ทำความรู้จัดโรคปลอกประสาทอักเสบ

| |
อ่าน : 5,471

ที่มา : SOOK Magazine No.70

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทำความรู้จัดโรคปลอกประสาทอักเสบ thaihealth

หลายคนอาจไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อโรคปลอกประสาทอักเสบหรือ MS เพราะเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และต้องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชียวชาญเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือหลายคนไม่รู้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ และปัจจุบันมีผู้ป่วยโรค MS กว่า 2.5 ล้านคนทั่วโลก ดังนั้นการทำความรู้จักโรคนี้ไว้สักนิดย่อมช่วยให้ดูแลตัวเองได้ทันท่วงที

MS ปลอกประสาทอักเสบ

โรคปลอกประสาทอักเสบชนิดเอ็มเอส (MS หรือ Multiple Sclerosis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เนื่องจากเม็ดเลือดขาวหลั่งสารที่ทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาท ทำให้ระบบประสาทเสียหาย และเกิดการอักเสบจนกลายเป็นแผลที่เนื้อสมอง ส่วนใหญ่พบในวัย 18-45 ปี รวมถึงในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ นอกจากนั้นแล้วยังพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เมื่อเป็นแล้วผู้ชายจะมีอาการหนักกว่าผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงก่อเกิดโรค แม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าโรค MS เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่

1. พันธุกรรม แม้จะไม่ได้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ แต่ในครอบครัวที่มีประวัติการป่วยก็มีโอกาสเสี่ยงได้

2. เชื้อไวรัส การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอ็บสไตบาร์ หรือที่เรียกว่า เชื้ออีบีวี (Epstein-Bar Virus: EBV) ซึ่งส่งผลต่อภูมิคุ้มกันร่างกายและทำให้มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต

3. โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ และลำไส้อักเสบ เป็นต้น

4. การขาดวิตามิน D มีวิตามิน D ในร่างกายต่ำ

อาการสัญญาณ Ms

ในแต่ละคนอาการของโรคจะหนักเบาไม่เท่ากัน และยังมีอาการที่หลากหลายแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางคนแสดงอาการน้อยมากหรือบางคนก็อาจมีอาการหนักจนใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก รุนแรงไปจนถึงพิการก็มี ลองมาดูอาการที่พบบ่อยหากเป็นโรค MS

1. ด้านการมองเห็น เห็นภาพซ้อน มองไม่เห็น เจ็บตา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง

2. ด้านการทรงตัว สูญเสียการทรงตัว อ่อนแรง ขากระตุก หกล้มง่ายมือสั่น การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สอดคล้องกัน

3. ด้านสมอง มีปัญหาด้านความคิด การตัดสินใจ ความจำ รับและทำความเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ได้ช้า อาจมีอารมณ์แปรปรวน และซึมเศร้าได้

4. ด้านการพูด พูดไม่ชัด รวมไปถึงเคี้ยวหรือกลืนอาหารลำบาก

5. ด้านระบบปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และท้องผูกอยู่บ่อย ๆ

6. รู้สึกเหนื่อยล้าง่าย เหน็บชาตามแขนขา และบริเวณใบหน้า เมื่อขยับคอจะรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต

วิธีการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาแบบให้หายขาด แต่เป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายและควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

1. รักษาด้วยยา ตามอาการของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นยาที่บรรเทาอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด เป็นต้น

2. การบำบัด โดยยึดเส้นและออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงลดการสั่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัว โดยการออกกำลังกายที่ แนะนำคือ โยคะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก รวมทั้งยังเป็นการช่วยยืดเส้นอีกด้วย

ป้องกันได้ แค่ดูแลสุขภาพ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคได้ นั่นคือ

1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นนิสัย

2.กินอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ไม่เครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส

5. ลด ละ เลิกสุราและบุหรี่

ดังนั้น สิ่งสำคัญนอกจากการดูแลตัวเอง คือการสังเกต หมั่นตรวจเช็ก และฟังคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม