สารเสพติดทำคนเป็นโรคจิตพุ่ง

โดย
| |
อ่าน : 3,510

รมช.สาธารณสุข เผยสารเสพติดก่อผลกระทบทำคนเจ็บป่วยเป็นโรคจิตเพิ่ม เฉพาะปี 53 มีผู้ป่วยแล้วกว่า 3 พันราย แนะผู้ที่มีความเครียดออกกำลังกาย

จากกรณีที่มีข่าวชายอายุ 23 ปี เป็นดีเจสถานบันเทิงย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เกิดอาการคลุ้มคลั่งเผาห้องพักเลขที่ 606 ชั้น 6 อาคาร แมนชั่นสายเป็นสุข ซอยอินทามระ 11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และยังปีนเข้าไปที่ห้องหมายเลข 608 พร้อมใช้อาวุธมีดจับหญิงสาวเป็นตัวประกัน เหตุเบื้องต้นเกิดจากปัญหาความเครียดที่ถูกภรรยาทิ้งและฤทธิ์ยาเสพติด โดยชายที่ก่อเหตุรับสารภาพว่าก่อนลงมือได้เสพยาไอซ์ ซึ่งผลการตรวจปัสสาวะของชายรายดังกล่าวจากโรงพยาบาลตำรวจพบเป็นสีม่วง แสดงว่ามีการเสพยาไอซ์หรือยาบ้าจริง

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นตัวอย่างของปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากการใช้สารเสพติด ที่สังคมไทยจะต้องตระหนักและแก้ไขร่วมกัน ซึ่งแนวโน้มการใช้ยาเสพติดขณะนี้รุนแรงมากขึ้น มีการนำยาเสพติดหลายชนิดมาผสมกัน เช่น ยาบ้าผสมกัญชา รวมทั้งมีการใช้ยาไอซ์ ซึ่งเป็นผลึกบริสุทธิ์ของยาบ้า แต่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว ที่น่าเป็นห่วงก็คืออายุของผู้เสพสารเสพติดขณะนี้ น้อยลงอยู่ระหว่าง 11 - 24 ปี จากเดิม 15 - 24 ปี สำหรับหญิงสาวที่ถูกจับเป็นตัวประกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมจิตแพทย์เข้าไปดูแลสภาพจิตใจแล้ว ส่วนดีเจนั้น จะประสานกับตำรวจเพื่อให้การบำบัดรักษาต่อไป

ดร.พรรณสิริกล่าวต่อไปว่า เมื่อเสพยาบ้าเข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา จะรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ประสาทล้า การตัดสินใจช้า และผิดพลาด หากใช้ยาบ้าติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง เสียสติ อาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศในปี 2553 ซึ่งมีทั้งหมด 45,369 ราย ร้อยละ 68 เป็นชาย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดเป็นเวลานาน จำนวน 2,626 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.79 แบ่งเป็นชาย 1,996 ราย หญิง 630 ราย ยาเสพติดที่ใช้อันดับ 1 คือยาบ้า ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอดีต ในการบำบัดรักษาผู้ที่เสพสารเสพติดและมีอาการทางจิต จะมีความยุ่งยากกว่าผู้ที่เสพแต่ยังไม่มีอาการ เนื่องจากสมองจะถูกพิษสารเสพติดทำลายอย่างถาวร

ดังนั้นในการป้องกันปัญหา ประชาชนไม่ควรพึ่งสารเสพติดเมื่อมีปัญหาเช่นความเครียด ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดการติดยา ควรหาทางออกที่สร้างสรรค์ เช่น การออกกำลังกาย สามารถลดความเครียดได้ดีมาก และนอนหลับพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น หรืออาจรวมกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมแทนการเสพสารเสพติด

ด้าน นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การดูแลลูกหลานให้ห่างไกลยาเสพติด ผู้ปกครองต้องให้เวลา ปลูกฝังสิ่งดีๆให้ลูก โดยเฉพาะเด็กอายุ 1 - 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงแรกของชีวิต พูดกับเด็กอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้คำหยาบคายหรือตำหนิดูถูกลูก ฝึกให้ลูกรู้จักการทำตัวเป็นคนดี คนเก่ง เล่นกีฬา ทำงานอดิเรก ควรฝึกให้เด็กมีวินัยตั้งแต่เรื่องกินอยู่ การนอน การเล่น รู้จักการจัดการอารมณ์โกรธ ฝึกทักษะให้เด็กรู้จักการตัดสินใจแก้ปัญหา เริ่มจากปัญหาง่ายๆก่อน และควรเสริมสร้างทักษะให้เด็กรู้จักปฏิเสธให้เป็น ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้.

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม