอง” นายก้าน กล่าว และบอกว่า “ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือการมีสุขภาพที่ดี มิใช่การมีเงินทอง” ดังคำกล่าวของมหาตมะ คานธี

‘หลุมพอเพียง’ ปลูกพืช 4 ชนิด ทำให้มีอยู่มีกิน

พระมหาสุภาพ พุทธวิริโย เจ้าคณะตำบลจุมจัง จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ริเริ่มการทำเกษตรแบบ ‘หลุมพอเพียง’ กล่าวว่า แนวคิดหลุมพอเพียงเกิดจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือคนมา 30 ปี แต่ล้มเหลวมาตลอด จึงเปลี่ยนตัวเอง เมื่อใดเราเปลี่ยน คนอื่นจะเปลี่ยนตาม เราล้มเหลวเรื่องการจัดการน้ำ เราล้มเหลวเรื่องทัศนคติ เราล้มเหลวเรื่องการจัดสรรเวลา เช่น เวลาในการทำการเกษตร เราล้มเหลวเรื่องแสงแดด เราดัดจริตเอง ไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว ล้มเหลวเรื่องระบบนิเวศน์ จึงมาทำเรื่องหลุมพอเพียง โดยปลูกพืช 4 ชนิดผสมผสานกัน

“มีกล้วยเป็นพี่เลี้ยง มีพืชอ่อนแอหรือพืชปัญญาอ่อน เช่น พริก มะเขือ ผักต่าง ๆ มีพืชฉลาด คือพืชที่เข้มแข็ง เช่น มะละกอ ผักพื้นเมืองต่างๆ และไม้ยืนต้นเพื่อการใช้สอย เช่น ยางนา ไม้สักทอง สะเดา ฯลฯ ถ้าเราไปรอไม้ยืนต้นอย่างเดียวต้องรอ 3-10 ปี แต่ถ้าเราปลูกผสมผสานกัน โดยมีกล้วยเป็นพี่เลี้ยง ก็จะทำให้พืชทั้ง 4 ชนิดโตไปพร้อมกัน และจะทำให้เรามีอยู่มีกินตั้งแต่ปีแรก” พระมหาสุภาพกล่าว และบอกว่า ตอนนี้ในตำบลจุมจังมีเกษตรกรทำหลุมพอเพียงไปแล้วประมาณ 700 ราย และขยายไปสู่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมแล้วกว่า 4,000 ราย ผลผลิตบางส่วนได้นำไปจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เป็นพืชผักปลอดสารพิษ

เส้นทางสู่

ทำพื้นที่สีเขียว สร้างรายได้วันละ 500-3,700 บาท

นางชนิสรา ละอองดี ผู้แทนเครือข่ายชุมชนเมืองภาษีเจริญ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ทำให้เกิดปัญหาขยะลอยน้ำ เกิดปัญหาถูกน้ำล้อม ทำให้เราขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม จึงเกิดแผนร่วมกันในการปรับพื้นที่รกร้างเป็นแปลงเกษตร โดยร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการทำพื้นที่รกร้าง มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ร่วมด้วย โดยการปลูกผัก สร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน มีตลาดอาหารปลอดภัยที่ชุมชนสร้าง จำหน่ายศุกร์สุดท้ายของเดือน แปลงผักที่มาจำหน่ายต้องตรวจวัดความปลอดภัย และจำหน่ายในราคาถูก

นายนิรันดร์ สมพงษ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนมีความเชื่อว่า การทำอะไรให้เกิดรายได้ จะมีแรงพลังในการทำ และที่สำคัญคือมีทุนในการดำเนินการต่อ และเมื่อทำเรื่องพื้นที่สีเขียวแล้ว ต้องทำให้เกิดรายได้ สิ่งที่ต้องคิดเริ่มแรก คือ ทำอย่างไรให้มีลูกค้าซื้อสินค้าเรามากกว่า เริ่มจากปลูกพืชผักกินเอง ภายหลังจึงเริ่มขายผลผลิต ตอนนี้ผลผลิตมีไม่พอขาย ปัจจุบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่องมีรายได้ตั้งแต่ 500-3,700 บาทต่อวัน นอกจากนี้ยังมีตลาดต่างประเทศเข้ามาติดต่อ เช่น สิงค์โปร ยุโรป ผลผลิตที่ต้องการ เช่น มะเขือเทศ ผักสลัดต่างๆ

นายจำนง คำฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านนาคา จังหวัดน่าน กล่าวว่า เหตุผลที่มาจัดการเรื่องดิน น้ำ ป่าเพราะป่าหาย น้ำแห้ง เริ่มจากการปลูกข้าวโพด เพราะเป็นพืชที่ทำเงินได้ไวที่สุด ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่ทำให้ป่าหาย เป็นเพราะรัฐบาลเปิดสัมปทานป่าไม้ มีการตัดถนนเข้าป่า ทำให้ชาวบ้านเข้าไปลากไม้ได้มากขึ้น

“ภายหลังเกิดกลุ่ม ‘ฮักเมืองน่าน’ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดินน้ำป่า จึงได้หารือร่วมกับชาวบ้าน กำหนดการใช้พื้นที่ที่ดินรายครัวเรือน ได้ป่าเพิ่มมาประมาณ 400-500 ไร่ แบ่งที่ดินให้ครัวเรือน ๆ ละ 20 ไร่ มีการจัดระบบนิเวศน์น้ำระบบการดูแล ระบบบริหารน้ำประปา ทำฝายมีชีวิต เก็บหลังคาละ 10 บาทต่อเดือน ผลจากการบริหารจัดการน้ำ ทำให้วิถีชีวิตชุมชนฟื้นคืนกลับมาได้ เริ่มมีกุ้ง หอย ปูปลา มีพิธีกรรม เลี้ยงผีต้นน้ำ เพื่อรักษาป่า รักษาแหล่งน้ำ” นายจำนง กล่าวในตอนท้าย

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.พอช. ร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเมืองสีเขียว ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนโครงการ ‘พื้นที่สีเขียวทางด้านสุขภาพและอาหารปลอดภัยในเมือง’ ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.สร้างการตื่นตัว ตระหนักรู้ และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยทางอาหารและสุขภาพ 2.สร้างพื้นที่กลางให้เป็นพื้นที่สีเขียวในระดับครัวเรือน ชุมชน และเมือง 3.เกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 4.เกิดการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กร หน่วยงาน ภาคี เพื่อขับเคลื่อนเมืองสีเขียว โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 70 เมือง ขณะนี้อนุมัติโครงการแล้ว 27 เมือง

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • การรับสมัครและการเสนอชื่อบุคคล เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬา ในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ -
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม