มหันตภัยยาบ้าก่อโรคพาร์กินสัน

โดย
| |
อ่าน : 3,492

นักวิจัย ม.มหิดลเผยสารแอมเฟตามีนในยาบ้าทำลายเซลล์สมอง ผู้ติดยามีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสัน เล็งต่อยอดวิธีรักษาใหม่ด้วยสเต็มเซลล์ ช่วยชะลอสมองเสื่อม พบเด็กติดเกมกับติดยาสูญเสียการเรียนรู้และความจำเหมือนกัน

ศ.ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า จากการศึกษาวิจัยผลกระทบของการเสพสารแอมเฟตามีนหรือยาบ้าในเชิงวิทยาศาสตร์ทางเคมี พบว่าสารแอมเฟตามีนเป็นตัวทำลายระบบประสาทและเซลล์สมอง ทำให้สูญเสียการเรียนรู้และความจำ การพัฒนาเซลล์สมองผิดปกติ และมีลักษณะแบบเดียวกับเซลล์สมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผลสรุปคือ ผู้เสพติดยาบ้ามีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยต่อยอดในเรื่องเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ เพื่อเป็นวิธีใหม่ในการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ติดยาบ้าในอนาคต

ศ.ดร.ปิยะรัตน์กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีสาเหตุเกิดจากระบบประสาทที่เรียกว่าโดปามีนถูกทำลาย ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ลำตัวแข็งเกร็งและเดินไม่ได้ ในขณะที่ผู้เสพยาบ้าที่มีสารแอมเฟตามีนเข้าไปในสมองก็จะทำลายระบบประสาทโดปามีน โดยผู้เสพยาบ้าในช่วงแรกๆ จะมีความรู้สึกสุขสบาย เพราะได้หลั่งสารโดปามีน แต่เมื่อเสพยาบ้ามากๆ สารโดปามีนก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์สมองเหมือนคนป่วยโรคพาร์กินสัน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเป็นจำนวนมาก

"จากการเจาะเลือดผู้เสพยาบ้าตรวจพบอนุมูลอิสระเยอะมาก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบตัวบ่งชี้คนที่เป็นโรคพาร์กินสัน ในสมองจะสร้างโปรตีนชื่ออัลฟาซินนิวคริน ซึ่งคนทั่วไปไม่มีโปรตีนตัวนี้ เมื่อฉีดสารแอมเฟตามีนเข้าไปในหนูทดลอง ก็พบว่าหนูสร้างโปรตีนตัวนี้ขึ้นในสมองเช่นกัน" ศ.ดร.ปิยะรัตน์เผย

สำหรับการรักษาผู้เสพยาบ้าที่เป็นโรคพาร์กินสันด้วยวิธีสเต็มเซลล์นั้น การศึกษาวิจัยอยู่ในขั้นทดลองโดยการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ เพื่อนำมาสร้างเซลล์ใหม่ให้สมองส่วนที่ถูกทำลายและสูญเสียไปจากการเสพสารแอมเฟตามีน ในอนาคตอาจจะมียาใหม่ที่ใช้รักษาผู้ป่วยสมองเสื่อม

นอกจากนี้ ศ.ดร.ปิยะรัตน์ ในฐานะเป็นประธานหลักสูตรปริญญาเอก สาขาประสาทวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ยังศึกษาปัญหาการเสพติดในกลุ่มยาบ้าและการเสพติดเกมในโลกอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊กและเว็บไซต์สังคมออนไลน์อื่นๆ ซึ่งในประเทศไทยมีสมาชิกเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 ของเอเชียคือ ปีละ 2 ล้านคน เมื่อศึกษาการเสพติดที่เกิดจากชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม พบว่าการติดยาและติดเกมมีผลกระทบต่อสมองส่วนเดียวกัน ทำให้สูญเสียการเรียนรู้และความจำ ส่วนการรักษาต้องใช้หลักการวิทยาศาสตร์ทางเคมีในสมองควบคู่กับงานด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ จึงจะสามารถแก้ปัญหาเสพติดอย่างครบวงจร

ด้าน ดร.ประภาพรรณ จูเจริญ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน ระบุว่า วิธีแก้ไขผู้ติดสิ่งเสพติดต้องใช้หลักการบูรณาการระหว่างชีวะ-จิตสังคม เพื่อแก้ปัญหาเด็กติดยาหรือสิ่งเสพติดได้อย่างยั่งยืน ต้องบำบัดอย่างรอบด้านทั้งชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม เช่น การเข้าใจกลไกสมองติดยา การรักษาด้วยยาร่วมกับงานด้านจิตวิทยา นอกจากนี้ยังนำความรู้จากในรั้วมหาวิทยาลัยมาให้ชุมชนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีศึกษาชาวเขาเผ่าม้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้ศึกษาหลักสูตรนี้แล้วนำไปใช้จริง โดยช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดเป็นรายบุคคล ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการเสพติดอย่างได้ผลชัดเจน

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • ชีวิตดีเริ่มที่เรา -
  • โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 2 -
  • รายการทีวีออนไลน์ รอลูกเลิกเรียน -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2563 ของ สสส. -
  • 5 คู่มือการดูแลผู้สูงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม